วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความฝันวันยุบสภา

๙ ธันวาคม ๒๕๕๖
“ดิฉันใคร่ขอประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่”
เป็นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)ประกาศผ่านทีวีพูลตอนเช้าของวันนี้ ในขณะที่มวลมหาประชาชนที่กำลังเดินจากทุกสารทิศไปสู่ทำเนียบรัฐบาล
ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน ๖๐ วัน
ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ยังเชื่อว่าวงจรเหล่านี้จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

แล้วเราในฐานะคนไทยจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะทำให้วงจรเหล่านี้หายไปจากประเทศไทยเรา
ก็คงต้องบอกว่า เราคนไทยทุกคนต้องออกมาช่วยกันครับ ซึ่งสิ่งที่มวลมหาประชาชนได้แสดงบทบาทและออกมารวมกันแสดงพลังในกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ผมเห็นว่าเป็นสิ่งรับรองที่เป็นรูปธรรมว่า คนไทยไม่ได้เป็น "ไทยเฉย" อีกต่อไป และเป็นต้นทุนที่ยิ่งใหญ่อันเป็นฐานรากของประชาธปไตยที่หมายถึงการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนที่แท้จริง

ผมเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งครับ ในการทำงานที่ผ่านมา ได้หล่อหลอมและปลูกฝังให้ผมมีความเชื่ออยู่ ๒ ประการ
ประการแรก คือ ผมเชื่อว่าเราสามารถกำหนดอนาคตได้ ทั้งของตนเอง ของชุมชน ของสังคม และของประเทศ
ประการที่สอง คือ ผมเชื่อว่าพลังการมีส่วนร่วมเป็นพลังอันสำคัญที่จะเดินไปสู่อนาคตที่คาดหวังได้
ด้วยความเชื่อของผมข้างต้น ผมจึงอยากบอกว่า ผมอยากบอกสิ่งที่ผมอยากเห็นประเทศไทยอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผมเป็นอย่างไรในอนาคต

ผมอยากเห็น สัก ๑๐ เรื่องครับ
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบการเลือกตั้ง สส. สว. ส.อบจ. สท. ส.อบต. และ ทุกตำแหน่งที่มีการเลือกตั้ง ที่โปร่งใส เป็นธรรม ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีคนดีเข้ามาเป็นผู้บริหารทุกระดับ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม นิติรัฐ และเคารพสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอย่างทัดเทียมกัน
ผมอยากเห็น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นอิสระจากการแทรกแซง และตัดสินด้วยความเป็นธรรม และยุติธรรม ไม่มี ๒ มาตรฐาน
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลเป็นหลักการทำงานของทุกองค์กร ทุกหน่วยงานและทุกพื้นที่

ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำ มีความเป็นธรรมของคนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกอาชีพ และทุกพื้นที่
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจไปให้พื้นที่จัดการกันเอง
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชาชนเป็นพลังพลเมือง ที่หมายถึงพลเมืองที่มีพลัง ทั้งพลังคิด พลังทำ พลังตรวจสอบ และมีจิตที่ยึดสาธารณะเป็นเป้าหมาย
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีช่องทางรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ฟังเขาทุกครั้งที่จะมีนโยบายสาธารณะที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตของเขา อย่างเป็นระบบและทั่วถึง
ผมอยากเห็น ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบสวัสดิการสังคมที่ดี ประชาชนมีหลักประกันทางสุขภาพ ทางเศรษฐกิจ และทางสังคมที่ดีและมั่นคง

ความฝัน ๑๐ ประการนี้ ผมคิดว่าเป็นไปได้ โดยการใช้ความเชื่อประการที่สองของผม นั่นก็คือ การใช้พลังร่วมของผู้คน ให้เข้ามาร่วมคิดร่วมทำกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ร่วมกันกำหนดแนวทาง ช่องทาง วิธีปฏิบัติเพื่อแปลงความฝันสู่ความจริงได้ไม่ยาก

“พ่อ ๆ ตื่น ไปส่งผมไปโรงเรียนหน่อยครับ” เป็นเสียงลูกชายพูดพร้อมกับเอามือมาเขย่าที่ตัวผม
ผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และเมื่อสติกลับคืนมา ก็อดกล่าวกับตัวเองว่า
"อ้าวนี้ผมฝันไปหรือนี่

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประชาธิปไตยในครอบครัว

๘ ธันวาคม ๒๕๕๖

อรุณรุ่งของเช้าวันหยุดในเหมันตฤดูนี้ ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม หมอกสีขาวจับเป็นกลุ่มก้อนกระจายอยู่ทั่ว อากาศรอบกายรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่กระทบผิวกาย ผมรีบสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด

จากระเบียงบ้านมองลงไปยังลานหญ้าเขียวขจีด้านล่าง ต้นล่ำซำหรือต้นหูหนูแผ่กิ่งก้านขยายใหญ่ ใจนึกเปรียบเทียบกับวันแรกที่ซื้อมา “ช่างโตใหญ่กว่าเดิมไปมาก คงเหมือนอายุคนปลูกที่เพิ่มขึ้นทุกปีๆ”

ภายหลังเสร็จสิ้นจากอาหารเช้าที่ภรรยาจัดเตรียมไว้ให้ ด้วยกาแฟร้อนและผลไม้ที่ฝานแบ่งพร้อมรับประทาน
ผมเอื้อมมือไปกดรีโมททีวีค้นหาช่องที่ดูอยู่เป็นประจำ เบื้องหน้าจอกำลังถ่ายทอดการจัดรายงานสดจากเวทีราชดำเนินพิธีกรคู่กำลังอ่านข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่ขายอยู่ในประเทศ พร้อมต่อเติมมุมมองของตน เสริมแต่งสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้รับชมได้ฟังกัน

สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ส่งผลให้ข่าวพาดหัวทุกฉบับออกมาในเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือ การนัดรวมพลครั้งใหญ่ในวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๕๖ ที่กรุงเทพฯ แต่ข้อความที่ปรากฏมีความแตกต่างกันไปตามมุมมองของบรรณาธิการแต่ละฉบับ
ขณะที่ผมกำลังติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวอยู่นั้น อีกมุมหนึ่งของห้อง ลูกชายวัย ๑๓ ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำจังหวัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ก้มหน้าก้มตาอยู่ที่หน้าจอโน๊ตบุ๊ค มือของเขากดคลิ๊ก ๆ ไปที่เมาท์ตลอดเวลา

เพียงไม่ถึง ๑๐ นาทีที่ผมเปิดทีวี ลูกชายค่อย ๆ ปลดสายไฟ พร้อมหอบคอมพิวเตอร์ เดินขึ้นไปยังห้องส่วนตัวของเขา
ในใจผมคิดว่า เขาคงต้องการสมาธิในการทำงาน เสียงจากทีวีคงไปรบกวนเขา ความรู้สึกผิดเกิดขึ้นในใจของผมทันทีและกะว่าจะกล่าวคำขอโทษลูกชายในเวลาที่เหมาะสม

"อยากจะเล่าอะไรให้พี่ฟัง" เสียงของภรรยาเอ่ยขึ้นทันที หลังจากที่เราอยู่กันตามลำพัง
"ลูกชายมีความคิดทางการเมืองแปลก ๆ จะเถียงกันประจำ น้องเข้าใจว่าอาจจะมาจากครูของเขา ลูกชายเคยมาเล่าให้ฟังว่า คนไทยไปทำลายคนที่ไปอยู่ต่างประเทศ ไปยึดเงินเขา ไปรังแกเขา เหมือนเขาถูกปล้น”
“เมื่อวานนี้ ยายมาเล่าให้ฟังอีกว่า พอยายด่ารัฐบาลชุดนี้เรื่องเงินที่ขายข้าวแล้วยังไม่ได้เงิน ลูกชายก็เถียงขึ้นมาทันที น้องไม่รู้จะทำอย่างไรดี อยากให้พี่คุยกับลูกในเรื่องนี้ค่ะ”

ข้อมูลที่ได้รับจากภรรยาสร้างความตกใจให้กับผมอย่างมาก และหวนคิดถึงปฏิกิริยาของลูกชายเมื่อสักครู่ที่หอบคอมพิวเตอร์ขึ้นห้องไปแทบจะทันที
“ลูกชายเขาเติบโตแล้ว เขาย่อมมีวิธีคิดตามรูปแบบที่เขาได้เรียนรู้มา” ผมนึกในใจ และคิดต่อว่าในฐานะ “พ่อ” ผมควรจะทำอย่างไร

"ลูกชาย เรามาคุยเรื่องการเมืองกันหน่อยดีไหม” ผมเอ่ยขึ้นทันที เมื่อลูกชายเดินมานั่งข้าง ๆ
“ได้เลยครับพ่อ”
“ลูกคิดอย่างไรกับการชุมนุมที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้”

“ผมไม่ชอบ เขาชอบด่ากัน ใช้คำหยาบคาย และพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ น่าเบื่อจริง ๆ” เป็นคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งค่อนข้างตรงกับสิ่งที่ผมคิดเหมือนกัน เพราะคนที่ขึ้นเวทีหลายคน ใช้คำพูดแบบนั้นจริง ๆ
“อีกอย่างหนึ่งนะพ่อ ผมฟังจากทีวีที่พ่อฟังนะ ไม่เห็นตรงกับที่ผมอ่านจากบล็อกราชดำเนิน ในเว็ปไซด์พันธ์ทิพย์ดอทคอมเลย มีแต่คนเขียนด่าคนที่มาชุมนุม ทำให้บ้านเมืองเสียหาย"
ลูกชายเล่าไปเรื่อยๆ ตามสิ่งที่เขารับรู้มา

“ดีมากลูกชาย พ่อขอเสนอเรื่องหนึ่งได้ไหม” ผมกล่าวชมลูกชายไป พร้อมกับชวนเข้าเรื่องที่ตั้งใจ
“ได้ครับ”
“ในครอบครัวเรา ย่อมมีความคิดที่แตกต่างกันได้ พ่อไม่บังคับลูกให้เชื่อตามพ่อ แต่พ่อขอร้องว่า ถ้าลูกมีประเด็นสงสัยอะไร พ่ออยากให้ลูกปรึกษาหารือกับพ่อหรือกับแม่ก่อน เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน เพราะพ่อก็อยากฟังความเห็นของลูกเหมือนกัน และคิดว่าแม่ก็เช่นเดียวกัน” ผมพูดไป พร้อมกับมองไปที่สายตาของลูกชายที่ประสานกลับมา เห็นลูกชายนั่งฟังอย่างตั้งใจ
“ได้ครับพ่อ” เป็นคำตอบของลูกชาย ก่อนที่เขาจะเดินออกไปนอกบ้าน พร้อมกับลูกบาสเกตบอลที่ผมซื้อให้เขา

ผมมองตามเขาไปจนลับตา ว่าไปแล้วผมคงไม่กล้าบอกลูกชายให้เชื่อตามที่ผมเชื่อ เพราะในสิ่งที่ผมเชื่อนั้นก็มีบางสิ่งที่แอบแฝงและเจือปนด้วยอะไรบางสิ่งอยู่ จนทำให้ความเชื่อของผมไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์จริง

นี้คงเป็นข้อพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดที่ยืนยันว่า ขนาดในครอบครัวเล็ก ๆ ยังพบว่ามีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แล้วในสังคมของมนุษย์ที่ใหญ่กว้าง มีผู้คนอาศัยอยู่หลายสิบล้านคน ก็ย่อมเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อนที่หลากหลายเช่นกัน

ทุกคนย่อมมีความฝันในการสร้างโลกใบใหม่ตามที่แต่ละคนฝัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกสำคัญที่จะทำให้เรายืนอยู่บนโลกใบเดียวกัน ที่ทุกคนล้วนเป็นเจ้าของร่วมกันได้ เป็นโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายสลับซับซ้อนนี้ได้อย่างดี นั่นก็คือ การมีสติและยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย และเคารพความคิดต่างซึ่งกันและกันนั้นเอง

