วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง (๖)

๑๒ กันยายน ๒๕๕๘

ในโอกาสที่ผมได้เข้าไปทำงานในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ได้เห็นข้อมูลเชิงสถานการณ์ของประเทศไทยเกี่ยวกับ “ผู้สูงอายุ” อย่างเป็นระบบ

โดยพบว่า

ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรมาเป็นลำดับ จนก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่มีคนที่มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นไป ในสัดส่วนร้อยละ ๑๐ มานานหลายปีแล้ว

เมื่อ ๒ ปีก่อน ประเทศไทยเรามีผู้สูงอายุราว ๙.๖ ล้านคน หรือร้อยละ ๑๔.๗ และคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๒๐ หรือกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete aged society) ในปี ๒๕๖๔ และเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสูงสุด (Super aged society) ที่มีผู้สูงอายุร้อยละ ๓๐ ในปี ๒๕๗๘

การเพิ่มจำนวนสูงขึ้นของผู้สูงอายุย่อมส่งผลกระทบต่อสังคมไทย ทั้งผลกระทบต่อครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ ด้านงบประมาณและการคลัง ด้านสังคม ด้านการเมือง และผลกระทบต่อตัวผู้สูงอายุเอง

ผู้สูงอายุไทยมีการศึกษาค่อนข้างน้อย โดยมีเพียงประมาณ ๑ ใน ๑๐ เท่านั้นที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป และการที่ผู้สูงอายุมีการศึกษาน้อยจะเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล บริการด้านสุขภาพและสังคม รวมทั้งโอกาสในการทำงานเชิงเศรษฐกิจตามมา

ด้านสุขภาพผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง และมีภาวะทุพพลภาพเพิ่มขึ้นตามวัยที่เพิ่มขึ้น

ด้านเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุไทยกว่าครึ่งหนึ่งมีรายได้เฉลี่ยอยู่ในช่วง ๔๐๐ – ๓,๓๐๐ บาทต่อเดือน ต้องพึ่งพิงรายได้จากบุตรหลานและการทำงานเป็นหลักสูงถึงร้อยละ ๘๗ โดยพึ่งพิงรายได้จากเบี้ยยังชีพ เงินบำเหน็จบำนาญ รายได้จากการออมและการลงทุนเป็นหลักมีเพียงร้อยละ ๑๐ และที่สำคัญผู้สูงอายุร้อยละ ๓๑ ไม่มีการเก็บออม และผู้สูงอายุสัดส่วนถึงร้อยละ ๔๒ มีปัญหารายได้ไม่เพียงพอ

ด้านสังคม ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ให้อยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับบุตรหลานเกิดช่องว่างระหว่างวัย ขาดการนำคุณค่าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางสังคม

ด้านสภาพแวดล้อม พบว่าผู้สูงอายุมักประสบอุบัติเหตุจากการลื่นล้มในบ้าน เพราะไม่มีการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับวัย

นอกจากนั้น ยังพบอีกว่า ในด้านการมีบุตรนั้นผู้สูงอายุยุคปัจจุบันมีบุตรน้อยกว่าในอดีต และมีแนวโน้มที่จะอยู่อาศัยกับบุตรน้อยลง อยู่กับคู่สมรสและอยู่ตามลำพังเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากภาวะเจริญพันธุ์ที่ลดต่ำลงมาก และรวมทั้งการย้ายถิ่นของบุตรที่อยู่ในวัยแรงงานไปทำงานในต่างพื้นที่

คนในรุ่นต่อไปจะยิ่งมีบุตรน้อยลงตามแนวโน้มภาวะเจริญพันธุ์ การหวังพึ่งพาบุตรในการเกื้อหนุนในยามสูงวัยก็จะเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

และเมื่อค้นข้อมูลไปที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเป็นจังหวัดที่ผมตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ พบว่าในปัจจุบันมีประชากรทั้งสิ้น ๑,๐๗๓,๑๔๒ คน มีประชากรสูงอายุ คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๙ ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของประเทศ

แต่หากวิเคราะห์รายอำเภอ พบว่าในอำเภอพยุหะคีรี มีประชากรสูงอายุสูงถึง ร้อยละ ๑๘.๓ และเมื่อมองแคบลงไปที่ตำบลเขาทอง เป็นตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอพยุหะคีรี มีประชากรผู้สูงอายุสูงถึง ๑,๕๒๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๐.๓ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของจังหวัดและประเทศอย่างมาก

ข้อมูลเหล่านี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งอันนำมาซึ่งโครงการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุ” ในครั้งนี้ โดยหวังว่า จะทำให้คนในตำบลเขาทองตื่นตัวและใช้เป็นเครื่องมือในการเผชิญกับมหันตภัยเงียบที่กำลังถาโถมตำบลผู้สูงอายุอย่างรู้เท่าทันนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง (๕)

๖ กันยายน ๒๕๕๘

ยังไม่ทันที่รอยยิ้มที่เกิดขึ้นจากความสุขที่ได้ชี้ให้เห็นคุณค่าของธรรมนูญสุขภาพว่าจะส่งผลอย่างไรกับคนในชุมชนจางหายไป คำถามที่สำคัญอีกคำถามหนึ่งก็ดังขึ้น

“แล้วมันทำยากไหมล่ะ อ้ายธรรมนูญสุขภาพเนี่ยะ”

ผมหันไปมองเจ้าของต้นเสียงนั้น พร้อมกับรู้สึกขอบคุณเจ้าของคำถามที่ตั้งคำถามตรงกับคำตอบที่ผมเตรียมไว้

ผมเริ่มอธิบายขั้นตอนการจัดทำและขับเคลื่อน “ธรรมนูญสุขภาพ” ว่าสามารถจำแนกเป็น ๒ ระยะ คือ ระยะการจัดทำกับระยะการขับเคลื่อน

ระยะที่ ๑ เป็นขั้นตอนในระยะการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพ” มีขั้นตอนที่สำคัญ ประกอบด้วย

ขั้นตอนที่ ๑ การจัดตั้งกลไกแบบมีส่วนร่วมในการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ เพื่อเป็นกลไกในการทำหน้าที่ตั้งแต่การจัดเตรียมข้อมูล การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น การยกร่างและการประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพ ที่ยึดการมีส่วนร่วม และสร้างความเป็นเจาของร่วมของคนในชุมชน

ขั้นตอนที่ ๒ การเสาะหาและวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่มีอยู่แล้วตามหน่วยงานต่าง ๆ หรือข้อมูลที่ต้องจัดเก็บขึ้นมาใหม่

ขั้นตอนที่ ๓ การรับฟังความคิดเห็น ทั้งรายพื้นที่และรายกลุ่มที่สำคัญ โดยคำถามสำคัญที่ควรตั้งเพื่อให้ช่วยกันกำหนด นั่นก็คือ (๑) สิ่งที่อยากเห็น อยากเป็น อยากมี ในอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ของประเด็นที่จะจัดทำธรรมนูญ (๒) สิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ในชุมชน และแนวทางรักษาหรือพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น และ (๓) สิ่งที่ไม่ดีที่มีอยู่ในชุมชน และแนวทางการแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีนั้นให้กลับเป็นสิ่งดี ๆ

ขั้นตอนที่ ๔ การยกร่างธรรมนูญ โดยการประมวลข้อมูลจากขั้นตอนที่ ๑.๑ และ ๑.๒ มาทำการยกร่างโดยทีมทำงานที่ส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยองค์ประกอบที่สำคัญ ควรมีสัก ๓ ส่วน คือ ส่วนนำ ที่กล่าวถึง ปรัชญา แนวคิดหลัก และความอยากเห็นอยากเป็น อยากมี ที่ได้มาจากการรับฟังความคิดเห็น ส่วนที่ ๒ คือ สาระสำคัญของประเด็น ซึ่งขึ้นอยู่กับประเด็นของธรรมนูญ และข้อมูลจากการรับฟังความคิดเห็นเห็น

ขั้นตอนที่ ๕ การรับฟังความคิดเห็นรวม โดยนำร่างธรรมนูญไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อผู้ที่เกี่ยวข้องที่สำคัญ โดยต้องให้ครอบคลุมผู้แทนทั้งระดับพื้นที่ และกลุ่มคน หน่วยงานที่มีอยู่ในชุมชน

ขั้นตอนที่ ๖ ปรับปรุงธรรมนูญ โดยแก้ไขเพิ่มเติมจากข้อมูลที่ได้มาจากขั้นตอนที่ ๔ และถ้าจะให้มีคุณภาพมากขึ้น ควรนำกลับไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทุกภาคส่วนให้ความเห็นชอบ

ขั้นตอนที่ ๗ การประกาศใช้ธรรมนูญ โดยผมได้เสนอให้ (๑) เชื่อมโยงกับวันสำคัญของชุมชน หรือของชาติ (๒) จัดให้มี “สัจจะในที่แจ้ง” ซึ่งให้คนในชุมชนเปล่งวาจาออกมาพร้อม ๆ กัน (๓) มีพิธีกรรมที่สร้างความศักดิ์สิทธิ์ เช่น การใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือ การจัดทำธรรมนูญเป็นใบลาน เป็นต้น (๔) มีการจัดทำเป็นเอกสารประจำครอบครัว เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ศึกษาเนื้อหาของธรรมนูญ และย้ำเตือนใจว่าเป็นสิ่งที่ตนเองได้กล่าว “สัจจะในที่แจ้งไว้”

