๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๗
“ชุมชนต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง จัดการกันเอง ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคล เพื่อจัดการกิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์กันเองได้ มีการสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนที่เป็นจริง ให้สอดคล้องแนวคิด “ทุนสัมมา”
โดยต้องมีการกระจายอำนาจรัฐไปสู่ชุมชน ให้อำนาจจัดการกันเอง โดยภาครัฐทำหน้าที่หนุนเสริมการพัฒนากลไกสนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและสามารถกำหนดเป็นเขตคุ้มครองวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์เฉพาะชุมชนได้ รวมทั้งมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจากนโยบาย แผนงาน โครงการและกิจกรรมที่จะดำเนินการในชุมชนนั้นแบบมีส่วนร่วม”
เป็นข้อความที่ปรากฎอยู่ในข้อเสนอของ "คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส" (กมธ.ด้านสังคมฯ) ที่เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เสนอให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทยเรา
แนวคิดนี้นับเป็นกระแสที่มีการหยิบมาพูดกันในวงกว้าง และได้เกิดคำถามมากมายว่า การที่จะให้ชุมชนเป็นนิติบุคคลนั้น จะทำงานอย่างไรกับโครงสร้างและกลไกที่มีอยู่เดิมอย่างไร โดยเฉพาะกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. ที่เป็นองค์กรนิติบุคคลที่ทำหน้าที่ตามที่กฎหมายจัดตั้งกำหนดแทบจะเรียกว่ารอบด้านอยู่แล้ว
ผมพยายามคิดใคร่ครวญหาคำตอบอยู่นาน จนได้มาพบหนังสือ “ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ” ที่จัดทำโดย "คณะกรรมการปฏิรูป" ที่มีการเผยแพร่มาตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๔ ได้ให้คำตอบในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน
สาระสำคัญที่ผมจับได้ สรุปได้ว่า
ชุมชนนั้นเกิดมานานแล้ว และมีอำนาจที่มีมาแต่เดิมในการบริหารจัดการตนเองภายในชุมชนและท้องถิ่น มาก่อนที่จะมีการถ่ายโอนอำนาจไปยัง อปท.
แนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างภายในชุมชน จึงเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจของ อปท. ที่มีอำนาจตามกฎหมายกับการรับรองบทบาทและอำนาจที่มีโดยธรรมชาติของชุมชน ที่เน้นการแสวงหาข้อตกลงร่วมกัน โดยกระบวนการในแต่ละพื้นที่อาจมีความแตกต่างหลากหลายไปตามระบบนิเวศวัฒนธรรมของแต่ละชุมชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์
หลักการพื้นฐานสำคัญที่ต้องนำมาใช้ คือ “การกระจายอำนาจแนวราบ” ที่ยอมรับในการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลของอำนาจตามกฎหมายและอำนาจตามธรรมชาติที่มีอยู่
การสนับสนุนบทบาทของชุมชน สามารถดำเนินการได้หลายแนวทาง เช่น
• การยอมรับในบทบาทการจัดการของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น การให้บริการสาธารณะ และการวางแผนการพัฒนาท้องถิ่น โดยจะต้องยอมรับความจำเพาะและความแตกต่างหลากหลายทางระบบนิเวศน์วัฒนธรรมของแต่ละชุมชนและกลุ่มชาติพันธุ์ในท้องถิ่นด้วย
• การเอื้ออำนวยความสะดวกในการจดแจ้งองค์กรชุมชน/องค์กรภาคประชาสังคม ให้สามารถมีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งจะทำให้องค์กรชุมชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการในท้องถิ่นได้สะดวกขึ้น และมีการใช้สิทธิในด้านต่าง ๆ ในระบบการบริหารราชการ รวมถึงการใช้สิทธิความเป็นนิติบุคคลในระบบกฎหมายและในกระบวนการยุติธรรมด้วย
• การสนับสนุนให้องค์กรชุม/องค์กรภาคประชาสังคม เป็นหน่วยบริการที่สามารถบริหารจัดการตนเองในรูปแบบต่าง ๆ ได้ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากท้องถิ่นและจากรัฐบาล ภายใต้มาตรฐานที่กำหนดอย่างเหมาะสม
• การถ่ายโอนงบประมาณควรจัดสรรลงไปสู่ประชาชน ในลักษณะของการให้งบประมาณตามตัวผู้ใช้ จะช่วยให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในการตัดสินใจใช้งบประมาณหรือเลือกผู้ให้บริการด้วยตนเอง ซึ่งผลหน่วยบริการส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นองค์กรชุมชนเอง
บางคนอาจจะถามว่า แล้วองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นนี้จะทำงานกับ อปท. อย่างไร
คำตอบก็คือ ให้นำหลักการ “ประชาธิปไตยทางตรง” มาใช้ควบคู่ไปกับหลักการ “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” โดยผู้บริหารและสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ทำหน้าที่ตัดสินใจต่อเรื่องที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและทิศทางการพัฒนาของท้องถิ่น
แล้วให้มีการตั้ง “คณะกรรมการประชาสังคม” เป็นกลไกเชื่อมโยงประชาชนและชุมชนในการเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการบริหารจัดการท้องถิ่น
องค์ประกอบของคณะกรรมการประชาสังคม จำแนกเป็น ๒ ส่วน คือ
• ส่วนที่ ๑ เป็นกรรมการประจำที่มีวาระการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน ไม่เกิน ๑ ใน ๓ มาจากการคัดเลือกจากผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กร อาชีพ ศาสนา และองค์กรประชาสังคมอื่น ๆ และ
• ส่วนที่ ๒ เป็นกรรมการเฉพาะกิจที่หมุนเวียนเข้ามาทำหน้าที่ในภารกิจแต่ละด้าน เป็นผู้ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีส่วนร่วมด้วย
คณะกรรมการประชาสังคม จะทำหน้าที่ถ่วงดุลการตัดสินใจของ อปท. โดยมีอำนาจในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง ความเห็นและแนวทางเลือกต่าง ๆ ในการตัดสินใจจากชุมชน จากประชาชน และจากหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง
การตัดสินใจที่สำคัญของ อปท. ที่อาจกระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในท้องถิ่น จะต้องผ่านคณะกรรมการประชาสังคม โดยคณะกรรมการประชาสังคมก็จะต้องจัดและเอื้อให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ปรึกษาหารือ และแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยเฉพาะจากสมาชิกในชุมชนและในท้องถิ่น
แต่คณะกรรมการประชาสังคมไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการยับยั้งการตัดสินใจ หรือถอดถอนผู้บริหารและสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นกลไกในการนำการตัดสินใจคืนให้กับประชาชน ผ่านการลงประชามติ หรือการลงลายมือชื่อรับรองหรือยับยั้งการดำเนินงานของท้องถิ่น
สรุปก็คือคณะกรรมการประชาสังคม จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างการใช้ประชาธิปไตยทางตรงกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน ผ่านการปรึกษาหารือและการต่อรองระหว่างประชาชน ชุมชนและท้องถิ่น
ในหนังสือเล่มเดิม ยังได้ชี้ให้เห็นการเติบโตของชุมชนและภาคประชาคมและมีข้อเสนอที่น่าสนใจอีกว่า
การก่อตัวและการเติบโตควรเป็นไปตามธรรมชาติ มิใช่การบังคับกะเกณฑ์ให้เกิดขึ้นจากกลไกรัฐ จึงต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นและความเข้มแข็งของความเป็นชุมชนและความเป็นประชาสังคมอาจแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น
ในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนนั้น ภาครัฐและองค์กรภายนอกต้องทำหน้าที่หนุนเสริม โดยไม่ไปทำลายจุดแข็งและความอิสระของชุมชน/ประชาสังคม ซึ่งการส่งเสริมสนับสนุนที่ดีที่สุ คือ การกระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนในเครือข่ายและการเรียนรู้จากความผิดพลาดและความสำเร็จขององค์กรชุมชนและภาคประชาสังคมด้วยกัน
และเพื่อให้มีการทำงานได้ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนในระดับจังหวัดเพื่อการพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม โดยใช้กลไกเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมเป็นผู้บริหารจัดการ
ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการส่งเสริมให้เกิดกลไกเรียนรู้และต่อรองในการกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศและการพัฒนาท้องถิ่น ทั้งระหว่าง ส่วนกลาง อปท. และชุมชน โดยไม่ใช่อำนาจที่กดทับลงมาจากส่วนกลาง หรือจากราชการส่วนท้องถิ่นเช่นที่ผ่านมา
ผมอ่านมาถึงตรงนี้ ทำให้ผมเห็นความสอดคล้องกันระหว่างเอกสารที่ผมหยิบมาศึกษากับข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปด้านสังคมฯ และได้พบคำตอบในคำถามที่มีหลากหลายอย่างชัดเจนขึ้น ทั้งเรื่อง บทบาทหน้าที่ขององค์กรชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่าง อปท. กับองค์กรชุมชน และแหล่งทุนดำเนินการ
ข้อมูลเหล่านี้นับว่ามีประโยชน์มากและถือเป็นข้อมูลตั้งต้นในการนำไปคุยกันต่อได้เป็นอย่างดี
คำบางคำอาจจะปรับเปลี่ยนได้ เช่น คำว่า “คณะกรรมการประชาสังคม” อาจแปรเปลี่ยนไปเป็น “สภาพลเมือง” ที่เป็นคำอีกคำหนึ่งที่ถูกหยิบมาพูดคุยกันอยู่ในขณะนี้อย่างหนาหู
ซึ่งสิ่งเหล่านั้น ถือเป็นรายละเอียดในการจัดทำต่อไป สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การยอมรับในอำนาจของชุมชน ที่เชื่อว่า ชุมชนนั้นมีบทบาทหน้าที่ในการดูแลและจัดการสิ่งต่าง ๆ มาตั้งแต่อดีต ก่อนที่จะมีองค์กรใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาภายหลังอย่าง กระทรวง กรม จังหวัดและ อปท. ระดับต่าง ๆ
ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิชุมชนที่มีสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองตามข้อเสนอของ กมธ.ปฏิรูปด้านสังคมฯ ข้างต้นอย่างจริงจังด้วย
เรามาร่วมกันเดินหน้าเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง อันเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทยกันเถอะ
วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ปฏิรูปประเทศไทยต้องปฏิรูปสังคม
๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗
“การปฏิรูปประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปสังคม มุ่งสร้างชุมชนท้องถิ่นและพลังพลเมืองให้เข้มแข็ง”
คือบทสรุปที่ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันในเวทีกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ สัญจร เมื่อเช้าวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ ลานกว้างของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งนับเป็นประโยคสำคัญที่ถือเป็นหัวใจที่บ่งชี้แนวทางในการปฏิรูปประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
เวทีในวันนั้นเป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสัมมาชีพ โดยมีผู้เข้าประชุมจากและขบวนองค์กรภาคประชาชนกว่า ๑๐ เครือข่าย กว่า ๕๐๐ คน เข้ามาร่วมกันค้นหา “คานงัดปฏิรูปประเทศไทย”
ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ต่างให้แนวคิดที่สำคัญไว้อย่างน่าสนใจ
นพ. ประเวศ วะสี ได้แสดงปาฐกถานำเปิดประเด็นไว้ให้คิดต่อว่า
• องค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดในการปฏิรูปประเทศไทยที่ถือเป็นระเบียบวาระของชาติที่เป็นความตั้งใจครั้งใหญ่ที่สุดของชาติ
• หัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยอยู่ที่ “ปฏิรูปสังคม ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลังพลเมืองเข้มแข็ง”
• วิธีการปฏิรูปต้องปฏิรูปความสัมพันธ์จากแนวดิ่งมาเป็นแนวราบ จัดให้มีการ “รวมกันคิดรวมกันทำในทุกพื้นที่ชุมชน ในทุกองค์กร และในทุกประเด็น”
• จำเป็นต้องปฏิรูปไปที่โครงสร้างอำนาจ โดยคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง ในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง โดยการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านจิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษาและประชาธิปไตย ซึ่งจะนำไปสู่สังคมศานติสุข
• รูปธรรมที่จะนำไปสู่สิ่งดังกล่าวได้ จะต้องมีกฎหมายปฏิรูปสังคม ที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการสนับสนุน ปลดล็อคกฎหมาย กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น กำหนดให้ระบบการศึกษาสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น จัดให้มีธุรกิจเพื่อสังคม มีมูลนิธิทางสังคมเพื่อสังคม มีองค์กรสื่อสารภาคพลเมือง มีกองทุนสันติประชาธรรม และสร้างเครือข่ายพลเมืองปฏิรูปประเทศไทย หนุนสัมมาชีพชุมชนให้เกิดเต็มประเทศ”
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวในลำดับถัดมา โดยชี้ว่า
• การปฏิรูปประเทศไทยเป็นความคาดหวังของประชาชนทั้งแผ่นดิน ที่อยากเห็นการปฏิรูปนำชีวิตสู่ความสุขสมบูรณ์
• ที่ผ่านมามักจะมองเรื่องการปฏิรูปเป็นเรื่องรองจากการชนะการเลือกตั้ง ผู้นำไม่มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
• วันนี้ถือเป็นโอกาส เพราะรัฐบาลโดยผู้นำประกาศอย่างชัดเจนว่าจะปฏิรูป มีสภาปฏิรุปแห่งชาติ (สปช.) เป็นกลไกที่มีบทบาทชัดเจน
• สิ่งสำคัญคือการสร้าง “พลังพลเมืองที่เข้มแข็ง” ที่ในวันนี้พลังพลเมืองมีอยู่มากมายและหลากหลาย
• เรื่องเร่งด่วนคือ การสร้างการรวมตัวที่เหนียวแน่น มีการบริหารจัดการเครือข่ายอย่างเป็นระบบ สร้างข้อมูล ความรู้และการสื่อสารที่สร้างความใจให้ตรงกันโดยเฉพาะในประเด็นร่วมระดับชาติ และต้องมีความชัดเจนในประเด็นหรือกิจกรรมร่วมที่จะปฏิรูปให้ตรงกัน
• เครือข่ายพลเมืองนี้จะต้องพัฒนาให้เป็นกลไกที่มีหน้าที่จัดทำและผลักดันข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่สำคัญเพื่อการปฏิรูป ทำหน้าที่เฝ้าระวังการบริหารจัดการของภาครัฐ ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ การทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น ให้ได้
ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวไว้ชัดเจนว่า
• คำถามสำคัญของการปฏิรูประเทศไทยครั้งนี้ จะต้องนำไปสู่ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความเหมาะสมกับประเทศไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม
• องค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวคือ “ การปฏิรูปสังคม”
• การปฏิรูปสังคมมีความสลับซับซ้อนมากมาย ทั้งในเรื่องความหมายและนัยที่แท้จริง ขอบข่ายความครอบคลุม ประเด็นที่เป็นปัญหาหรือจุดอ่อน และเป้าหมายที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต
• จำเป็นต้องเลือกปฏิรูปสังคมในประเด็นที่มีผลกระทบอย่างสำคัญมากมาทำ
• สปช. จะทำอย่างเต็มที่ แต่การจะทำให้สำเร็จลงได้ต้องเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมช่วยกันทำการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องเข้ามา “ร่วมคิด สร้างไทย ร่วมใจ สร้างอนาคต”
นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ กล่าวย้ำว่า
• ความเห็นของขบวนองค์กรภาคประชาชนสอดคล้องกับ กมธ. เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งได้เสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นเป็น ๑ ใน ๘ ประเด็น ที่ควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับใหม่
• ข้อเสนอที่ทาง กมธ. เสนอในเรื่อง “สิทธิชุมชน” คือ เสนอให้เขียนให้ชัดเจนว่าชุมชน
(๑) จะต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง จัดการกันเอง
(๒) ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคลเพื่อจัดการกิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์กันเองได้
(๓) มีการสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนที่เป็นจริง สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “ทุนสัมมา”
(๔) รัฐต้องกระจายอำนาจสูชุมชน ให้อำนาจชุมชนจัดการกันเอง
(๕) รัฐต้องทำหน้าที่หนุนเสริมการพัฒนาศักยภาพให้ชุมชนเข้มแข็งได้จริง
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (พอช.) ได้ให้แง่คิดกับผมว่า
• เราต้องยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ฉะนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับพลังของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศในการกำหนดทิศทางการพัฒนา มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอำนาจของตนเอง
• ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงอยากเห็นทิศทางที่กำหนดให้รัฐบาลทุกสมัยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างพลังพลเมือง มีการกระจายอำนาจ และสร้างชุมชนเข้มแข็งที่ชัดเจน ปรับบทบาทองค์กรภาครัฐให้ทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพและหนุนเสริมกลไกต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพลังพลเมืองและสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง
และจากการระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวทีที่มีตัวแทนจากขบวนองค์กรภาคประชาชนกว่า ๑๐ เครือข่าย อันประกอบด้วย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายสวัสดิการชุมชน เครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน เครือข่ายที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เครือข่ายการจัดการทรัพยากร เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายสัมมาชีพชุมชน เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมเพื่อการเมือง เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ เครือข่ายการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรุป เครือข่ายนักสานพลังขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะ และสภาประชาชนเพื่อการปฏิรุป (สชป.) ในภาคบ่าย โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ ๖ ข้อ คือ
หนึ่ง ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนการบริหารและพัฒนาประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงอำนาจ โครงสร้างการปกครอง กระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ชุมชนท้องถิ่น มีระบบให้ได้ผู้เข้ามาบริหารชุมชนและบ้านเมืองที่ดีและมีคุณภาพ
สอง มีระบบและกลไกที่หนุนเสริมชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง มีอำนาจในการกำหนดอนาคตกันเอง สามารถจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ดีงาม มีระบบสวัสดิการชุมชนที่ครอบคลุมในทุกมิติ โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน
สาม ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเสนอให้มีกลไกเพื่อการขับเคลื่อนใน ๓ ระดับ คือระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการและระดับพื้นที่โดยมีตัวแทนจากชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยรัฐต้องมีการสนับสนุนให้เกิดกองทุนการพัฒนาสัมมาชีพชุมชน ปรับระบบภาษีที่เอื้อต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชน และมีระบบที่ป้องกันการผูกขาดของอำนาจทางการเมืองและป้องกันอิทธิพลที่จะไปทำลายชุมชนด้วย
สี่ เสนอให้มีสภาพลเมืองในทุกระดับ เป็นกลไกของประชาชนที่ใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรง ทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนและสังคม จัดทำข้อเสนอเพื่อการพัฒนาสังคม เป็นกลไกในการเฝ้าระวังติดตามการทำงานอย่างเกาะติด
ห้า จัดตั้งกลไกภาคประชาชนทำหน้าที่คู่ขนานและเชื่อมโยงการทำงานกับ สปช. ติดตามข้อเสนอและขับเคลื่อนในส่วนที่เป็นหน้าที่ของภาคประชาชน
หก การปฏิรูปต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้รัฐที่ดำรงอยู่ในขณะนี้อย่างจริงจัง โดยควรมีการกำหนดเขตคุ้มครองวัฒนธรรมเฉพาะในแต่ละกลุ่มได้