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สุขภาวะแรงงานข้ามชาติ : ข้อมูลจากมิตร

๗ ธันวาคม ๒๕๕๖
นก... บินได้ด้วยปีก แต่หากไม่มีลมคอยหนุนอยู่ใต้ปีกบอบบางนั้น ก็อย่าหวังว่าจะโบยบินได้ คนเราก็ไม่แตกต่างจากนก ที่ต้องพึ่งพาน้ำใจจากมิตร จากพี่ จากน้อง เป็น “ลมใต้ปีก” หนุนให้โบกปีกบินต่อไปได้
ผมหยิบเรื่อง “ลมใต้ปีก” มาเขียน ก็เพราะในวันนี้ผมได้รับความกรุณาจากมิตรที่ส่งข้อมูลในเรื่องที่ผมรู้น้อยมากมาให้ จนความกังวลค่อยบรรเทาบางเบาลง
ผมกำลังสนใจเรื่อง “สุขภาวะแรงงานข้ามชาติ” เพราะอยากจะผลักดันให้เป็นระเบียบวาระของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี ๒๕๕๗ แต่ต้องบอกตรง ๆ ว่า ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร จึงรู้สึกกังวลเป็นยิ่งนัก
เมื่อนำเอาความกังวลที่เกิดขึ้นไปบอกเล่ากับเหล่ามวลมิตรทั้งหลาย ทุกอย่างก็กระจ่างขึ้นเมื่อมีมิตรคนหนึ่งที่จับเรื่องนี้มาตลอดได้จัดส่งข้อมูลสำคัญมาให้
ข้อมูลที่ผมได้รับเป็นข้อมูลที่มีคุณค่ายิ่ง และถือเป็นความรู้สำหรับการเริ่มต้นของผมได้เป็นอย่างดี
เนื้อหาสาระของข้อมูล ผมแบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ

ส่วนที่ ๑ ความหมายและขอบเขต
คำว่า “สุขภาวะแรงงานข้ามชาติ” นั้น มีความหมายรวมกลุ่มประชากรไว้ ๒ กลุ่มใหญ่ที่ทับซ้อนกันอยู่ คือ “ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล” กับ “แรงงานข้ามชาติ” ซึ่งได้จำแนกออกเป็นอีก ๖ กลุ่มย่อย คือ
กลุ่มที่ ๑ ชนกลุ่มน้อยตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ได้รับเลขประจำตัว ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๖ และบุตรหลานของคนกลุ่มนี้ ได้รับเลขประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยเลข ๗ ข้อมูลของกรมการปกครองปี ๒๕๕๔ มีประมาณ ๒๖๐,๐๐๐ คน
กลุ่มที่ ๒ ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ได้รับการสำรวจตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล พ.ศ. ๒๕๔๘ มีเลขประจำตัว ๑๓ หลักขึ้นต้นด้วยเลข ๐ แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่มย่อย คือ (๑) กลุ่มที่ตกหล่นจากการสำรวจและจัดทำทะเบียนชนกลุ่มน้อยเดิม มีประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ คน (๒) กลุ่มนักเรียน นักศึกษาต่างด้าวในสถานศึกษา (๓) กลุ่มคนไร้รากเหง้า (๔) กลุ่มผู้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ ซึ่งรวมประชากร ๓ กลุ่มหลัง มีประมาณ ๙๑,๕๐๐ คน
กลุ่มที่ ๓ แรงงานข้ามชาติระดับล่าง ๓สัญชาติ คือ พม่า ลาว กัมพูชา ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว ประมาณ ๘๔๘,๔๔๐ คน และนำเข้าตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลพม่า ลาว กัมพูชา อีก ประมาณ ๑๑๑,๒๙๐ คน
กลุ่มที่ ๔ ผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติระดับล่าง ๓ สัญชาติ ที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว และบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทย ไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงของประชากรกลุ่มนี้ ยกเว้นผู้ติดตามที่ขึ้นทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๔ มีประมาณ ๑๗,๔๕๐ คน
กลุ่มที่ ๕ แรงงานข้ามชาติระดับล่าง ๓ สัญชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน เป็นแรงงานที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ไม่ว่าจะมีเอกสารพำนักชั่วคราว (ทร. ๓๘/๑) หรือไม่ก็ตาม ประมาณการณ์ว่ามีประมาณ ๑.๓ ล้านคน
กลุ่มที่ ๖ ผู้พลัดถิ่นจากประเทศพม่าและประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในที่พักพิงและนอกที่พักพิง มีประมาณ ๑๒๖,๘๐๐ คน

ส่วนที่ ๒ ปัญหาสำคัญที่ท้าทายต่อการทำงาน มีอย่างน้อย ๓ ประการ คือ
ประการแรก มีหน่วยงาน องค์กรและเครือข่าย กว่า ๕๐ องค์กร ที่มีบทบาทในการสนับสนุนให้เกิดสุขภาวะแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ภายใต้ ๔ ประเด็นใหญ่ คือ สุขภาพ การศึกษา สิทธิแรงงานและสิทธิที่เกี่ยวข้อง และการเข้าถึงการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย จึงยังไม่เห็นการทำงานในเชิงบูรณาการได้เท่าที่ควร
ประการที่สอง ประเด็นงานแรงงานข้ามชาติไม่หยุดนิ่ง ไม่อยู่กับที่ เปลี่ยนแปลงบ่อยตามทิศทางกระแสโลกและทิศทางนโยบายของรัฐบาล แต่กลับพบว่าหน่วยงาน องค์กร และเครือข่ายยังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบการทำงานในรูปแบบเดิมๆ วิธีการเดิมๆ ที่แต่ละองค์กรคุ้นชิน หรือเป็นไปตามประเด็นที่แหล่งทุนสนับสนุน
ประการที่สาม กระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกับแรงงานข้ามชาติที่พบว่า งานส่วนใหญ่ที่แรงงานข้ามชาติทำอยู่ตอนนี้ได้แก่ ก่อสร้าง ประมง ประมงต่อเนื่อง การเกษตร ปลูกพืชสวน ปศุสัตว์ หรือเป็นแรงงานที่ทำงานในบ้าน ทำงานเก็บขยะ พนักงานบริการในร้านอาหาร งานในโรงงานอุตสาหกรรม แรงงานในการขนส่งสินค้า ซึ่งไม่ได้เป็นอาชีพที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอนุญาตให้เคลื่อนย้ายแรงงานได้ ซึ่งจะนำมาสู่การเลือกปฏิบัติต่อสิทธิของแรงงานข้ามชาติมากขึ้นได้