ระยะที่ ๒ ระยะการขับเคลื่อนธรรมนูญไปปฏิบัติ มีขั้นตอนที่สำคัญ ประกอบด้วย

ขั้นตอนที่ ๑ การจัดทำแผนการขับเคลื่อน โดยการแปลงเนื้อหาธรรมนูญสุขภาพในแต่ละข้อมาเป็นแผนปฏิบัติการ ที่ระบุว่าจะมีวิธีการขับเคลื่อนอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ

ขั้นตอนที่ ๒ การติดตามและรายงานผล เพื่อให้เห็นผลและความก้าวหน้าในการนำธรรมนูญไปปฏิบัติ โดยการกำหนดวิธีการและเครื่องมือในการติดตามและรายงานผล

ขั้นตอนที่ ๓ การประเมินผลและทบทวนธรรมนูญ ที่หมายถึงการประเมินผลว่าผลลัพธ์ หรือผลกระทบจากการมีธรรมนูญสุขภาพนั้นได้ส่งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบอย่างไร อะไรที่เป็นปัญหาอุปสรรคและความสำเร็จ ประเด็นไหนควรจะมีการทบทวนแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่ได้เห็นการขับเคลื่อน “ธรรมนูญสุขภาพ” ในหลายพื้นที่พบว่าบางพื้นที่นำไปจัดทำเป็นข้อบังคับขององค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อการผูกโยงกับงบประมาณประจำปีของท้องถิ่นไปด้วย ซึ่งก็เป็นอย่างหนึ่งในการขับเคลื่อน

นอกจากนั้นงานหลักใน ๒ ระยะข้างต้นแล้ว ยังไม่ควรละทิ้งงานสนับสนุนที่จะทำให้ “ธรรมนูญ” มีการดำเนินทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยดี ได้แก่ งานสื่อสารสาธารณะ งานจัดการความรู้ และงานบริหารจัดการ ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญ

ทุกจังหวะของเวลาที่ค่อย ๆ ผ่านไปแต่ละวินาทีที่ผมเล่าแต่ละขั้นตอน สายตาของผู้เข้าประชุมที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการจัดทำธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุตำบลเขาทอง” ที่เป็นผู้คนที่อยู่ในพื้นที่กว่า ๓๐ คน นั้นบ่งบอกให้เห็นถึงแววของความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมในการเรียนรู้ อีกทั้งยังร่วมกันแสดงความคิดเห็นกันอย่างคึกคัก ทำให้ผมในฐานะผู้เล่าเรื่องมีความสุขและเกิดปิติยิ่งที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมเล็ก ๆ ในครั้งนี้

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง (๔)

๔ กันยายน ๒๕๕๘

ตะวันเริ่มลาลับจากพื้นโลก ความมืดเริ่มปกคลุมบริเวณมหาวิทยาลัยต้นมะขาม แสงไฟจากหลอดนีออนและไฟโคมเริ่มทยอยเปิด สว่างความสว่างไสวไปทั่วลานมหาวิทยาลัยแบบบ้าน ๆ

ท่ามกลางแสงสว่างใต้ต้นมะขามนั้น มีคำถามหนึ่ง ถูกยกขึ้นถามต่อทีมงาน

“ทำธรรมนูญสุขภาพแล้วได้อะไร”

นับเป็นคำถามที่แสนง่ายในการตั้งคำถาม แต่ช่างเป็นคำถามที่หาคำตอบยากจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่เคยฟังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากพื้นที่ที่มีการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ ผมประมวลได้ว่า คุณค่าของธรรมนูญสุขภาพ มีอย่างน้อย ๔ ประการ คือ

หนึ่ง เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชนที่แท้จริง

สอง เป็นเครื่องมือในการยึดโยงให้ผู้คน หน่วยงาน องค์กร และเครือข่ายต่าง ๆ ในชุมชนให้เข้ามาทำงานด้วยกันภายใต้กรอบทิศทางเดียวกัน

สาม เป็นเครื่องมือในการระดมสรรพกำลังคน กำลังเงินจากแหล่งต่าง ๆ มาพัฒนางานภายใต้กรอบการพัฒนาเดียวกัน นำไปสู่การทำงานที่เสริมกำลังกัน ลดความซ้ำซ้อน เกิดการบูรณาการกันอย่างจริงจัง