ผมนั่งประมวลความคิดที่ได้ฟังจากผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำมาเชื่อมโยงกับความคิดเห็นที่ได้จากการระดมความคิดเห็นจากผู้แทนขบวนองค์กรประชาชน เกือบ ๕๐๐ คน ของทุกท่าน ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า “หัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย อยู่ที่การปฏิรูปสังคม ให้ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลังพลเมืองเข้มแข็ง”
เมื่อทุกคนทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องกันแบบนี้ คำถามที่ผมคิดว่าต้องหยิบนำมาพูดกันอย่างจริงจังก็คือเราจะวาง “ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานให้เกิดตามภาพฝันดังกล่าวอย่างไร”
“พลังพลเมืองเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ความจริงจังของพลังพลเมืองที่มีอยู่หลากหลายมีการเกาะเกี่ยวกันที่ขาดพลัง ขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลวิชาการ และขาดการสื่อสารทำความเข้าใจในประเด็นที่จะขับเคลื่อนที่ตรงกัน”
เป็นคำกล่าวของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในช่วงเช้าวันนั้น น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่และสำคัญที่สุดที่ทุกฝ่ายต้องนำมาขบคิดเพื่อวางยุทธศาสตร์ดังกล่าวกันอย่างจริงจัง
“การปฏิรูปประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปสังคม มุ่งสร้างชุมชนท้องถิ่นและพลังพลเมืองให้เข้มแข็ง”
คือบทสรุปที่ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันในเวทีกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ สัญจร เมื่อเช้าวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ ลานกว้างของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งนับเป็นประโยคสำคัญที่ถือเป็นหัวใจที่บ่งชี้แนวทางในการปฏิรูปประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
เวทีในวันนั้นเป็นความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสัมมาชีพ โดยมีผู้เข้าประชุมจากและขบวนองค์กรภาคประชาชนกว่า ๑๐ เครือข่าย กว่า ๕๐๐ คน เข้ามาร่วมกันค้นหา “คานงัดปฏิรูปประเทศไทย”
ผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน ต่างให้แนวคิดที่สำคัญไว้อย่างน่าสนใจ
นพ. ประเวศ วะสี ได้แสดงปาฐกถานำเปิดประเด็นไว้ให้คิดต่อว่า
• องค์ประกอบสำคัญยิ่งยวดในการปฏิรูปประเทศไทยที่ถือเป็นระเบียบวาระของชาติที่เป็นความตั้งใจครั้งใหญ่ที่สุดของชาติ
• หัวใจของการปฏิรูปประเทศไทยอยู่ที่ “ปฏิรูปสังคม ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลังพลเมืองเข้มแข็ง”
• วิธีการปฏิรูปต้องปฏิรูปความสัมพันธ์จากแนวดิ่งมาเป็นแนวราบ จัดให้มีการ “รวมกันคิดรวมกันทำในทุกพื้นที่ชุมชน ในทุกองค์กร และในทุกประเด็น”
• จำเป็นต้องปฏิรูปไปที่โครงสร้างอำนาจ โดยคืนอำนาจให้ประชาชนปกครองตนเอง ในรูปของชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง จังหวัดจัดการตนเอง โดยการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านจิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษาและประชาธิปไตย ซึ่งจะนำไปสู่สังคมศานติสุข
• รูปธรรมที่จะนำไปสู่สิ่งดังกล่าวได้ จะต้องมีกฎหมายปฏิรูปสังคม ที่กำหนดหน้าที่ของรัฐในการสนับสนุน ปลดล็อคกฎหมาย กระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น กำหนดให้ระบบการศึกษาสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น จัดให้มีธุรกิจเพื่อสังคม มีมูลนิธิทางสังคมเพื่อสังคม มีองค์กรสื่อสารภาคพลเมือง มีกองทุนสันติประชาธรรม และสร้างเครือข่ายพลเมืองปฏิรูปประเทศไทย หนุนสัมมาชีพชุมชนให้เกิดเต็มประเทศ”
ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวในลำดับถัดมา โดยชี้ว่า
• การปฏิรูปประเทศไทยเป็นความคาดหวังของประชาชนทั้งแผ่นดิน ที่อยากเห็นการปฏิรูปนำชีวิตสู่ความสุขสมบูรณ์
• ที่ผ่านมามักจะมองเรื่องการปฏิรูปเป็นเรื่องรองจากการชนะการเลือกตั้ง ผู้นำไม่มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
• วันนี้ถือเป็นโอกาส เพราะรัฐบาลโดยผู้นำประกาศอย่างชัดเจนว่าจะปฏิรูป มีสภาปฏิรุปแห่งชาติ (สปช.) เป็นกลไกที่มีบทบาทชัดเจน
• สิ่งสำคัญคือการสร้าง “พลังพลเมืองที่เข้มแข็ง” ที่ในวันนี้พลังพลเมืองมีอยู่มากมายและหลากหลาย
• เรื่องเร่งด่วนคือ การสร้างการรวมตัวที่เหนียวแน่น มีการบริหารจัดการเครือข่ายอย่างเป็นระบบ สร้างข้อมูล ความรู้และการสื่อสารที่สร้างความใจให้ตรงกันโดยเฉพาะในประเด็นร่วมระดับชาติ และต้องมีความชัดเจนในประเด็นหรือกิจกรรมร่วมที่จะปฏิรูปให้ตรงกัน
• เครือข่ายพลเมืองนี้จะต้องพัฒนาให้เป็นกลไกที่มีหน้าที่จัดทำและผลักดันข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่สำคัญเพื่อการปฏิรูป ทำหน้าที่เฝ้าระวังการบริหารจัดการของภาครัฐ ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ การทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น ให้ได้
ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวไว้ชัดเจนว่า
• คำถามสำคัญของการปฏิรูประเทศไทยครั้งนี้ จะต้องนำไปสู่ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความเหมาะสมกับประเทศไทย มีระบบการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความธรรมทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำให้กลไกของรัฐสามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม
• องค์ประกอบสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวคือ “ การปฏิรูปสังคม”
• การปฏิรูปสังคมมีความสลับซับซ้อนมากมาย ทั้งในเรื่องความหมายและนัยที่แท้จริง ขอบข่ายความครอบคลุม ประเด็นที่เป็นปัญหาหรือจุดอ่อน และเป้าหมายที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต
• จำเป็นต้องเลือกปฏิรูปสังคมในประเด็นที่มีผลกระทบอย่างสำคัญมากมาทำ
• สปช. จะทำอย่างเต็มที่ แต่การจะทำให้สำเร็จลงได้ต้องเชิญชวนให้ทุกท่านร่วมช่วยกันทำการปฏิรูปให้สำเร็จ ต้องเข้ามา “ร่วมคิด สร้างไทย ร่วมใจ สร้างอนาคต”
นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ กล่าวย้ำว่า
• ความเห็นของขบวนองค์กรภาคประชาชนสอดคล้องกับ กมธ. เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งได้เสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นเป็น ๑ ใน ๘ ประเด็น ที่ควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับใหม่
• ข้อเสนอที่ทาง กมธ. เสนอในเรื่อง “สิทธิชุมชน” คือ เสนอให้เขียนให้ชัดเจนว่าชุมชน
(๑) จะต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง จัดการกันเอง
(๒) ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคลเพื่อจัดการกิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์กันเองได้
(๓) มีการสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนที่เป็นจริง สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “ทุนสัมมา”
(๔) รัฐต้องกระจายอำนาจสูชุมชน ให้อำนาจชุมชนจัดการกันเอง
(๕) รัฐต้องทำหน้าที่หนุนเสริมการพัฒนาศักยภาพให้ชุมชนเข้มแข็งได้จริง
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (พอช.) ได้ให้แง่คิดกับผมว่า
• เราต้องยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ฉะนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับพลังของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศในการกำหนดทิศทางการพัฒนา มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอำนาจของตนเอง
• ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงอยากเห็นทิศทางที่กำหนดให้รัฐบาลทุกสมัยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างพลังพลเมือง มีการกระจายอำนาจ และสร้างชุมชนเข้มแข็งที่ชัดเจน ปรับบทบาทองค์กรภาครัฐให้ทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพและหนุนเสริมกลไกต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพลังพลเมืองและสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง
และจากการระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมเวทีที่มีตัวแทนจากขบวนองค์กรภาคประชาชนกว่า ๑๐ เครือข่าย อันประกอบด้วย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายสวัสดิการชุมชน เครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน เครือข่ายที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เครือข่ายการจัดการทรัพยากร เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายสัมมาชีพชุมชน เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมเพื่อการเมือง เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ เครือข่ายการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรุป เครือข่ายนักสานพลังขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะ และสภาประชาชนเพื่อการปฏิรุป (สชป.) ในภาคบ่าย โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ ๖ ข้อ คือ
หนึ่ง ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนการบริหารและพัฒนาประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงอำนาจ โครงสร้างการปกครอง กระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ชุมชนท้องถิ่น มีระบบให้ได้ผู้เข้ามาบริหารชุมชนและบ้านเมืองที่ดีและมีคุณภาพ
สอง มีระบบและกลไกที่หนุนเสริมชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง มีอำนาจในการกำหนดอนาคตกันเอง สามารถจัดการ อนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ดีงาม มีระบบสวัสดิการชุมชนที่ครอบคลุมในทุกมิติ โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน
สาม ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเสนอให้มีกลไกเพื่อการขับเคลื่อนใน ๓ ระดับ คือระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการและระดับพื้นที่โดยมีตัวแทนจากชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยรัฐต้องมีการสนับสนุนให้เกิดกองทุนการพัฒนาสัมมาชีพชุมชน ปรับระบบภาษีที่เอื้อต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชน และมีระบบที่ป้องกันการผูกขาดของอำนาจทางการเมืองและป้องกันอิทธิพลที่จะไปทำลายชุมชนด้วย
สี่ เสนอให้มีสภาพลเมืองในทุกระดับ เป็นกลไกของประชาชนที่ใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรง ทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนและสังคม จัดทำข้อเสนอเพื่อการพัฒนาสังคม เป็นกลไกในการเฝ้าระวังติดตามการทำงานอย่างเกาะติด
ห้า จัดตั้งกลไกภาคประชาชนทำหน้าที่คู่ขนานและเชื่อมโยงการทำงานกับ สปช. ติดตามข้อเสนอและขับเคลื่อนในส่วนที่เป็นหน้าที่ของภาคประชาชน
หก การปฏิรูปต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้รัฐที่ดำรงอยู่ในขณะนี้อย่างจริงจัง โดยควรมีการกำหนดเขตคุ้มครองวัฒนธรรมเฉพาะในแต่ละกลุ่มได้
ผมนั่งประมวลความคิดที่ได้ฟังจากผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วนำมาเชื่อมโยงกับความคิดเห็นที่ได้จากการระดมความคิดเห็นจากผู้แทนขบวนองค์กรประชาชน เกือบ ๕๐๐ คน ของทุกท่าน ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า “หัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย อยู่ที่การปฏิรูปสังคม ให้ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลังพลเมืองเข้มแข็ง”
เมื่อทุกคนทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องกันแบบนี้ คำถามที่ผมคิดว่าต้องหยิบนำมาพูดกันอย่างจริงจังก็คือเราจะวาง “ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานให้เกิดตามภาพฝันดังกล่าวอย่างไร”
“พลังพลเมืองเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ความจริงจังของพลังพลเมืองที่มีอยู่หลากหลายมีการเกาะเกี่ยวกันที่ขาดพลัง ขาดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ขาดการวิเคราะห์ข้อมูลวิชาการ และขาดการสื่อสารทำความเข้าใจในประเด็นที่จะขับเคลื่อนที่ตรงกัน”
เป็นคำกล่าวของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ที่ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งในช่วงเช้าวันนั้น น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่และสำคัญที่สุดที่ทุกฝ่ายต้องนำมาขบคิดเพื่อวางยุทธศาสตร์ดังกล่าวกันอย่างจริงจัง
๘ ประเด็นสำคัญด้านสังคม : ข้อเสนอเพื่อบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๗
ตื่นเต้นกับการเฝ้ารอผลตอบรับจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต่อข้อเสนอ ๘ ประเด็นด้านสังคมที่เสนอโดย "คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส" ที่มี "นพ.อำพล จินดาวัฒนะ" เป็นประธาน
ผมได้มีโอกาสที่ดีมากที่ได้เข้าไปฟังการประชุมของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมฯ ในวันที่มีการพิจารณาข้อเสนอด้านสังคมที่สมควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และได้มีโอกาสพูดคุยกับกรรมาธิการบางท่าน ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งเชิงกระบวนการและเชิงวิชาการ
จุดเริ่มต้นกระบวนการทำงาน เริ่มจากการทบทวนข้อมูลวิชาการจากแหล่งต่าง ๆ โดยเอกสารต่าง ๆ ที่ถูกหยิบมาใช้ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญของไทยฉบับก่อนหน้า มติสมัชชาปฏิรูปของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และข้อเสนอขององค์กร เครือข่ายต่าง ๆ อีกมากมาย
ภาพฝัน "ภิวัฒน์ไทย" ที่เป็นผลสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้ง ๒๕๐ คน เมื่อวันที่ ๙ – ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่โรงแรมเซนทารา แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร กำหนดไว้ ๔ ประการ คือ
• หนึ่ง พลเมืองไทยมีคุณภาพ มีความรู้ มีคุณธรรม วินัย ภาคภูมิใจในความเป็นไทย รับผิดชอบเห็นแก่ส่วนร่วม สุขภาพดี
•สอง สังคมพหุวัฒนธรรม คนอยู่ร่วมกันได้บนความหลากหลาย เกื้อกูลแบ่งปัน
•สาม ชุมชนเข้มแข็ง ลดอำนาจรัฐส่วนบน ขยายอำนาจฐานการเมืองส่วนล่าง สร้างสมดุลระหว่างภาคการเมือง ราชการและประชาชน
•สี่ สังคมแห่งพลังปัญญา การใช้ข้อมูลความรู้เพื่อแก้ปัญหา สร้างมูลค่าและคุณค่า เป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
นับเป็นเป้าหมายสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นกรอบความคิดในการยกร่างเป็นเอกสารตั้งต้น
ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้ช่วยกันเสนอให้เห็นสิ่งที่ "อยากเห็น อยากเป็น อยากมี" ในกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ต่างช่วยกันเติมเต็มจนสมบูรณ์ ได้ภาพฝันในเป้าหมาย ๕ ระดับคือ
• หนึ่ง เป้าหมายระดับสังคมในภาพรวม : เป็นสังคมที่มีความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ สิทธิ เสรีภาพได้รับการคุ้มครอง มีการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และเป็นสังคมคุณธรรม
• สอง เป้าหมายระดับพลเมืองในภาพรวม : บุคคลทุกคนได้รับการรับรองสถานะบุคคล ประชากรมีคุณภาพ มีความเกื้อกูลแบ่งปัน มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตระหนักในหน้าที่พลเมือง มีสุขภาพเหมาะสมตามกลุ่มวัย และมีสวัสดิการสังคมที่ดีและครอบคลุม
• สาม เป้าหมายระดับชุมชน : ที่ต้องการเห็นชุมชนมีความเข้มแข็ง มีอำนาจกำหนดอนาคตตนเอง
• สี่ เป้าหมายระดับครอบครัว :ที่ต้องการเห็นครอบครัวมีความอบอุ่นและมีคุณภาพ
• ห้า เป้าหมายระดับกลุ่มคนต่าง ๆ : อันประกอบด้วย กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มบุรุษ กลุ่มแรงงาน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการหรือทุพพลภาพ บุคคลวิกลจริต บุคคลไร้ที่อยู่และไม่มีรายได้เพียงพอ บุคคลที่ไร้การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่า ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีการกำหนดเป้าหมายที่อยากจะให้เกิดขึ้น เช่น มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากภาครัฐ ได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม โดยมีสภาพบังคับ และมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว เป็นต้น
เมื่อกรรมาธิการเห็นภาพรวมทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ต้องร่วมกันตัดสินใจก็คือ “ประเด็นสำคัญที่สมควรถูกนำไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
ในที่สุดคณะกรรมาธิการฯ ได้เห็นชอบร่วมกันให้เสนอประเด็นสำคัญรวม ๘ ประเด็นต่อคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง : ขอบเขตและความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ
• เสนอให้ให้เขียนความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญครอบคลุมในเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล โดยมีขอบเขตครอบคลุมกลุ่มคนใน ๓ กลุ่ม คือ (๑) บุคคลทุกคนที่มีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย (๒) ประชาชนที่อาศัยในประเทศไทย ไม่ว่าเหล่ากำเนิด สีผิว เพศ เพศสภาพ ภาษา ชาติพันธุ์ สัญชาติ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญเสมอกัน และ (๓) คนสัญชาติไทยย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศไทย
ประเด็นที่สอง : สิทธิที่ควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ
• เสนอให้ขยายขอบเขตความคุ้มครองให้ครอบคลุมถึง “สิทธิการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์” และ“สิทธิได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย” เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ บัญญัติไว้เพียง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล” เท่านั้น
• โดยสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ สิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการและสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การขนส่ง ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนบริการอื่น รวมทั้งการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และปราศจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
• และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คือ ข้อมูลและข่าวสารสาธารณะในครอบครองของรัฐ โดยต้องอยู่ในรูปแบบ ช่องทางหรือวิธีการที่ทุกคนรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ด้วยตามมาตรฐานสากล”
ประเด็นที่สาม : ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และการไม่เลือกปฏิบัติ
• เสนอให้เขียนว่า “ในการจัดสรรบุคคลลงตำแหน่งต่างๆ ในกลไกของรัฐทุกระดับ ต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๔ ใน ๑๐” เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ
• และเสนอให้ขยายขอบเขตการไม่เลือกปฏิบัติให้กว้างขวางขึ้น โดยขยายการไม่เลือกปฏิบัติรวมไปถึง “เหตุมาจากความแตกต่างจากเพศสภาพ ชาติพันธุ์ สัญชาติ สีผิว พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด” เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดเหตุจาก “ถิ่นกำเนิด ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดทางการเมือง” เท่านั้น
ประเด็นที่สี่ : สิทธิชุมชน