ส่วนที่ ๓ ข้อเสนอแนะ ต่อการทำงานในอนาคตมี ๓ ข้อ คือ
ข้อเสนอที่หนึ่ง :ทำอย่างไรจะพัฒนาให้เกิดแผนและกลไกขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อลดทรัพยากรและการจัดการในการดำเนินงาน รวมทั้งก่อให้เกิดการบูรณาการในพื้นที่ที่มีความทับซ้อนระหว่างประเด็นการทำงานและกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น
ข้อเสนอที่สอง :ทำอย่างไรจะเกิดการเชื่อมประเด็นการทำงานในส่วนที่แต่ละองค์กรทำอยู่ เกิดการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพทั้งในเชิงประเด็นการทำงานและในประเด็นอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มเป้าหมาย
ข้อเสนอที่สาม :ทำอย่างไรจะทำให้เครือข่ายชุมชนท้องถิ่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ ร่วมกันสร้างสรรค์ให้เกิดพื้นที่หรือเวทีปรึกษาหารือระหว่าง “คนไทย” และ “คนไม่ไทย” เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตชุมชนท้องถิ่นประเทศไทยที่มี “คนไม่ไทยอยู่ร่วมด้วย” ในฐานะ “โอกาสของการสร้างสังคมพหุวัฒนธรรม”

เหล่านี้คือข้อมูลความรู้พื้นฐานสำหรับการก้าวแรกของการพัฒนานโยบายสาธารณะว่าด้วย "สุขภาวะแรงงานข้ามชาติ" ที่ได้รับจากมิตรที่จับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น
คงไม่มีคำพูดใดจะกล่าวดีกว่า "คำขอบคุณ" ที่ผมขอมอบให้กับ "ลมใต้ปีก" ที่มิตรได้หนุนเสริมให้ผมบินต่อไปได้อย่างมั่นคงครั้งนี้ และหวังว่าเราจะเป็น "ลมใต้ปีก" ซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะของประเทศไทยเราในเบื้องหน้าต่อไป
ขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับ "ลมใต้ปีก" ครั้งนี้

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อาลัยแมนเดลา

๖ ธันวาคม ๒๕๕๖
สิ้นแล้ว "เนลสัน แมนเดลา" อดีตสุดยอดผู้นำ นักสู้ ผู้ต่อต้านการเหยียดผิว แห่งแอฟริกันชน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี ๒๕๓๖
เป็นข่าวดังทั่วโลกรับอรุณของเช้าวันนี้ สร้างความตกใจและอาลัยยิ่งให้กับคนทั้งโลก

เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีที่บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ได้ทำไว้ ผมขอนำบทเรียนอันทรงคุณค่าจากสิ่งที่ผมได้อ่านพบจากงานเขียนที่เกี่ยวเนื่องกับท่าน ซึ่งผมได้อ่านไว้เมื่อ ๒ ปีก่อน มาถ่ายทอด อันเป็นการสดุดีและแสดงความอาลัยต่อการจากไปของท่าน ณ โอกาสนี้ด้วย
ในครั้งนั้นผมได้สรุปเรื่องราวที่ได้จากการอ่านหนังสือ ชื่อ “วิถีแมนเดลา” ที่นักเขียนนาม “ริชาร์ด สเตงเกิล” ได้ไปสัมภาษณ์ "เนลสัน แมนเดลา" และถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้นำไปใช้เป็นหลักการในการทำงานของตนไว้

เนลสัน แมนเดลา เป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่าเทมบู ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในแอฟริกาใต้ เมื่อบิดาเขาเสียชีวิตเขาจึงทำหน้าที่หัวหน้าเผ่าแทน โดยมีลุงคอยเป็นพี่เลี้ยงอยู่ใกล้ ๆ และด้วยความที่เป็นลูกของชนชั้นนำประจำเผ่า เขาจึงได้เรียนหนังสืออย่างดีที่สุดกับครูที่เป็นมิชชั่นนารีชาวอังกฤษ
การที่ได้เรียนกับครูที่เป็นผู้ดีอังกฤษทำให้เขามีโลกทัศน์ที่แตกต่างไปจากคนในเผ่าอย่างยากที่จะกลับไปเหมือนเดิมได้อีก เมื่อโตขึ้นเขาได้เข้าศึกษาที่มหาวิยาลัยชั้นนำชื่อ “ฟอร์ตแฮร์ คอลเลจ” จนจบ ต่อมาอีกไม่นานเขาได้ย้ายไปอาศัยอยู่ที่เมืองโจฮันเนสเบิร์กเพื่อประกอบอาชีพทนายความและศึกษาต่อทางด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัย “วิทวอเตอร์สแรนด์” หลังสำเร็จการศึกษาเขาก็เริ่มทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชน โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกแห่ง “สภาแห่งชาติแอฟริกัน” ในขณะที่เขามีอายุเพียง ๒๕ ปีเท่านั้น
เนลสัน แมนเดลา เป็นทั้งทนาย เป็นทั้งโฆษกขององค์กรที่เขาสังกัด เหตุเพราะเขาเป็นผู้นำโดยธรรมชาติที่มีวาทศิลป์อย่างยอดเยี่ยม