สี่ เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงความรักสามัคคีของคนในชุมชน

จากคุณค่า ๔ ประการข้างต้น หากเกิดในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง ผลสุดท้ายก็ย่อมตกอยู่กับคนในชุมชนนั้น เพราะกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจะมีพื้นฐานมาจากความต้องการของคนในชุมชนที่เป็นปัญหาหรือภาพฝันที่แท้จริงของคนในชุมชน กิจกรรมไม่ได้จะฝากไว้ให้กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะแบ่งหรือเป็นความรับผิดชอบของประชาชนในชุมชน ขององค์กร กลไกหรือหน่วยงานที่ทำงานหรือเข้าไปทำงานในชุมชนนั้น เกิดการบูรณาการงานกัน ขจัดความซ้ำซ้อน และนำไปสู่ความมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในที่สุด

และสิ่งเหล่านี้ก็คือ การจัดการตนเอง หรือการจัดการกันเองภายในชุมชน และจะนำไปสู่ความเป็น “ชุมชนเข้มแข็ง” ในที่สุด อันเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนที่เป็นภาพฝันที่ทุกคนใฝ่หา

แววตาของผู้ร่วมประชุมเริ่มให้การยอมรับถึงเป้าหมายว่าสิ่งที่เขาได้ฟังนั้น ผลประโยชน์ไม่ได้ตกอยู่กับผมและทีมงานที่เป็นคนนอกชุมชน แต่ผลประโยชน์สุดท้ายนั่นกลับตกอยู่กับคนในชุมชนนั้นเอง

มันเป็นความสุขที่ยากจะอธิบายได้หมดที่เกิดขึ้นในใจผมและทีมงาน

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง (๓)

๑ กันยายน ๒๕๕๘

“ธรรมนูญสุขภาพ คืออะไร ?”

เป็นคำถามแรก ๆ ที่ผุดถามขึ้นภายใต้มหาวิทยาลัยต้นมะขาม ณ หน้ากุฏิเจ้าอาวาสวัดเขาทอง ซึ่งเป็นคำถามที่ดีมาก ๆ เพราะเป็นคำถามที่นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน

หากจะตอบคำถามนี้ คงต้องย้อนกลับไปที่ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่บัญญัติไว้ให้มีการจัดทำ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อเป็นกรอบการพัฒนางานด้านสุขภาพขององค์กรต่าง ๆ ซึ่งคต่อมา ได้มีการประกาศใช้ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” ในปี ๒๕๕๒ และในคำปรารถของธรรมนูญระดับชาตินี้ได้เขียนไว้ว่า องค์กรหรือพื้นที่จะนำแนวคิดนี้ไปจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่” ได้

ซึ่งในปี ๒๕๕๒ ก็ได้เกิด “ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่” ที่ตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งนับเป็นธรรมนูญสุขภาพตำบลแห่งแรกของประเทศไทย และในเวลาต่อ ๆ มา ก็เกิดธรรมนูญสุขภาพทั้งระดับอำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน รวมทั้งธรรมนูญสุขภาพเชิงประเด็นอีกมากมายนับร้อยแห่ง

และจากประสบการณ์การลงไปเรียนรู้จากพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีการจัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพระดับพื้นที่” ได้เห็นคนในชุมชนนั้น ๆ ได้ให้ความหมายไว้อย่างกว้างขวาง

บางชุมชนมองเป็นเป้าหมายหรือความฝันร่วม บางชุมชนมองเป็นข้อตกลง กฎ กติกา ร่วมกัน บางชุมชนมองเป็นศีลร่วม ในขณะที่บางชุมชนถือว่าเป็นวิสัยทัศน์ร่วมของคนในตำบลนั้น

และครั้งล่าสุด ได้มีโอกาสไปคุยกับคนภาคใต้ เขาเรียกธรรมนูญชุมชน ว่าคือ “ชันชี” หรือ “การตกลง หรือสัญญาร่วมกัน”

ฉะนั้นหากให้ผมนิยามความหมายของ “ธรรมนูญสุขภาพ” ก็สามารถให้ความหมายไว้ว่าเป็น “เป้าหมาย ความฝัน ศีล ข้อตกลง กฎ กติกา วิสัยทัศน์ ที่คนในชุมชนอยากเห็น อยากเป็น อยากมี ร่วมกัน อันนำไปสู่การมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดี” นั่นเอง

แม้จะมอง “ธรรมนูญสุขภาพ” ของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน แต่มีจุดที่เหมือนกันก็คือ “สิ่งเหล่านั้นต้องเป็นสิ่งที่คนในชุมชนอยากเห็น อยากเป็น อยากมี ร่วมกัน และเห็นว่าสิ่งนั้นจะนำไปสู่การมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน”