• เสนอให้เขียนเรื่องสิทธิชุมชนให้ชัดเจนในการกำหนดอนาคตตนเอง จัดการกันเอง ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคล เพื่อจัดการกิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์กันเองได้ มีการสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนที่เป็นจริง ให้สอดคล้องแนวคิด “ทุนสัมมา”
• และเพื่อให้ชุมชนมีสิทธิข้างต้น เสนอให้เขียนให้เห็น “การกระจายอำนาจรัฐไปสู่ชุมชน ให้อำนาจจัดการกันเอง โดยภาครัฐทำหน้าที่หนุนเสริมการพัฒนากลไกสนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและสามารถกำหนดเป็นเขตคุ้มครองวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์เฉพาะชุมชนได้ รวมทั้งมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจากนโยบาย แผนงาน โครงการและกิจกรรมที่จะดำเนินการในชุมชนนั้นแบบมีส่วนร่วม” ไว้ด้วย
ประเด็นที่ห้า : หน้าที่พลเมือง
• เสนอให้มีการกำหนดหน้าที่ของพลเมืองว่า “ทุกคนมีหน้าที่ในการร่วมพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของชุมชนและของชาติ มีหน้าที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของภาครัฐ และเสียภาษีตามความสามารถที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึง
• และเพื่อให้เกิดสิ่งดังกล่าว ได้เสนอเขียนให้ชัดเจนว่า “รัฐต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาศักยภาพการทำหน้าที่พลเมือง ตระหนักถึงคุณค่าหรือค่านิยมในการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รักชาติ เสียสละ มีความเกื้อกูลแบ่งปันกัน เป็นสังคมแห่งพลังปัญญา สามารถ อยู่ร่วมกันได้ในสังคมพหุวัฒนธรรม และสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรภาคประชาสังคม ภาคประชาชน หรือเครือข่ายพลังพลเมืองได้อย่างหลากหลาย โดยมีการสนับสนุนทางการเงินเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนที่พึ่งพาตนเองและทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม”
ประเด็นที่หก : การสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ร่มเย็นและเป็นสุข
• เสนอให้เขียนโดยกำหนดให้ “สถาบันครอบครัวมีหน้าที่พัฒนาสมาชิกในครอบครัวให้เป็นพลเมืองดี สร้างครอบครัวที่อบอุ่น พ่อและแม่มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุตรในระยะเวลาที่เพียงพอ สร้างระบบและกลไกที่หนุนเสริมให้ครอบครัวมีบุตรที่มีคุณภาพ”
• และเพื่อให้เกิดสิ่งดังกล่าวได้จริง จึงเสนอให้เขียนให้ชัดเจนว่า “รัฐต้องส่งเสริมให้เกิดครอบครัวที่เข้มแข็งร่มเย็นและเป็นสุข ให้สมาชิกมาอยู่รวมกัน มีระบบหนุนเสริมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เด็กที่ถูกทอดทิ้งได้รับการส่งเสริมให้มีครอบครัวอุปถัมภ์หรือครอบครัวบุญธรรม มีการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม รวมทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูเยียวยาในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว”
ประเด็นที่เจ็ด : สังคมคุณธรรม
• เสนอให้เขียนให้ชัดเจนว่าต้องมี “การจัดระบบและกลไกในการทำให้เกิดสังคมคุณธรรม มีความเกื้อกูลแบ่งปันกัน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของผู้อื่น และมีมาตรการและกลไกป้องกันและควบคุมการทุจริตประพฤติมิชอบในทุกวงการอย่างจริงจัง”
ประเด็นที่แปด : การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม
ได้มีข้อเสนอที่สำคัญ รวม ๔ ประการ คือ
(๑) การปฏิรูปด้านสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ในเรื่องระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราและการเตรียมความพร้อมสู่วัยผู้สูงอายุที่เหมาะสมของประชาชน และปรับปรุงระบบการเกษียณอายุที่เหมาะสม และการนำทุนทางปัญญาของผู้สูงอายุมาใช้ในการพัฒนาประเทศชาติ รวมทั้งการมีระบบและกลไกให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ชมรม ที่เข้มแข็งของประชาชนวัยสูงอายุ
(๒) การปฎิรูประบบสวัสดิการที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ ครอบคลุมทั้งด้านการบริการทางสังคม การประกันสังคม การช่วยเหลือทางสังคม และการสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม
(๓) การเปิดช่องทางที่เปิดโอกาสให้แรงงานเข้าไปเป็นหุ้นส่วนในกิจการที่ตนทำงานอยู่ได้
(๔) การกำหนดให้มีกลไกทำหน้าที่พัฒนาข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และเสนอกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติเพื่อให้เกิดสุขภาวะในทุกมติ สังคมเป็นธรรมสูง ความเหลื่อมล้ำต่ำ โดยให้สามารถให้ดำเนินการให้ดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่องในเวลา ๑๐ ปี
กำหนดการล่าสุดที่ทราบมาก็คือ ในวันที่ ๑๕ – ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ จะมีการเปิดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้คณะกรรมาธิการฯ ชุดต่าง ๆ ได้นำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์และวิทยุตลอดการประชุม
ผมยังจำคำพูดของ “นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ ที่กล่าวไว้อย่างตอนท้ายของการประชุมได้ว่า
“หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติสิ่งเหล่านี้ไว้ เชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การภิวัฒน์ไทย ที่มีเป้าหมายในการสร้างสังคมแห่งพลังปัญญา เป็นสังคมคุณธรรม อยู่ร่วมกันได้ในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีชุมชนที่เข้มแข็งเป็นรากฐานของประเทศ อันนำไปสู่ มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทําให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ อย่างแน่นอน”
นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผมตื่นเต้นและเฝ้ารอผลการประชุมของ สปช. และเสียงตอบรับจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างใจจดใจจ่อตามไปด้วย
ตื่นเต้นกับการเฝ้ารอผลตอบรับจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต่อข้อเสนอ ๘ ประเด็นด้านสังคมที่เสนอโดย "คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส" ที่มี "นพ.อำพล จินดาวัฒนะ" เป็นประธาน
ผมได้มีโอกาสที่ดีมากที่ได้เข้าไปฟังการประชุมของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมฯ ในวันที่มีการพิจารณาข้อเสนอด้านสังคมที่สมควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และได้มีโอกาสพูดคุยกับกรรมาธิการบางท่าน ทำให้ได้เรียนรู้ทั้งเชิงกระบวนการและเชิงวิชาการ
จุดเริ่มต้นกระบวนการทำงาน เริ่มจากการทบทวนข้อมูลวิชาการจากแหล่งต่าง ๆ โดยเอกสารต่าง ๆ ที่ถูกหยิบมาใช้ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญของไทยฉบับก่อนหน้า มติสมัชชาปฏิรูปของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และข้อเสนอขององค์กร เครือข่ายต่าง ๆ อีกมากมาย
ภาพฝัน "ภิวัฒน์ไทย" ที่เป็นผลสรุปการประชุมเชิงปฏิบัติการของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้ง ๒๕๐ คน เมื่อวันที่ ๙ – ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่โรงแรมเซนทารา แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร กำหนดไว้ ๔ ประการ คือ
• หนึ่ง พลเมืองไทยมีคุณภาพ มีความรู้ มีคุณธรรม วินัย ภาคภูมิใจในความเป็นไทย รับผิดชอบเห็นแก่ส่วนร่วม สุขภาพดี
•สอง สังคมพหุวัฒนธรรม คนอยู่ร่วมกันได้บนความหลากหลาย เกื้อกูลแบ่งปัน
•สาม ชุมชนเข้มแข็ง ลดอำนาจรัฐส่วนบน ขยายอำนาจฐานการเมืองส่วนล่าง สร้างสมดุลระหว่างภาคการเมือง ราชการและประชาชน
•สี่ สังคมแห่งพลังปัญญา การใช้ข้อมูลความรู้เพื่อแก้ปัญหา สร้างมูลค่าและคุณค่า เป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
นับเป็นเป้าหมายสำคัญที่ถูกนำมาใช้เป็นกรอบความคิดในการยกร่างเป็นเอกสารตั้งต้น
ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ได้ช่วยกันเสนอให้เห็นสิ่งที่ "อยากเห็น อยากเป็น อยากมี" ในกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ต่างช่วยกันเติมเต็มจนสมบูรณ์ ได้ภาพฝันในเป้าหมาย ๕ ระดับคือ
• หนึ่ง เป้าหมายระดับสังคมในภาพรวม : เป็นสังคมที่มีความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ สิทธิ เสรีภาพได้รับการคุ้มครอง มีการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และเป็นสังคมคุณธรรม
• สอง เป้าหมายระดับพลเมืองในภาพรวม : บุคคลทุกคนได้รับการรับรองสถานะบุคคล ประชากรมีคุณภาพ มีความเกื้อกูลแบ่งปัน มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตระหนักในหน้าที่พลเมือง มีสุขภาพเหมาะสมตามกลุ่มวัย และมีสวัสดิการสังคมที่ดีและครอบคลุม
• สาม เป้าหมายระดับชุมชน : ที่ต้องการเห็นชุมชนมีความเข้มแข็ง มีอำนาจกำหนดอนาคตตนเอง
• สี่ เป้าหมายระดับครอบครัว :ที่ต้องการเห็นครอบครัวมีความอบอุ่นและมีคุณภาพ
• ห้า เป้าหมายระดับกลุ่มคนต่าง ๆ : อันประกอบด้วย กลุ่มเด็กและเยาวชน กลุ่มสตรี กลุ่มบุรุษ กลุ่มแรงงาน กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้พิการหรือทุพพลภาพ บุคคลวิกลจริต บุคคลไร้ที่อยู่และไม่มีรายได้เพียงพอ บุคคลที่ไร้การรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย กลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่า ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะมีการกำหนดเป้าหมายที่อยากจะให้เกิดขึ้น เช่น มีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากภาครัฐ ได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม โดยมีสภาพบังคับ และมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว เป็นต้น
เมื่อกรรมาธิการเห็นภาพรวมทั้งหมดแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ต้องร่วมกันตัดสินใจก็คือ “ประเด็นสำคัญที่สมควรถูกนำไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