เขาได้ลิ้มรสของชีวิตหลังลูกกรงเป็นครั้งแรกในปี ๒๔๙๙ ด้วยข้อหากระทำการอันผิดกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์ และได้ถูกปล่อยตัวออกมาในปี ๒๕๐๓
ครั้นถึงปี ๒๕๐๕ เขาก็ถูกจับอีกเป็นครั้งที่สองด้วยข้อหายุยงให้มีการสไตรก์และเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่มีหนังสือเดินทาง ในระหว่างที่เขาติดคุกอยู่นั้น ปีถัดมาคือปี ๒๕๐๖ รัฐบาลแห่งชาติแอฟริกาใต้ได้ค้นพบเอกสารบางชิ้นที่แสดงว่าองค์กรที่เขาสังกัดอยู่นั้นมีการวางแผนเป็นกบฎต่อต้านอำนาจรัฐด้วยอาวุธสงคราม ทำให้เขาและผองเพื่อนถูกตีตรวนยาวกลายเป็นนักโทษทางการเมืองตลอดชีวิต
เขาติดคุกอย่างยาวนานถึง ๒๗ ปี จวบจนในปี ๒๕๓๓ เขาจึงได้รับอิสรภาพในขณะที่เขามีอายุล่วงมากกว่า ๗๑ ปี

ในอีก ๓ ปีต่อมา เขาได้รับการประกาศให้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอันเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับมนุษยชาติทั้งโลก
ลุถึงปี ๒๕๓๗ ฟ้าหลังฝนเริ่มสดใส “เนลสัน แมนเดลา” ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของประเทศแอฟริกาใต้ เขาอยู่ในตำแหน่งนี้จนถึงปี ๒๕๔๒ เขาลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและอุทิศตนให้กับงานกุศาลระดับโลกจนถึงทุกวันนี้
และเช้ารุ่งของวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เขาก็จากโลกนี้ไป ด้วยวัย ๙๖ ปี

เนื้อหาของหนังสือที่ชื่อ "วิถีแมนเดลา" ได้ถ่ายทอดให้เห็นวิธีคิดวิธีทำงานของ “เนลสัน แมนเดลา” ไว้ ๑๕ ประการ อันได้แก่
(๑) หาญกล้าใช่ว่าหวาดกลัว
(๒) จงเยือกเย็น
(๓) นำจากข้างหน้า
(๔) นำจากข้างหลัง
(๕) สวมบทบาทให้ดี
(๖) ยึดหลักการให้มั่น
(๗) พึงมองแต่แง่ดี
(๘) รู้จักศัตรูของตน
(๙) เก็บคู่แข่งไว้ใกล้ตัว
(๑๐) รู้จักปฏิเสธ
(๑๑) เกมชีวิตยาวไกล
(๑๒) ความรักที่สร้างโลก
(๑๓) รู้จักวางมือคือผู้นำเช่นกัน
(๑๔) เป็นได้ทั้งสองทาง และ
(๑๕) เสาะหาอุทยานส่วนตัว
ผมคงไม่อธิบายวิถีแต่ละข้อได้ว่าได้บอกอะไรไว้ แต่ผมคิดว่าเพียงแค่เห็นหัวข้อของแต่ละวิถีก็พอคาดเดาเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ซึ่งแต่ละวิถีล้วนบอกนัยแห่งการเติมเต็มหลักการในการทำงานของผู้คนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

นี่แหละครับ คนดีของโลก แม้เขาจากไปเขายังได้ทิ้งผลงานไว้ให้กับแผ่นดินและให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง
แล้วเราล่ะ ได้ทำอะไรดี ๆ ให้กับโลกใบนี้บ้างหรือยัง
สู่สุคติเถิด "เนลสัน แมนเดลา” รัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลก

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ธรรมนูญสุขภาพโรงเรียน : อีกความท้าทายหนึ่ง

๔ ธันวาคม ๒๕๕๖
"เราอย่ามองว่าเป็นภาระ แต่ควรมองให้เป็นพลัง" เป็นคำพูดของผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต ๒ (สพป.) ผู้ทำหน้าที่ประธานการปรึกษาหารือในวันนี้
เป็นคำพูดที่กล่าวขึ้นหลังจากที่มีผู้ร่วมเวทีคนหนึ่งแสดงความกังวลต่องานที่จะเพิ่มขึ้น หากมีการบรรจุงานที่เราคุยกันเพิ่มเติมจากแผนงานปกติ
คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ผมประทับใจเป็นที่สุด เพราะช่างเป็นคำพูดที่สร้างสรรค์เป็นยิ่งนัก และที่สำคัญเป็นคำพูดที่ได้แสดงภาวะการนำที่บ่งบอกการมีวิสัยทัศน์ของผู้บริหารต่อทีมทำงานที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผมก็เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ตั้งคำถามในวง เพราะโรงเรียนระดับประถมศึกษาที่เป็นเป้าหมายงานชิ้นนี้มีหลายขนาด มีความพร้อมที่ไม่เท่ากัน
และด้วยคำถามที่บ่งบอกสถานการณ์ดังกล่าว นำมาซึ่งข้อสรุปหรือทางออกร่วมกันที่จะเริ่มพัฒนาที่โรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจก่อน ไม่ใช่เป็นการดำเนินงานแบบภาคบังคับ

เช้าวันนี้ผมมีโอกาสเดินทางไปจังหวัดราชบุรี ตามคำเชิญชวนของน้องชายที่ทำงานที่มีไฟทำงานอยู่เต็มตัว
โดยคำเชิญชวนที่ผมต้องตัดสินใจไปร่วมด้วยก็คือ อยากชวนไปร่วมวงการขับเคลื่อน "ธรรมนูญสุขภาพโรงเรียน"
เหตุที่ผมบอกว่าคำพูดนี้ทำให้ผมตัดสินใจร่วมเดินทางไปด้วยก็เพราะว่า เป็นคำที่ฟังแล้วมีความท้าทายต่อผมยิ่งนัก
ที่ผ่านมาผมได้ยินแต่ ธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติ ธรรมนูญสุขภาพอำเภอ ธรรมนูญสุขภาพตำบล ธรรมนูญสุขภาพหมู่บ้าน ธรรมนูญลุ่มน้ำ แต่ไม่เคยได้ยินคำว่า "ธรรมนูญสุขภาพโรงเรียน" มาก่อน
นี่แหละคือสิ่งดึงดูดให้ผมเดินขึ้นรถตู้ที่มารอรับผมที่ทำงานตอนเช้าตรู่ เหมือนคนโดนยาสั่ง

เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. ภายในห้องทำงานของ ผอ.สพป.เขต ๒ ที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงามด้วยโทนสีเหลืองนวล ทีมผู้บริหารของ สพป.ทั้งเขต ๑ และเขต ๒ แกนสมัชชาสุขภาพของราชบุรีและทีมจาก สช. นับได้ประมาณ ๑๐ คน นั่งล้อมโต๊ะกลมกันพร้อมหน้า โดยมีขนมเปี้ยะแสนอร่อยจากนครปฐมถูกเสิร์ฟพร้อมกาแฟร้อนหอมกรุ่นบริการสำหรับผู้มาประชุม
วงปรึกษาหารือเริ่มต้นด้วยการเกริ่นนำของ ผอ.สพป.เขต ๒ ด้วยการสร้างความฝันว่าอยากจะพัฒนาและยกระดับโรงเรียนที่ดูแลอยู่ให้ดีขึ้น และเห็นว่าเครื่องมือ "ธรรมนูญสุขภาพ" เป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ จึงอยากนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโรงเรียนของพวกเรา
ต่อจากนั้น ทีม สช. ได้นำเสนอแนวคิดของ "ธรรมนูญสุขภาพ" ให้ผู้่ร่วมวงได้รับทราบและซักถามกันจนเป็นที่เข้าใจ
หลังจากนั้น การปรึกษาห่ารือก็เริ่มขึ้น ทุกคนที่ร่วมวงต่างช่วยกันเสนอความคิดความเห็นและความเป็นไปได้ในการทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่นี้

บทสรุปที่สำคัญที่ทุกคนที่ร่วมวงเห็นร่วมกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างความประทับใจให้กับผมเป็นอย่างยิ่ง
เราสามารถร่วมกันกำหนดอนาคตของโรงเรียนด้วยตัวเองได้ เราสามารถที่จะระบุสิ่งที่แต่ละโรงเรียนอยากเห็น อย่างเป็น และอยากมีได้
เราเห็นตรงกันว่าพลังการทำงานร่วมกันเป็นพลังสำคัญในการทำงานครั้งนี้
การพัฒนาโรงเรียนนอกเหนือจะต้องรับผิดชอบกับการเรียนการสอนของนักเรียนแล้ว ต้องมีส่วนร่ัวมรับผิดชอบในการพัฒนาชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ และชุมชนก็ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนด้วย
หลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียนจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งสามารถจัดทำได้ในแต่ละโรงเรียนในวิชาที่ไม่ใช่ภาคบังคับ
ในปัจจุบันหลายโรงเรียนมีการพัฒนานักเรียนตามความต้องการของชุมชนที่หลากหลาย ทั้งการฝีกด้านศิลปะวัฒนธรรม การฝึกอาชีพ อาทิการฝึกเป็นสัปเหร่อน้อยก็มี
โรงเรียนมีหลายระดับ มีความพร้อมที่แตกต่างกัน ฉะนั้นการพัฒนาควรเป็นไปในลักษณะการสมัครใจ ไม่ใช่เป็นการบังคับ
เราจะเริ่มนำร่องในโรงเรียนที่มีคามเข้มแข็งก่อน ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า ๘๐ แห่ง จากทั้งหมดที่มีอยู่ในจังหวัดราชบุรีกว่า ๓๐๐ แห่ง
กระบวนการทำงานต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งส่วนที่เป็นของโรงเรียน ของ สพป. และของ สช. เอง

เรายุติการประชุมปรึกษาหารือกันก่อนเที่ยงเล็กน้อย เพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่ในตัวเมืองราชบุรี
ระหว่างที่เดินทาง ผมนั่งทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมที่ผ่านไปเมื่อสักครู่ ซึ่งผมได้วิเคราะห์ปัจจัยสำคัญอย่างน้อย ๒ ประการ ที่เกิดข้อสรุปที่สร้างสรรค์ในวันนี้
ประการที่หนึ่ง คือ บทบาทของ ผอ.สพป. มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจที่จะจัดทำ "ธรรมนูญสุขภาพโรงเรียน" ครั้งนี้ ซึ่งผมทราบภายหลังว่าสามารถที่จะให้คุณให้โทษกับโรงเรียนต่าง ๆ ได้มาก เพราะทางกระทรวงได้มอบอำนาจมาให้
ฉะนั้น จุดคานงัดสำคัญของการพัฒนาโรงเรียนจึงไม่สามารถมองข้ามบุคคลที่ทำหน้าที่ ผอ.สพป. ไปได้

ประการที่สอง คือ การสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง อย่างกรณีนี้ ตัว ผอ.สพป.เองเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่อง "ธรรมนูญสุขภาพ" อยู่ในระดับดี ทั้งจากการซึมซับงานในช่วง ๒ ปีก่อน ที่เคยเข้าไปเป็นคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และจากลูกชายที่ทำงานที่ทำงานที่ สช. และเป็นผู้ประสานงานในเรื่องนี้
ฉะนั้น จุดคานงัดอีกประการหนึ่งคือการสร้างการเรียนรู้ต่อบุคคลที่มีอำนาจตัดสินใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งอาจจะใช้คนใกล้ชิดเป็นสะพานเชื่อมก็ถือเป็นยุทธวิธีที่น่านำาใช้

ก็คงเป็นอีกงานหนึ่งที่ท้าทายสำหรับคนทำงานทุกคน สำหรับการสรรค์สร้าง "นวัตกรรม" ในระบบการศึกษาไทยที่มีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบสุขภาพครั้งนี้
สำหรับผมเองขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนและหวังว่าอีกไม่นานที่จังหวัดราชบุรีแห่งนี้ จะเกิด "ธรรมนูญสุขภาพโรงเรียน" ในหลายโรงเรียน และนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีของเยาวชนคนราชบุรีในไม่ช้านี้