ในเวทีครั้งนี้ ผมเน้นย้ำไว้ว่า “ไม่ว่าเราจะเรียกเครื่องมือนี้ว่าอะไรก็ตาม สาระสำคัญที่สุดคือ ธรรมนูญเป็นเครื่องมือที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชุมชนท้องถิ่น เพราะเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่มีชีวิตและทรงอำนาจมากกว่าเครื่องมือไหนๆ กฎหมายฉบับใดๆ เพราะถูกออกแบบด้วยคนในชุมชนผู้เป็นเจ้าของปัญหา ผ่านการมีเวทีและปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนนำไปสู่การจัดการสิ่งละอันพันละอย่างที่เป็นปัญหาในชุมชนร่วมกัน"

จากความหมายนี้ “ธรรมนูญสุขภาพ” จึงทำงานที่ยึดโยงกับหลักการสำคัญ อย่างน้อย ๔ ประการคือ

หนึ่ง : การสร้างการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทั้งท้องถิ่น (อบต. เทศบาล) ท้องที่ (ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน) ท้องทุ่ง (สมาคม มูลนิธิ เครือข่าย ชมรม กลุ่มคน) และหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ (โรงเรียน วัด รพ.สต. เกษตรตำบล เป็นต้น)

สอง : ยึดโยงกับรากเหง้าและสอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนในแต่ละพื้นที่

สาม : ความเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ใช่เป็นของใคร หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ทุกคนต้องจำเป็นต้องใช้ธรรมนูญชุมชนเป็นกรอบในการประพฤติปฏิบัติตัวตามเนื้อหาสาระที่เขียนไว้ในธรรมนูญชุมชน

สี่ : พื้นที่จัดการกันเองเป็นหลัก โดยไม่ต้องรอองค์กรภายนอกมาจัดการให้

และจากการถอดบทเรียนจากพื้นที่ที่มีการจัดทำธรรมนูญสุขภาพ จะพบว่ามีปัจจัยแห่งความสำเร็จ ประกอบด้วย

หนึ่ง : ต้องกินได้ และเข้าใจง่าย อันหมายถึง เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนนั้น ๆ และเมื่ออ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่มีศัพท์แสงทางวิชาการที่ต้องตีความกันหลายตลบ

สอง : มาจากคนในพื้นที่ และเปิดกว้างให้ผู้คนในชุมชนได้เข้ามาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมติดตาม ร่วมได้ประโยชน์ ฉะนั้นจึงไม่ควรคัดลอกเนื้อหาสาระมาจากธรรมนูญของพื้นที่อื่นมาใช้ และไม่ควรเชื่อความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกที่เสนอให้เป็นแบบโน้นแบบนี้

สาม : การรับรู้เป็นเรื่องสำคัญ จึงควรมีการสื่อสารให้คนในพื้นที่รับรู้อย่างทั่วถึง โดยช่องทาง ๆ ที่เหมาะสมกับคนในชุมชน อาทิ แผ่นพับ ป้ายโปสเตอร์ หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน การรณรงค์ในวาระสำคัญต่าง ๆ เป็นต้น

สี่ : ปรับปรุง ทบทวนและเพิ่มเติมได้ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความสมบูรณ์ในเนื้อหามากนัก เพราะเมื่อใช้ธรรมนูญชุมชนไปสักระยะหนึ่ง ก็นำมาพิจารณาว่าจะปรับปรุง หรือทบทวนธรรมนูญในข้อใดก็ได้ หรืออาจจะขอเพิ่มเติมเนื้อหาบางประการลงไปใหม่ก็ได้ โดยยึดหลักการสำคัญ ๔ ประการข้างต้น

ห้า : มีคนเกาะติด โดยคน ๆ นั้น ควรเป็นคนที่มีจิตสำนึก จิตสาธารณะ จิตอาสา และจิตเข้มแข็ง ในการทำงาน

นี่คือความเป็นมา ความหมาย หลักการและปัจจัยแห่งความสำเร็จของ “ธรรมนูญสุขภาพ” ที่ได้นำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในมหาวิทยาลัยต้นมะขามในวันนั้น

วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง (๒)

๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๘

ผมร่ำลาทีมงาน เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เมื่อนาฬิกาบอกเวลา ๑๙.๐๐ น. ของวันวาน (๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๘) ในขณะที่ “คณะกรรมการจัดทำธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุตำบลเขาทอง” กำลังประชุมกันอยู่ที่ “มหาวิทยาลัยต้นมะขาม” บริเวณหน้ากุฏิเจ้าอาวาสวัดเขาทอง ใต้ต้นมะขามต้นใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านขยายไปรอบต้น