ในที่สุดคณะกรรมาธิการฯ ได้เห็นชอบร่วมกันให้เสนอประเด็นสำคัญรวม ๘ ประเด็นต่อคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง : ขอบเขตและความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญ
• เสนอให้ให้เขียนความคุ้มครองของรัฐธรรมนูญครอบคลุมในเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคล โดยมีขอบเขตครอบคลุมกลุ่มคนใน ๓ กลุ่ม คือ (๑) บุคคลทุกคนที่มีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย (๒) ประชาชนที่อาศัยในประเทศไทย ไม่ว่าเหล่ากำเนิด สีผิว เพศ เพศสภาพ ภาษา ชาติพันธุ์ สัญชาติ หรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญเสมอกัน และ (๓) คนสัญชาติไทยย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ว่าจะอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศไทย
ประเด็นที่สอง : สิทธิที่ควรได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ
• เสนอให้ขยายขอบเขตความคุ้มครองให้ครอบคลุมถึง “สิทธิการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์” และ“สิทธิได้รับการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย” เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ บัญญัติไว้เพียง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล” เท่านั้น
• โดยสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ สิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการและสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การขนส่ง ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจนบริการอื่น รวมทั้งการช่วยเหลืออย่างสมเหตุสมผล อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และปราศจากการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
• และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คือ ข้อมูลและข่าวสารสาธารณะในครอบครองของรัฐ โดยต้องอยู่ในรูปแบบ ช่องทางหรือวิธีการที่ทุกคนรวมถึงคนพิการและผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ด้วยตามมาตรฐานสากล”
ประเด็นที่สาม : ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน และการไม่เลือกปฏิบัติ
• เสนอให้เขียนว่า “ในการจัดสรรบุคคลลงตำแหน่งต่างๆ ในกลไกของรัฐทุกระดับ ต้องมีสัดส่วนเพศตรงข้ามไม่น้อยกว่า ๔ ใน ๑๐” เพื่อให้เกิดความเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ
• และเสนอให้ขยายขอบเขตการไม่เลือกปฏิบัติให้กว้างขวางขึ้น โดยขยายการไม่เลือกปฏิบัติรวมไปถึง “เหตุมาจากความแตกต่างจากเพศสภาพ ชาติพันธุ์ สัญชาติ สีผิว พื้นเพทางชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิด” เพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่กำหนดเหตุจาก “ถิ่นกำเนิด ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดทางการเมือง” เท่านั้น
ประเด็นที่สี่ : สิทธิชุมชน
• เสนอให้เขียนเรื่องสิทธิชุมชนให้ชัดเจนในการกำหนดอนาคตตนเอง จัดการกันเอง ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคล เพื่อจัดการกิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์กันเองได้ มีการสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนที่เป็นจริง ให้สอดคล้องแนวคิด “ทุนสัมมา”
• และเพื่อให้ชุมชนมีสิทธิข้างต้น เสนอให้เขียนให้เห็น “การกระจายอำนาจรัฐไปสู่ชุมชน ให้อำนาจจัดการกันเอง โดยภาครัฐทำหน้าที่หนุนเสริมการพัฒนากลไกสนับสนุนการสร้างชุมชนเข้มแข็งและสามารถกำหนดเป็นเขตคุ้มครองวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์เฉพาะชุมชนได้ รวมทั้งมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านจากนโยบาย แผนงาน โครงการและกิจกรรมที่จะดำเนินการในชุมชนนั้นแบบมีส่วนร่วม” ไว้ด้วย
ประเด็นที่ห้า : หน้าที่พลเมือง
• เสนอให้มีการกำหนดหน้าที่ของพลเมืองว่า “ทุกคนมีหน้าที่ในการร่วมพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันดีงามของชุมชนและของชาติ มีหน้าที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะของภาครัฐ และเสียภาษีตามความสามารถที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึง
• และเพื่อให้เกิดสิ่งดังกล่าว ได้เสนอเขียนให้ชัดเจนว่า “รัฐต้องมีหน้าที่ในการพัฒนาศักยภาพการทำหน้าที่พลเมือง ตระหนักถึงคุณค่าหรือค่านิยมในการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย รักชาติ เสียสละ มีความเกื้อกูลแบ่งปันกัน เป็นสังคมแห่งพลังปัญญา สามารถ อยู่ร่วมกันได้ในสังคมพหุวัฒนธรรม และสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรภาคประชาสังคม ภาคประชาชน หรือเครือข่ายพลังพลเมืองได้อย่างหลากหลาย โดยมีการสนับสนุนทางการเงินเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนที่พึ่งพาตนเองและทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม”
ประเด็นที่หก : การสร้างครอบครัวเข้มแข็ง ร่มเย็นและเป็นสุข
• เสนอให้เขียนโดยกำหนดให้ “สถาบันครอบครัวมีหน้าที่พัฒนาสมาชิกในครอบครัวให้เป็นพลเมืองดี สร้างครอบครัวที่อบอุ่น พ่อและแม่มีสิทธิลาเพื่อดูแลบุตรในระยะเวลาที่เพียงพอ สร้างระบบและกลไกที่หนุนเสริมให้ครอบครัวมีบุตรที่มีคุณภาพ”
• และเพื่อให้เกิดสิ่งดังกล่าวได้จริง จึงเสนอให้เขียนให้ชัดเจนว่า “รัฐต้องส่งเสริมให้เกิดครอบครัวที่เข้มแข็งร่มเย็นและเป็นสุข ให้สมาชิกมาอยู่รวมกัน มีระบบหนุนเสริมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว เด็กที่ถูกทอดทิ้งได้รับการส่งเสริมให้มีครอบครัวอุปถัมภ์หรือครอบครัวบุญธรรม มีการป้องกันความรุนแรงในครอบครัวและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม รวมทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูเยียวยาในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว”
ประเด็นที่เจ็ด : สังคมคุณธรรม
• เสนอให้เขียนให้ชัดเจนว่าต้องมี “การจัดระบบและกลไกในการทำให้เกิดสังคมคุณธรรม มีความเกื้อกูลแบ่งปันกัน เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของผู้อื่น และมีมาตรการและกลไกป้องกันและควบคุมการทุจริตประพฤติมิชอบในทุกวงการอย่างจริงจัง”
ประเด็นที่แปด : การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม
ได้มีข้อเสนอที่สำคัญ รวม ๔ ประการ คือ
(๑) การปฏิรูปด้านสังคมเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ในเรื่องระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชราและการเตรียมความพร้อมสู่วัยผู้สูงอายุที่เหมาะสมของประชาชน และปรับปรุงระบบการเกษียณอายุที่เหมาะสม และการนำทุนทางปัญญาของผู้สูงอายุมาใช้ในการพัฒนาประเทศชาติ รวมทั้งการมีระบบและกลไกให้เกิดการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ชมรม ที่เข้มแข็งของประชาชนวัยสูงอายุ
(๒) การปฎิรูประบบสวัสดิการที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ ครอบคลุมทั้งด้านการบริการทางสังคม การประกันสังคม การช่วยเหลือทางสังคม และการสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม
(๓) การเปิดช่องทางที่เปิดโอกาสให้แรงงานเข้าไปเป็นหุ้นส่วนในกิจการที่ตนทำงานอยู่ได้
(๔) การกำหนดให้มีกลไกทำหน้าที่พัฒนาข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และเสนอกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติเพื่อให้เกิดสุขภาวะในทุกมติ สังคมเป็นธรรมสูง ความเหลื่อมล้ำต่ำ โดยให้สามารถให้ดำเนินการให้ดำเนินการได้อย่างคล่องตัวและต่อเนื่องในเวลา ๑๐ ปี
กำหนดการล่าสุดที่ทราบมาก็คือ ในวันที่ ๑๕ – ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ จะมีการเปิดประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้คณะกรรมาธิการฯ ชุดต่าง ๆ ได้นำเสนอต่อที่ประชุม ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์และวิทยุตลอดการประชุม
ผมยังจำคำพูดของ “นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ ที่กล่าวไว้อย่างตอนท้ายของการประชุมได้ว่า
“หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติสิ่งเหล่านี้ไว้ เชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่การภิวัฒน์ไทย ที่มีเป้าหมายในการสร้างสังคมแห่งพลังปัญญา เป็นสังคมคุณธรรม อยู่ร่วมกันได้ในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยมีชุมชนที่เข้มแข็งเป็นรากฐานของประเทศ อันนำไปสู่ มีกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทําให้กลไกของรัฐสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ อย่างแน่นอน”
นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ผมตื่นเต้นและเฝ้ารอผลการประชุมของ สปช. และเสียงตอบรับจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างใจจดใจจ่อตามไปด้วย
วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ซี (วิค)....ที่รัก
๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
ผมมอง “เธอ” ด้วยสายตาละห้อยและยากจะบรรยายวินาทีนั้นเป็นคำพูดออกมาได้ ยามที่ “เขา” ได้พา “เธอ” ผู้อยู่กับผมมากว่า ๕ ปี ๘ เดือน จรจากไปเสียแล้ว
กระโปรงเธอลับตาพอๆกับน้ำปริ่มตาผม แต่นั่นล่ะสายตาของเขาที่มองเธอ มันคือสายตาแห่งความปิติยินดีที่ได้ครอบครองเธอเหมือนกับที่ผมเคยมองมาก่อนแล้ว และนั้นทำให้ผมเชื่อว่า เขาจะดูแลเธอได้อย่างดีมากไม่ต่างจากที่ผมได้ดูแลเธอเป็นอย่างดีมาตลอดเช่นกัน
พุทธภาษิตที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนมาครั้งพุทธกาลกว่า ๒,๖๐๐ ปี ว่า “ปิยานัง อะทะสะนัง ทุกขัง การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์” ยังคงเป็นหลักธรรมที่เที่ยงแท้ยิ่งนัก ยามต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก สิ่งที่คุ้นเคย สิ่งที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