ระหว่างที่ผมเดินทางกลับที่ทำงาน ในใจผมอดคิดไปถึงวิกฤตบ้านเมืองที่เกิดความขัดแย้งอยู่ในขณะนี้ไม่ได้ และคิดไปว่ากระบวนการทำงานที่ใช้การ "ปรึกษาหารือ" ที่ยึดประโยชน์สุขของนักเรียน ของ สังคมและของประเทศชาติเป็นที่ตั้งที่เพิ่งผ่านไปนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างในการหาทางออกเพื่อแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ไม่น้อย
และสุดท้ายผมขอฝากคำพูดของ ผอ.สพป. ที่กล่าวไว้ว่า "เราอย่ามองว่าเป็นภาระ แต่ควรมองให้เป็นพลัง" ไว้เป็นข้อคิดสำหรับการทำงานของทุกคนด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สมัชชาสุขภาพหยั่งรากแก้วที่ กทม.

๒ ธันวาคม ๒๕๕๖
เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากทีเดียวกับการเจริญเติบโตของกระบวนการ "สมัชชาสุขภาพ" สำหรับคนกรุงเทพมหานคร จากเมื่อ ๓ ปีก่อน ยังจำกัดวงอยู่ในวงแคบ ๆ แต่วันนี้ได้แผ่ขยายไปครอบคลุมทุกเขตของนครหลวงแห่งนี้แล้ว สมัชชาสุขภาพได้หยั่งรากแก้วที่นี้แล้วจริง ๆ

ภาพที่ผมเห็นผู้คนที่มาร่วมประชุมกันคึกคักเกือบ ๑๐๐ ชีวิต ภายในห้องประชุมไพบูลย์ ศิริวัฒนธรรม ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. นั้นดูเกินคาดกว่าที่ผมตั้งใจไว้มากทีเดียว เพราะผมคิดว่าคงไม่แตกต่างจากภาพในสมัยที่ผมรับผิดชอบงานนี้โดยตรงเมื่อ ๓ ปีก่อน
ในสมัยนั้นผมและทีมงานต่างพยายามชักชวนผู้คนเข้ามาปรึกษาหารือเพื่อขับเคลื่อนเครื่องมือ "สมัชชาสุขภาพ" ในการนำไปพัฒนานโยบายสาธารณะสำหรับคนกรุงเทพฯ แต่ต้องบอกตรง ๆ ว่า เหนื่อยและยากเย็นแสนเข็น ทั้งนี้เพราะไม่ค่อยมีคนสนใจนั่นเอง
แต่วันนี้ผมได้เห็นผู้คนหน้าใหม่ ๆ ผมสอบถามดูจึงรู้ว่าส่วนใหญ่เป็นแกนเครือข่ายจากสภาองค์กรชุมชน ที่กระจายอยู่ใน ๕๐ เขต ของ กทม. ที่มาร่วมในเวที "สานพลังเครือข่ายสร้างสุขภาวะคน กทม." กัน

เวทีที่จัดขึ้นวัตถุประสงค์สำคัญ ๒ ประการ คือ การรับฟังความคิดเห็นต่อร่างมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๖ และการระดมสมองในการนำเครื่องมือสมัชชาสุขภาพไปขับเคลื่อนในพื้นที่
กระบวนการเพื่อตอบวัตถุประสงค์ข้อแรก มีการแบ่งกลุ่มเป็น ๘ กลุ่ม นำร่างมติไปพิจารณากัน แล้วนำมาเสนอให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณา โดยมีการเลือกประธานและเลขานุการกันเอง ซึ่งดูแข็งขัน มีรูปแบบเฉพาะ และข้อเสนอก็มีเหตุมีผลที่ดี
สำหรับวัตถุประสงค์ประการที่สอง นั้นใช้วิธีการตั้งวงเสวนา โดยเชิญคนทำงานในพื้นที่มาบอกเล่าว่าที่ผ่านมาทำอะไรไปบ้าง และกำลังทำอะไรอยู่ นอกจากนั้นยังได้เชิญ ผอ.พอช. มาร่วมเวทีด้วย และผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมเวทีเสวนาครั้งนี้

สาระที่ผมได้นำเสนอไปนั้นได้อธิบายให้เห็นความหมายของคำว่า "สุขภาพ" ว่ามันครอบคลุมกว้างขวางมาก โดยยกตัวอย่างสถานการณ์การเมืองที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องของสุขภาพด้วย ได้อธิบายเรื่องของ "นโยบายสาธารณะ" ว่าทุกคนสามารถเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาได้ และยังได้อธิบายให้เข้าใจหลักการพื้นฐานของกระบวนการ "สมัชชาสุขภาพ" อีกด้วย
สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานในภายภาคหน้า ซึ่งผมนำเสนอในลักษณะ "ปุจฉา-วิสัชชนา" ดังนี้
ปุจฉา : ควรมีการสร้างช่องทางเพื่อนำเสนอประเด็นเชิงนโยบายต่อกระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติให้ง่ายขึ้น
วิสัชชนา : ขณะนี้ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการให้ง่าย รับแม้กระทั่งการเขียนใส่กระดาษทิชชู่ก็รับ ซึ่งได้มอบหมายให้น้องทีมงานจัดส่งรายละเอียดมาให้แล้ว

ปุจฉา : อยากให้มีการขับเคลื่อนเพื่อดูแล "สุขภาพคนเมือง" ที่มีความแตกต่างและหลากหลายของผู้คน
วิสัชชนา : ขณะนี้ สช. กำลังตั้งวงเรื่องนี้อยู่ และคาดว่าจะสามารถกำหนดเป็นเรื่องเข้าสู่เวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้มีการจัดทำข้อเสนอต่อ กทม. อีกทางหนึ่งด้วย