ระหว่างขับรถ ใจก็อดนึกขอบคุณผู้หลักผู้ใหญ่ของตำบลเขาทอง โดยเฉพาะ “พระครูนิภาธรรมวงศ์” หรือ “หลวงน้า” ที่พวกเราเรียกขานกัน ที่สละเวลามาเป็นประธานการประชุม ตลอดจนทีมงานที่เข้มแข็งและมุ่งมั่น ให้ใจเข้ามาร่วมกันทำงานชิ้นนี้

และก็อดไม่ได้ที่ย้อนกลับไปคิดถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้

ทุกปีใหม่ ผมจะได้รับ ส.ค.ส. จากสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตร People Audit เมื่อเกือบ ๑๐ ปีก่อน และทำให้ผมรู้สึกรักองค์กรนี้เสมอมา

พร้อมกับคำอวยพรบนแผ่น ส.ค.ส. แล้ว ก็จะแนบแบบประเมินการนำความรู้จากการอบรมว่าทำงานต่ออย่างไร นอกจากนั้นยังแนบใบประกาศเชิญชวนให้ทุนไปทำงานให้กับผู้ผ่านหลักสูตรนี้อีกด้วย เกือบ ๑๐ ปี ผมได้แต่ระลึกถึงกิจกรรมที่ดีงามนี้เท่านั้น ไม่สนใจที่จะเขียนโครงการไปขอทุนตามใบประกาศนั้นเลย เหตุผลรึแสนมากมายหากขุดขึ้นมาอ้าง

แต่มาปีนี้ เกิดความคิดแปลกไป เกิดอยากใช้โอกาสที่สถาบันหยิบยื่นให้ดู

ประจวบกับที่ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในขบวนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และไปเกี่ยวข้องกับงานด้านสังคมกับชุมชน ได้เห็นข้อมูลหนึ่งที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ นั่นก็คือ “การเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย” อันหมายถึง สังคมที่มีสัดส่วนคนสูงอายุที่มีอายุเกิน ๖๐ ปี มากกว่าร้อยละ ๑๐ ขณะนี้ประเทศเรามีผู้สูงอายุสูงเกือบร้อยละ ๑๕ และอีกไม่เกิน ๕ ปี จะสูงเป็นร้อยละ ๒๐ ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่รอวันประทุ

งานการศึกษาของ สปช. พบว่า ผู้สูงอายุของไทยกำลังเผชิญปัญหาสำคัญ ๔ ด้าน คือ (๑) ด้านสุขภาพ (๒) ด้านเศรษฐกิจ (๓) ด้านสังคม และ (๔) ด้านสภาพแวดล้อม (ซึ่งจะได้นำมาเสนอให้ทราบในรายละเอียดในตอนต่อ ๆ ไป)

จากโอกาสที่เปิดกว้างพร้อมกับข้อมูลที่พบเห็น จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหยิบเรื่องนี้ไปปรึกษาคนข้างตัว ซึ่งอดีตเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ ที่มีที่ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาทอง และเคยทำงานพัฒนาศักยภาพให้กับอาสาสมัครผู้สูงอายุในตำบลเขาทอง เมื่อราว ๓ – ๔ ปีก่อน

คำตอบที่ได้รับคือให้เดินหน้า พร้อมกับคำว่า “ธรรมนูญสุขภาพ” เกิดปิ๊งแว๊บขึ้นในสมอง

เหล่านี้จึงเป็นที่มาของ “โครงการจัดทำธรรมนูญสุขภาพผู้สูงอายุตำบลเขาทอง” ที่ถูกจัดส่งไปให้กับสถาบันพระปกเกล้าตามระยะเวลาที่กำหนด

หลังจากชุ่มฉ่ำจากการเล่นรดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์เพียง ๒ วัน ก็ได้รับจดหมายแจ้งสถาบันพระปกเกล้าว่า “ยินดีสนับสนุนทุนสำหรับโครงการที่ยื่นไป” ในวงเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท และให้ผมตอบยืนยันว่าจะรับทุนหรือไม่

ผมนำเรื่องไปปรึกษาคนข้างตัวอีกครั้ง และเห็นตรงกันว่า “เดินหน้า” เป็นคำรบสอง แม้นวงเงินจะดูน้อยไปสักนิด แต่คิดว่าสามารถทำงานตามแผนให้เสร็จตามเป้าหมายได้

นี่คือจุดเริ่มต้น อันนำมาถึงการประชุมกันที่มหาวิทยาลัยต้นมะขามที่มีเป้าหมายของความอยู่ดีมีสุขของคนเขาทองเป็นปริญญาบัตรที่รอมอบให้ นั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง (๑)

๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๘

“สิบปากว่า ไม่เท่าหนึ่งตาเห็น สิบตาเห็น ไม่เท่าหนึ่งมือคลำ สิบมือคลำ ไม่เท่าหนึ่งทำดู” เป็นสุภาษิตที่ผมจำมาจากที่ไหนไม่รู้ แต่ช่างมีความหมายลึกล้ำจริง ๆ บอกอะไรไว้ในข้อความนั้นมากมายทีเดียว

ผมเป็นพนักงานของ “สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ” ที่เรียกย่อ ๆ ว่า “สช.” ภารกิจหนึ่งขององค์กรนี้คือ การหนุนเสริมให้พื้นที่ชุมชนมีการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม อะไรน่ะ “นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม” ทำไมฟังแล้วมันช่างเข้าใจยากจัง

ผมก็เห็นด้วยนะ แต่ที่ใช้คำนี้ก็เพราะเห็นเขาใช้กันนะ ผมก็เลยขอใช้บ้าง

แต่หากอธิบายแบบง่าย ๆ เจ้า “นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม” แท้จริงแล้วก็คือ “ทิศทางที่มีเป้าหมายไปสู่สิ่งที่อยากเห็น อยากเป็น อยากมี โดยเปิดกว้างให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม” นั่นแหละ

คงพอเข้าใจขึ้นบ้างนะครับ

ที่นี้หากจะให้อธิบายต่อ ก็ต้องบอกว่า เจ้าตัวชื่อยาก ๆ นี้ จุดเริ่มต้นมันมาจากการประชุมของตัวแทนประเทศต่าง ๆ ที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อปี ๒๕๒๙ ก็ประมาณเกือบ ๓๐ ปีที่แล้ว แล้วสรุปว่าหากจะสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ การสร้าง “นโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม”

ประเทศไทยมีการขับเคลื่อนเรื่องนี้มานาน แต่ผมคงไม่ขอย้อนไปเล่าว่ามีการขับเคลื่อนอย่างไร แต่ขอบอกว่าเรื่องนี้มาสำเร็จเมื่อปี ๒๕๕๐ มีการประกาศใช้กฎหมายที่ชื่อว่า “พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐” และทำให้เกิดสิ่งใหม่กับสังคมไทย ๕ เรื่อง

๑ ใน ๕ เรื่อง มีเรื่อง “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพ” รวมอยู่ด้วย โดยในปี ๒๕๕๒ มีการประกาศใช้ “ธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ” พร้อม ๆ กับ “ธรรมนูญสุขภาพตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา” ซึ่งนับเป็นธรรมนูญสุขภาพตำบลแห่งแรกของประเทศไทย

หากจะนับกันตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปี ๒๕๕๘ ตอนนี้มีพื้นที่ต่าง ๆ ทำธรรมนูญสุขภาพตำบลมากกว่า ๓๐๐ แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ

ในฐานะที่ผมเป็นพนักงานของ สช. ก็ทำหน้าที่ไปบรรยายให้พื้นที่ต่าง ๆ ฟังว่า ธรรมนูญสุขภาพคืออะไร ทำอย่างไร ดีอย่างไร

แต่บอกตรง ๆ ว่า ไม่เคยทำด้วยตัวเองสักที ได้แต่ครูพักลักจำ ฟังจากชุมชนโน้นเล่าว่าทำแบบนี้ ชุมชนนี้ทำแบบนั้น แล้วไปอธิบายต่อให้ชุมชนที่สนใจฟัง ก็ไม่รู้ว่าผลออกมาดีตามที่ผมเล่าให้ฟังหรือปล่าว

เมื่อเป็นแบบนี้ ใจจึงอยากจะเรียนรู้ของจริง เพื่อทดสอบสมมติฐานจากฟังว่า “มันดีจริงตามที่ฟังหรือปล่าว”

โชคดีมากมาย ที่ไปพบ “คนจิตใหญ่ใจสาธารณะ” เข้า เอ่ยปากชักชวนกันหาพื้นที่ทำ “ธรรมนูญสุขภาพ” กัน ทุกคนสนใจ และอาสายื่นมือยื่นใจเข้ามาช่วย จึงเกิดกลุ่ม “ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง” ขึ้น ชื่อ “ฒ ผู้เฒ่าเขาทอง” มาจากไหนนะ ฟังแล้วเข้าท่าดี