ในบ่ายวันอาทิตย์หนึ่งของเดือนแห่งความรักปี ๒๕๕๒ ผมจำได้ดีว่าพบเธอเข้าโดยบังเอิญที่สถานที่สาธารณะแห่งหนึ่งเยื้องโรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ความสวยของเธอช่างถูกใจผมตั้งแต่ยามแรกพบ
เสียงอันแสนไพเราะ กลิ่นหอมจากโคโลญชั้นดี ประกอบกับท่วงท่าอันสง่างาม ทำให้ในอีกไม่ถึงชั่วโมงถัดมา ผมจึงได้ตัดสินใจชวนเธอมาอยู่ด้วยกัน
ทุกเช้าหากผมไม่เดินทางไปต่างจังหวัด เธอก็จะเดินทางเป็นเพื่อนกับผม และจะรอคอยผมเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน
ในบางวันที่ผมต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด เธอก็จะเฝ้ารอผมอยู่บ้านหรือที่ทำงาน รอคอยผมกลับมาหา เมื่อเธอเห็นผมเหนื่อย เธอก็จะพัดวีผมให้คลายร้อน แถมยังร้องเพลงอันแสนไพเราะที่ผมชอบให้ฟัง
ยามใดที่ผมมีธุระที่ต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัด เธอไม่เคยปฏิเสธผมสักครั้งเดียว ทุกเส้นทางมีเธอร่วมเดินทางไปกับผมอย่างมีความสุขเสมอมา
ผมจำได้ว่าในวันที่เธอร้องขอรางวัลจากผม ว่าอยากได้แว่นตาอันใหม่แทนของเดิมที่ดูเป็นวัยรุ่นมากไป ผมก็พาเธอไปเปลี่ยนแว่นตาให้เหมาะสมกับวัยของเธอ เธอบอกกับผมว่าอยากได้เครื่องเสียงที่เสียงดีขึ้น เล่นได้ทั้งแผ่นดีวีดี วีซีดี เอ็มพีสาม ต่อเชื่อมกับยูเอสบี (USB) และบลูทูธได้ ผมก็รีบไปหาสิ่งนั้นมาให้เธออย่างเต็มใจ
๕ ปีกว่าแล้วสินะ ที่ผมกับเธอต้องเดินทางไปกลับระหว่างนนทบุรีอันเป็นที่ตั้งของที่ทำงานของผมกับนครสวรรค์ซึ่งเป็นจังหวัดที่ภรรยาและลูกของผมอาศัยอยู่ ทุกวันศุกร์เราจะเดินทางไปนครสวรรค์ด้วยกัน เย็นวันอาทิตย์หรือเช้าวันจันทร์ก่อนแสงพระอาทิตย์ขึ้น เราก็จะเป็นเพื่อนเดินทางกลับมาทำงานที่นนทบุรี
เธอคงสงสารผมที่ผมต้องจ่ายเงินทีละมากๆไปกับค่าน้ำมัน ก็แนะนำให้ผมเปลี่ยนไปใช้แก๊สแอลพีจี (LPG) เมื่อผมนำเรื่องนี้มาคิดย้อนหลัง พบว่าประหยัดเงินไปได้กว่าแสนบาททีเดียว แล้วจะไม่ให้ผมหลงเธอและคิดถึงเธอได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร
วันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่ว่าจะเป็นวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ หรือช่วงที่มีวันหยุดยาวๆเธอจะพาผมและครอบครัวไปกราบพ่อและพบปะกับญาติพี่น้องที่บ้านเกิด ผมเห็นรอยยิ้มที่ร่าเริงและแสนสนุกของเธอ เมื่อได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆที่ประดาญาติของผมพามาด้วย
อย่างน้อยปีละครั้ง ที่เราจะพากันไปเที่ยวต่างจังหวัดไกล ๆ ในคราหนึ่งไปเชียงคานด้วยกัน เราใช้เส้นทางที่ผ่านเขาและเส้นทางคดเคี้ยวมาก ผมรู้สึกเมากับการเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา แต่เธอก็คอยดูแลผมและครอบครัวไปจนถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
เธอมักชอบอาสานำทางพาเพื่อนๆ ญาติๆของผมเดินทางไปยังเป้าหมายต่างๆแม้นเธอไม่เคยไป แต่เธอก็ไม่เคยบิดพริ้วหรือเกี่ยงงอน
น้อยครั้งมากเลยที่เธอจะงอแงกับผม มีไม่ถึง ๕ ครั้งที่เธองอนใส่ผม ปฏิเสธเมื่อผมชวนร่วมเดินทางไปด้วยกัน “เธอคงเหนื่อย อยากพักผ่อน และคงอยากให้ผมดูแลมากกว่าเดิม”
มีวันหนึ่งเธอคงไม่สบายมาก จึงบอกผมให้หยุดพักแถว ๆพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในช่วงก่อนรุ่งของเช้าวันจันทร์ ผมพยายามโทรศัพท์หาหมอให้มาดูแลเธอ แต่สุดท้ายกว่าสี่ชั่วโมงหมอถึงจะเดินทางมา และในที่สุดก็ช่วยปฐมพยาบาลเธอจนดีขึ้น และสามารถเดินทางต่อมาทำงานได้
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมยังจำไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ ในเย็นวันนั้นผมมีไข้สูงและปวดหัวมาก จึงตัดสินใจกินยาแก้ไข้เข้าไป ๒ เม็ด และพยายามประคองตัวเองแบบสลึมสลือกลับจากที่ทำงาน
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน คงเป็นเพราะอาการของผมที่แทบจะหลับเพราะฤทธิ์ยา จึงทำให้ก้นของเธอไปชนเข้ากับตอไม้ที่ใช้เป็นสิ่งประดับให้บ้านสวยงามเข้าอย่างจัง ผมเห็นรอยถลอกมีเลือดไหลซิบ จึงรู้สึกผิดมากที่ทำให้เธอเจ็บตัวในวันนั้น
คงเป็นเพราะเธอคงเดินทางกับผมบ่อยมากเกินไปกระมัง กาลเวลาผ่านไปผมอาจดูแลเธอน้อยลง ผิวหนังของเธอจึงดูแห้ง แตกลายงา มีสะเก็ดตามเนื้อตัวจนดูไม่สวย ผมพยายามหาครีมมาทาให้แต่ก็ไม่หายเสียที
ว่าไปแล้วกว่า ๑ สัปดาห์แล้วสินะที่ผมตัดใจเดินจากเธอมา ระยะทางกว่า ๑๓๐,๐๐๐ กิโลเมตร ที่ผมกับเธอเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างปลอดภัย เสียงเพลงอันแสนไพเราะ ความเย็นที่เธอส่งให้ เบาะอันอ่อนนุ่ม เครื่องยนต์ที่มีกำลังแรงดีไม่ตกจากเธอ ได้สร้างความสุขให้กับผมตลอดเวลากว่า ๕ ปี นับเป็นความทรงจำที่ผมมิมีวันลืม
ด้วยความระลึกถึงด้วยความรักที่มีต่อ “น้องซี” หรือ “น้องซีวิค” รุ่นไดแมนชั่น ปี ๒๐๐๔ ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๒ และในบ่ายวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ที่ผมได้ยินยอมให้เธอเดินทางไปอยู่กับเพื่อนคนใหม่ย่านรังสิต ปทุมธานี ที่ผมปรารถนาว่าเขาจะดูแลเธอได้เป็นอย่างดีเฉกเช่นที่ผมดูแลมาอย่างไม่เสื่อมคลาย
ผมมอง “เธอ” ด้วยสายตาละห้อยและยากจะบรรยายวินาทีนั้นเป็นคำพูดออกมาได้ ยามที่ “เขา” ได้พา “เธอ” ผู้อยู่กับผมมากว่า ๕ ปี ๘ เดือน จรจากไปเสียแล้ว
กระโปรงเธอลับตาพอๆกับน้ำปริ่มตาผม แต่นั่นล่ะสายตาของเขาที่มองเธอ มันคือสายตาแห่งความปิติยินดีที่ได้ครอบครองเธอเหมือนกับที่ผมเคยมองมาก่อนแล้ว และนั้นทำให้ผมเชื่อว่า เขาจะดูแลเธอได้อย่างดีมากไม่ต่างจากที่ผมได้ดูแลเธอเป็นอย่างดีมาตลอดเช่นกัน
พุทธภาษิตที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนมาครั้งพุทธกาลกว่า ๒,๖๐๐ ปี ว่า “ปิยานัง อะทะสะนัง ทุกขัง การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์” ยังคงเป็นหลักธรรมที่เที่ยงแท้ยิ่งนัก ยามต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก สิ่งที่คุ้นเคย สิ่งที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
ในบ่ายวันอาทิตย์หนึ่งของเดือนแห่งความรักปี ๒๕๕๒ ผมจำได้ดีว่าพบเธอเข้าโดยบังเอิญที่สถานที่สาธารณะแห่งหนึ่งเยื้องโรงแรมริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี ความสวยของเธอช่างถูกใจผมตั้งแต่ยามแรกพบ
เสียงอันแสนไพเราะ กลิ่นหอมจากโคโลญชั้นดี ประกอบกับท่วงท่าอันสง่างาม ทำให้ในอีกไม่ถึงชั่วโมงถัดมา ผมจึงได้ตัดสินใจชวนเธอมาอยู่ด้วยกัน
ทุกเช้าหากผมไม่เดินทางไปต่างจังหวัด เธอก็จะเดินทางเป็นเพื่อนกับผม และจะรอคอยผมเพื่อกลับบ้านพร้อมกัน
ในบางวันที่ผมต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างจังหวัด เธอก็จะเฝ้ารอผมอยู่บ้านหรือที่ทำงาน รอคอยผมกลับมาหา เมื่อเธอเห็นผมเหนื่อย เธอก็จะพัดวีผมให้คลายร้อน แถมยังร้องเพลงอันแสนไพเราะที่ผมชอบให้ฟัง
ยามใดที่ผมมีธุระที่ต้องเดินทางไกลไปต่างจังหวัด เธอไม่เคยปฏิเสธผมสักครั้งเดียว ทุกเส้นทางมีเธอร่วมเดินทางไปกับผมอย่างมีความสุขเสมอมา
ผมจำได้ว่าในวันที่เธอร้องขอรางวัลจากผม ว่าอยากได้แว่นตาอันใหม่แทนของเดิมที่ดูเป็นวัยรุ่นมากไป ผมก็พาเธอไปเปลี่ยนแว่นตาให้เหมาะสมกับวัยของเธอ เธอบอกกับผมว่าอยากได้เครื่องเสียงที่เสียงดีขึ้น เล่นได้ทั้งแผ่นดีวีดี วีซีดี เอ็มพีสาม ต่อเชื่อมกับยูเอสบี (USB) และบลูทูธได้ ผมก็รีบไปหาสิ่งนั้นมาให้เธออย่างเต็มใจ
๕ ปีกว่าแล้วสินะ ที่ผมกับเธอต้องเดินทางไปกลับระหว่างนนทบุรีอันเป็นที่ตั้งของที่ทำงานของผมกับนครสวรรค์ซึ่งเป็นจังหวัดที่ภรรยาและลูกของผมอาศัยอยู่ ทุกวันศุกร์เราจะเดินทางไปนครสวรรค์ด้วยกัน เย็นวันอาทิตย์หรือเช้าวันจันทร์ก่อนแสงพระอาทิตย์ขึ้น เราก็จะเป็นเพื่อนเดินทางกลับมาทำงานที่นนทบุรี
เธอคงสงสารผมที่ผมต้องจ่ายเงินทีละมากๆไปกับค่าน้ำมัน ก็แนะนำให้ผมเปลี่ยนไปใช้แก๊สแอลพีจี (LPG) เมื่อผมนำเรื่องนี้มาคิดย้อนหลัง พบว่าประหยัดเงินไปได้กว่าแสนบาททีเดียว แล้วจะไม่ให้ผมหลงเธอและคิดถึงเธอได้มากขนาดนี้ได้อย่างไร
วันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่ว่าจะเป็นวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ หรือช่วงที่มีวันหยุดยาวๆเธอจะพาผมและครอบครัวไปกราบพ่อและพบปะกับญาติพี่น้องที่บ้านเกิด ผมเห็นรอยยิ้มที่ร่าเริงและแสนสนุกของเธอ เมื่อได้พบเจอเพื่อนใหม่ๆที่ประดาญาติของผมพามาด้วย
อย่างน้อยปีละครั้ง ที่เราจะพากันไปเที่ยวต่างจังหวัดไกล ๆ ในคราหนึ่งไปเชียงคานด้วยกัน เราใช้เส้นทางที่ผ่านเขาและเส้นทางคดเคี้ยวมาก ผมรู้สึกเมากับการเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา แต่เธอก็คอยดูแลผมและครอบครัวไปจนถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
เธอมักชอบอาสานำทางพาเพื่อนๆ ญาติๆของผมเดินทางไปยังเป้าหมายต่างๆแม้นเธอไม่เคยไป แต่เธอก็ไม่เคยบิดพริ้วหรือเกี่ยงงอน
น้อยครั้งมากเลยที่เธอจะงอแงกับผม มีไม่ถึง ๕ ครั้งที่เธองอนใส่ผม ปฏิเสธเมื่อผมชวนร่วมเดินทางไปด้วยกัน “เธอคงเหนื่อย อยากพักผ่อน และคงอยากให้ผมดูแลมากกว่าเดิม”
มีวันหนึ่งเธอคงไม่สบายมาก จึงบอกผมให้หยุดพักแถว ๆพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ในช่วงก่อนรุ่งของเช้าวันจันทร์ ผมพยายามโทรศัพท์หาหมอให้มาดูแลเธอ แต่สุดท้ายกว่าสี่ชั่วโมงหมอถึงจะเดินทางมา และในที่สุดก็ช่วยปฐมพยาบาลเธอจนดีขึ้น และสามารถเดินทางต่อมาทำงานได้
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมยังจำไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ ในเย็นวันนั้นผมมีไข้สูงและปวดหัวมาก จึงตัดสินใจกินยาแก้ไข้เข้าไป ๒ เม็ด และพยายามประคองตัวเองแบบสลึมสลือกลับจากที่ทำงาน