ปุจฉา : เสนอให้เพิ่มความสำคัญกัยสุขภาพชองกลุ่มแรงงานนอกระบบ เช่น กลุ่มขับคนรถมอเตอร์ไซด์ คนขับแท๊กซี่ คนรับงานไปทำที่บ้าน
วิสัชชนา : ที่ผ่านมาได้เคยมีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติไปแล้ว ซึ่งก็ได้มีการขับเคลื่อนไปมากพอสมควร อาทิ การออกกฎหมายว่าด้วยการรับงานไปทำที่บ้าน เป็นต้น

ปุจฉา : เสนอให้ สช. ขยายงานลงไปให้ถึงพื้นที่ระดับชุมชนให้มากขึ้น
วิสัชชนา : ผมได้ขอความร่วมมือจากผู้แทนชุมชนในแต่ละเขตให้ช่วยขยายงานนี้ให้ด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการขยายงานไปมากทีเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว

ปุจฉา : เสนอให้มีการรายงานผลการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติที่ผ่านมาให้คน กทม.ได้ทราบด้วย
วิสัชชนา : ปัจจุบันได้มีการจัดทำเว็ปไซด์การรายงานผลทาง www.samatcha.org แต่อย่างไรก็ตามจะนำข้อเสนอไปพิจารณาเพื่อพัฒนาช่องทางการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้น

ปุจฉา : อยากให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียยนรู้ต่อโครงการน้ำ ๓.๕ แสนล้าน
วิสัชชนา : ตอนนี้ได้รับการร้องขอจากภาคีเครือข่ายจากจังหวัดต่าง ๆ มากมาย ซึ่งกำลังประสานงานกับทาง พอช. เพื่อจัดเวทีตามข้อเสนออยู่

ปุจฉา : อยากให้มีการเตรียมความพร้อมของเครือข่ายในเรื่องการปฏิรูปการเมืองที่เป็นข้อเสนอจาก กปปส. โดยเฉพาะเรื่อง "สภาประชาชน"
วิสัชชนา : ได้เสนอแนะให้ทาง พอช. เป็นเจ้าภาพ เพราะจะเกี่ยวข้องกับสภาองค์กรชุมชนที่ดูแลอยู่

นอกเหนือจากสาระและกระบวนการที่ผมได้นำเสนอไปข้างต้นแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมถือได้ว่า การขับเคลื่อนงานพัฒนาในเขตเมืองหลวงของประเทศไทยนี้ กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
สิ่งนั่นก็คือ การจับมือกัยของภาคียุทธศาสตร์การทำงานที่สำคัญ ทั้งจาก พอช. จาก กทม. จาก สปสช. จากสภาองคืกรชุมชนทั้ง ๕๐ เขต และจาก สช. ที่มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นมิตร ซึ่งเริ่มมีความเข้มแข็งของการสานความร่วมมือเป็นลำดับ

นับว่าการเดินทางที่ยาวนานกว่า ๓ ปี ที่ผ่านมา เป็นการเดินทางที่เปรียบเสมือนสายลำธารเล็ก ๆ หลายเส้น ที่ต่างก็ไหลลัดเลาะมาตามซอกโขดหินที่คดเคี้ยวไปมา จนมารวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ขึ้นและกำลังไหลนำพาความสุขมาสู่คนที่พักอาศัยอยู่บนสองฟากฝั่งของแม่น้ำสายนี้
ต้องขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ได้ร่วมกันสานเสริมลำธารสายเล็ก ๆ ให้มารวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่สายนี้ และขอฝากให้ทุกคนเฝ้าคอยดูแลรักษาแม่น้ำที่ทุกคนเป็นเจ้าของนี้ ให้สะอาดปราศจกมลพิษที่จะมาทำลายความสวยงามของแม่น้ำสายนี้ต่อไปในอนาคตและส่งมอบให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไปด้วย

ดีใจจริง ๆ ครับ กับการที่ได้มีโอกาสมาร่วมเป็นประวัติศาสตร์อันสำคัญของคน กทม. ในวันนี้ แม้นจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของ กปปส. ที่ประกาศให้หน่วยงานรัฐหยุดงานก็ตาม

วันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

๑ ธันวาคม ๒๕๕๖
สถานการณ์บ้านเมืองนับถึงวินาทีนี้ เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ที่คนไทยไม่อยากเห็น
คนไทยต้องมาฆ่ากันเอง และคงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบของรัฐบาลไปได้
ผมคงไม่ขอกล่าวว่า ต้นเหตุมาจากสาเหตุใด เพราะผมก็กลัวว่าท่านจะเข้าใจว่าผมเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับท่าน

แต่ผมใคร่ขอเรียนท่านว่า ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐบาล มีหน้าที่สำคัญประการหนึ่งคือ "การรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง"
ฉะนั้นผมจึงใคร่ขอเรียกร้องมายังท่านว่า ท่านนั้นแหละจะเป็นผู้ที่สร้างความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ด้วยตัวท่านเอง
ผมยังเชื่อมั่นในหัวจิตหัวใจของท่านว่าท่านเป็นคนไทย รักคนไทย ไม่อยากให้คนไทยต้องเสียชีวิตเพิ่มขึ้น และต้องการให้ประเทศไทยของเรากลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ตัดสินใจเถอะครับ เราไม่มีเวลาอีกแล้วที่จะต้องรอให้เวลามาเป็นเครื่องคลี่คลายสถานการณ์เหล่านี้
การยุบสภา น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้

ประวัติศาสตร์ชาติไทย จะได้จารึกนามของท่านว่าท่านเป็นผู้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองด้วยการแสดงภาวะผู้นำ ไม่ยึดติดกับอำนาจและตำแหน่ง
แต่หากท่านไม่ทำอะไร ประวัติศาสตร์ก็จะบันทึกในทางตรงกันข้ามว่าท่านจะเป็นผู้นำที่ชั่วช้าสามานย์ที่สุดเท่าที่มีมา
ผมในฐานะคนไทยตัวเล็ก ๆ ผมขอร้องท่านด้วยความเคารพ โดยไม่มีเบื้องหลังทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น
ทำเถิดครับ เพื่อบ้านเมืองของเรา เพื่อองค์ในหลวงของเรา
ผมขอกราบท่านงาม ๆ มา ณ โอกาสนี้