แย้มนิดหนึ่งว่าทำไมต้อง “ฒ ผู้เฒ่า” และทำไมต้อง “เขาทอง” ก็เพราะ สิ่งที่จะทำนี้จะทำงานเกี่ยวกับ “คนสูงวัย” หรือจะเรียกแบบไม่สุภาพว่า “คนแก่” ก็ไม่ว่ากัน และสถานที่ที่เป็นเป้าหมายก็คือ “ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์” นั่นเอง

จุ๊ จุ๊ เอาไว้แค่นี้ก่อนนะ หากอยากรู้เรื่องต่อต้องติดตามตอนต่อไปว่า แล้วที่เขียนมาทั้งหมดเนี่ยะกำลังจะบอกอะไร

แต่ผมยืนยันว่าเรื่องนี้สนุกแน่นอน

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แผ่นดินของเรา

๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘

เช้าของวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ ณ ห้องโถงของอาคารรัฐสภาเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่แต่งตัวด้วยอัตลักษณ์ของความเป็นชนเผ่าที่หลากหลาย ถือป้ายที่มีข้อความต่าง ๆ มีทั้งผู้เฒ่า หนุ่มสาวและเด็ก ๆ เกือบ ๒๐๐ คน

ผมรี่เข้าไปยืนฟังคำแถลงการณ์ จึงทราบว่า ผู้คนที่มาร่วมกันนี้เป็นตัวแทนของ “สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” มายื่นหนังสือต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอการสนับสนุนผลักดันให้รัฐบาลและคนไทยยอมรับและเคารพการมีตัวตนของชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมตามปฏิญญาสหประชาชาติว่า ด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง และให้ช่วยผลักดันร่าง พ.ร.บ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. ... ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

“สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย” (Council of Indigenous People in Thailand) เป็นสภาที่มีสมาชิกของคนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย รวม ๓๘ ชนเผ่า อาทิ กะเหรี่ยง กุย ขมุ คะฉิ่น ของ ดาราอาง ถิ่น ไทเขิน ไทยทรงดำ ไทพวน ไทยวน ไทยอง ไทลื้อ ไทใหญ่ ไตหย่า บรู บีซู ปลัง ญ้อ ญ้อกุร ภูไท มลาบรี มอญ มอแกน มอแกลน มันนิ ม้ง เมี่ยน โย้ย ลาหู่ ลีซู ลาวกา ลาวคั่ง ลาวแง้ว ลาวเวียง ลเวือะ โส้ แสก อาข่า อึมปี อูรักละโว้ย เป็นต้น

สภาแห่งนี้เป็นผลมาจากกระบวนการรวมตัวเพื่อต่อสู้และเรียกร้องสิทธิภาคประชาชนที่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รับรองไว้โดยกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติให้การรับรองไว้เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๔ และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไปแล้ว

แท้จริงแล้วการรวมตัวของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องมาเป็นประจำทุกปี และได้ประกาศให้วันที่ ๙ สิงหาคม ของทุกปี เป็น “วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย”

ในปี ๒๕๕๗ ได้มีการจัดสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย ครั้งที่ ๑ ที่จังหวัดตาก มีมติรับรอง "ธรรมนูญสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย" ที่ถือเป็นกติการ่วมที่สมาชิกต้องปฏิบัติ

และระหว่างวันที่ ๘ – ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ ได้มีการจัดสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย ครั้งที่ ๒ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ได้มีการสรรหาสมาชิกสภาและจัดตั้งคณะกรรมการบริหารกิจการสภา

เป้าหมายหนึ่งของข้อเสนอที่มายื่นต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งนี้ คือ การผลักดันให้เกิดกฎหมายว่าสภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย ซึ่งได้มีการยกร่างโดยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายไว้เรียบร้อยแล้ว สาระสำคัญที่ปรากฏในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะมีกลไกหลัก ๔ กลไก คือ สภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย คณะกรรมการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย คณะผู้อาวุโส และสำนักงานสภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย

และมีกองทุนสภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทย เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมสร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของชนเผ่า ตลอดจนส่งเสริม ฟื้นฟู อัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรมอันดีงาม ภูมิปัญญา อาหาร สมุนไพร พันธุ์พืช พื้นที่ทำมาหากิน และโครงสร้างการปกครองตามจารีตประเพณีของกลุ่มประชากร ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย

นับเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าชื่นชมของตัวแทนสภาชนเผ่าพื้นเมืองประเทศไทยครั้งนี้ เพราะเขาได้มายืนยันให้คนไทยและสังคมโลกรู้ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเป็นพหุลักษณ์ของผู้คนที่อยู่อาศัยบนพื้นแผ่นดินผืนนี้

และนี่คือความสวยงามของประเทศอันมีนามว่า “ประเทศไทย”