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน คงเป็นเพราะอาการของผมที่แทบจะหลับเพราะฤทธิ์ยา จึงทำให้ก้นของเธอไปชนเข้ากับตอไม้ที่ใช้เป็นสิ่งประดับให้บ้านสวยงามเข้าอย่างจัง ผมเห็นรอยถลอกมีเลือดไหลซิบ จึงรู้สึกผิดมากที่ทำให้เธอเจ็บตัวในวันนั้น
คงเป็นเพราะเธอคงเดินทางกับผมบ่อยมากเกินไปกระมัง กาลเวลาผ่านไปผมอาจดูแลเธอน้อยลง ผิวหนังของเธอจึงดูแห้ง แตกลายงา มีสะเก็ดตามเนื้อตัวจนดูไม่สวย ผมพยายามหาครีมมาทาให้แต่ก็ไม่หายเสียที
ว่าไปแล้วกว่า ๑ สัปดาห์แล้วสินะที่ผมตัดใจเดินจากเธอมา ระยะทางกว่า ๑๓๐,๐๐๐ กิโลเมตร ที่ผมกับเธอเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างปลอดภัย เสียงเพลงอันแสนไพเราะ ความเย็นที่เธอส่งให้ เบาะอันอ่อนนุ่ม เครื่องยนต์ที่มีกำลังแรงดีไม่ตกจากเธอ ได้สร้างความสุขให้กับผมตลอดเวลากว่า ๕ ปี นับเป็นความทรงจำที่ผมมิมีวันลืม
ด้วยความระลึกถึงด้วยความรักที่มีต่อ “น้องซี” หรือ “น้องซีวิค” รุ่นไดแมนชั่น ปี ๒๐๐๔ ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๒ และในบ่ายวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ที่ผมได้ยินยอมให้เธอเดินทางไปอยู่กับเพื่อนคนใหม่ย่านรังสิต ปทุมธานี ที่ผมปรารถนาว่าเขาจะดูแลเธอได้เป็นอย่างดีเฉกเช่นที่ผมดูแลมาอย่างไม่เสื่อมคลาย
วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ใจไม่สิ้นรัก
๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
มีคนเคยแนะนำผมมานานแล้วว่า หากเครียด ควรหาอะไรมาทำ ปล่อยวาง อย่าพยายามหวนไปคิดถึงเรื่องที่ก่อให้เกิดความเครียดนั้น
วิธีการหนึ่งที่ผมชอบใช้เพื่อแก้ความเครียดนั่นก็คือ “อ่านหนังสือ” วันนี้ผมเลยหยิบหนังสือนิยายที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อจนจบ ใจผมล่องลอยคล้อยตามไปกับตัวอักษรที่โลดแล่นไปตามบรรทัด สัมผัสและรับรสจากวรรณกรรมที่ผู้ประพันธ์และผู้แปลเป็นภาคภาษาไทยได้สรรสร้างและถ่ายทอดออกมาอย่างดูดดื่ม
“ใจไม่สิ้นรัก” ได้ผูกโยงเรื่องราวให้ใจสองดวงที่ต่างหลงทาง อ้างว้างมาหลายชั่วแรมปีโคจรมาพบรักของกันและกันอีกครั้ง “ความรักกับความหลัง” ได้เติมเต็มและเยียวยาความบอบช้ำของเขาและเธอให้อ่อนหวานดังเดิม และเมื่อท้ายที่สุดแล้ว ความรักย่อมมีความหมายมากมายที่หาคำอธิบายได้มิรู้จบ
ความรักของ “อะแมนด้า” กับ “ดอว์สัน” ที่ครั้งหนึ่งเมื่อกว่า ๒๐ ปี เธอและเขาคือคู่รักที่ทุกคนต่างอิจฉา แต่ต้องแยกเส้นทางรักสายนั้นด้วยเหตุผลที่ต่างคนต่างมี ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง พลันดอกไม้ความรักนั้นก็เบ่งบานชูช่อ แต่ด้วย “ศีลธรรม” จึงทำให้ดอกรักดอกนั้นปักอยู่เฉพาะภายในห้องหัวใจเท่านั้น
“อะแมนด้า” คุณแม่สาวสวยวัย ๔๐ ขวบปี ได้แต่งงานกับ “แฟรงค์” ชายที่แม่เลือกให้มากว่า ๒๐ ปี มีลูกสาวและลูกชายอันเป็นที่รักของเธอ รวม ๔ คน ได้แก่ “จาเร็ด” พี่ชายคนโต “ลีนน์” น้องสาวคนรอง “เบอา” น้องชายคนที่สาม และ “แอนเนตต์” ลูกคนเล็ก
ชีวิตคู่ของเธอเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ “เบอา” มาเสียไปตอนวัยเด็ก “แฟรงค์” เริ่มหันมาดื่มเหล้าเมายา พูดอ้อแอ้เมื่อกลับถึงบ้าน สร้างความเบื่อหน่ายวันละเล็กละน้อยให้กับเธอ
วันนั้นเธอได้รับโทรศัพท์จาก “มอร์แกน แทนเนอร์” ทนายความของ “ทัค” เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เป็นเพื่อนที่เข้าใจชีวิตของเธอเป็นที่สุด ซึ่งรวมถึงเข้าใจถึงความรักระหว่างเธอกับ “ดอว์สัน” ที่มีต่อกันเมื่อกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา
ทนายความแจ้งให้เธอทราบว่า “ทัค” ได้เสียชีวิตลง และต้องการให้เธอทำอะไรให้กับเขาสักอย่างหนึ่ง เธอจึงเอ่ยปากลาผู้เป็นแม่และลูก ๆ ของเธอ เพื่อเดินทางไปยัง "เมืองโอเรียนทัล” ตามที่ทนายความแจ้งข่าวมา
ภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าเธอคือบ้านของ “ทัค” หลังนั้นที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางสนามหญ้า ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เหมือนเมื่ออดีตที่เธอกับ “ดอว์สัน” เคยใช้เป็นสถานที่บอกรักกัน เธอหวนคำนึงถึงอดีต คิดถึงความรักที่เธอมีต่อชายคนที่เธอรัก
เธอต้องตื่นจากพะวังเมื่อมีรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดบนลานหน้าบ้าน เธอค่อย ๆ เพ่งมองชายคนนั้นที่กำลังก้าวลงจากรถและค่อย ๆ เดินย่างก้าวตรงมาหาเธอ ในที่สุดเธอดีใจสุดขีดเมื่อชายคนนั้นก็คือ “ดอว์สัน” คนที่เธอรักและไม่ได้เจอหน้ามากว่า ๒๐ ปี
ทั้งคู่วิ่งเข้าหากัน ต่างโอบกอดกันอย่างดูดดื่มเพื่อทดแทนเวลาที่ห่างหายไป เมื่อตั้งสติได้แล้วทั้งคู่ต่างก็บอกเล่าวิถีชีวิตของตนเองให้กับคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งฟัง
“ดอว์สัน” เล่าให้กับ “อะแมนด้า” ฟังว่า หลังจากที่ “อะแมนด้า” กลับไปแต่งงานแล้ว เขาเองรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก ก็มีเพียง “ทัค” เท่านั้นที่คอยปลอบใจให้ทุเลาลง และวันหนึ่งเขาเกิดขับรถไปชน “หมอบอนเนอร์” เสียชีวิตลง เขาถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา ๔ ปี และเมื่อออกจากคุกเขาสมัครไปทำงานที่แท่นเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งในอ่าวเวอร์มิลเลี่ยน รัฐหลุยเซียนา โดยไม่สนใจสาวคนใดเลย และเมื่อมีรายได้ก็จัดแบ่งส่งมาให้ “มาริลีน” ผู้เป็นภรรยาของ “หมอบอนเนอร์” เพื่อช่วยประทังความเดือดร้อน และชดเชยความผิดที่ตัวเองก่อไว้
เย็นวันนั้น ทั้งคู่พยายามใช้เวลาที่มีอยู่ภายในบ้านของ “ทัค” หลังนั้น กินอาหารด้วยกัน เล่าเรื่องต่าง ๆ ที่แต่ละคนผ่านมาให้อีกคนหนึ่งฟัง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน และนัดหมายไปพบทนายความในวันรุ่งขึ้น
“มอร์แกน แทนเนอร์” ทนายความ ได้บอกเล่าเจตนาของ “ทัค” ที่มีต่อทั้งคู่ให้ช่วยนำอัฐิไปโปรยที่กระท่อมที่เมือง “แวนเดอเมียร์” พร้อมทั้งมอบจดหมาย ๓ ฉบับให้กับเขาและเธอไป ฉบับหนึ่ง จ่าหน้าซองถึง “ดอว์สัน” อีกฉบับหนึ่ง จ่าถึง “อะแมนด้า” และฉบับที่สาม ไม่ได้จ่าถึงใคร โดยทนายความได้เน้นย้ำว่า ให้ทั้งคู่อ่านจดหมายที่ไม่ได้จ่าหน้าซองก่อนเริ่มพิธีโปรยอัฐิ
ทั้งคู่ตัดสินใจเช่ารถยนต์คันหนึ่งขับมุ่งหน้าไปยังกระท่อมตามที่เพื่อนรักของเขาร้องขอ และเมื่อเดินทางไปถึงทั้งคู่ก็เริ่มพิธี โดยหยิบจดหมายฉบับนั้นมาอ่าน
เนื้อความของจดหมายมีความยาวกว่า ๕ หน้ากระดาษ บรรยายถึงความรักและความเศร้าโศกที่ “ทัค” มีต่อ “คลาร่า” แฟนสาวของเธอที่ตายไปก่อนหน้านี้ “ทัค” ได้ขอร้องให้ทั้งคู่ โปรยเถ้าอัฐิบนสวนดอกไม้รอบบ้าน ซ้ำไปบนเถ้าอัฐิของ “คลาร่า” ที่ “ทัค” โปรยไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้เขาและ “คลาร่า” ได้อยู่ด้วยกัน
ทั้งคู่ช่วยกันโปรยเถ้าอัฐิไปบนร่องสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้ตามคำขอของ “ทัค” ในเนื้อความจดหมาย
หลังจากเสร็จภารกิจ ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะค้างคืนที่บ้านหลังนั้น เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีที่ “ทัค” มีต่อเขาและเธอ ภายในบ้านหลังนั้น ได้ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องอาหาร เครื่องดื่มและที่นอน สะอาดเหมือนมีคนมาจัดเตรียมไว้
ทั้งคู่ใช้เวลาในค่ำคืนนั้น พลอดรักกันและตะกองกอดกันจนรุ่งเช้า
ทั้งคู่บ่ายหน้ามุ่งสู่บ้านของ “ทัค” ที่ “เมืองโอเรียนทัล” และเมื่อมาถึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของทั้งคู่คือแม่ของเธอ ที่กำลังนั่งรออยู่ เมื่อ “ดอว์สัน” ปลีกตัวไปอีกทางหนึ่ง แม่ของเธอจึงเข้ามาคุยด้วย และบอกกับเธอว่า “อย่าโกหกต่อไปอีกเลย” และกล่าวทิ้งท้ายกับเธอว่า “ไม่ว่าลูกจะทำยังไงกับมัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลูก” ก่อนที่แม่จะเดินจากเธอไป
เธอกล่าวร่ำลา “ดอว์สัน” หลังจากที่ทั้งคู่ปลอบโยนและให้กำลังใจกันอย่างยาวนาน
ก่อนเดินทางกลับ “ดอว์สัน” ได้หยิบจดหมายที่ “ทัค” เขียนถึงมาอ่าน ก่อนขับรถแวะไปยังหลุมฝังศพของ “หมอบอนเนอร์” เพื่อกราบสักการะก่อนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งก็ได้พบ “มาริลีน” ภรรยาของ “หมอบอนเนอร์” เมื่อทั้งคู่เจอกัน “มาริลีน” ได้ขอร้องให้ “ดอว์สัน” อย่าลงโทษตัวเองมากมายขนาดนั้น
ทางฝ่าย “อะแมนด้า” เมื่อขับรถผ่านสุสานแห่งนั้น หันไปเห็น “ดอว์สัน” กำลังยืนอยู่หน้าหลุมศพ หัวใจเธอเรียกร้องอยากพบเขาอีกสักครั้ง เธอคิดอยู่นานว่าจะลงไปหาเขาดีไหม แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน เมื่อเธอเหนื่อยเธอจอดรถพัก แล้วก็หยิบจดหมายที่ “ทัค” เขียนถึงมาอ่าน เนื้อหาในจดหมายบ่งบอกถึงความรักที่เขามีต่อเธอและให้กำลังใจในการตัดสินใจอย่างมีสติ
ระหว่างที่เธอขับรถกลับด้วยดวงใจที่เหม่อลอย พลันเธอต้องสะดุ้ง เมื่อมีสายเรียกเข้ามายังมือถือเธอ ข้อความปลายสายบอกกับเธอว่า “จาเร็ดและแฟรงค์เกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล” เธอตกใจสุดขีด รีบบึ่งรถยนต์ไปยังโรงพยาบาลทันที
ทางฝ่าย “ดอว์สัน” หลังจากล่ำลา “มาริลีน” แล้ว ก็มุ่งหน้าขับรถกลับบ้าน สมองก็คิดถึงเรื่องราวของหัวใจของเขาที่มีต่อ “อะแมนด้า” พลันความคิดแวบหนึ่งก็มาแทรกความคิดให้หยุดลง “เขาลืมจดหมายทิ้งไว้ที่บ้านของทัค” เขาตัดสินใจเลี้ยวรถกลับทันที
เขาค่อย ๆ ขับรถมาตามถนน จนถึงหัวโค้งแห่งนั้น เป็นหัวโค้งที่เขาขับรถชน “หมอบอนเนอร์” สายตาเขาเห็นชายคนหนึ่งยินอยู่ เมื่อเขาขับรถไปใกล้ ๆ เขารู้สึกคุ้น ๆ กับชายคนนั้น เขารีบเดินลงไปหาร่างของชายคนนั้น แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นก็ถอยหนี เขาออกวิ่งร่างนั้นก็วิ่งทิ้งระยะห่าง เขาแปลกใจเขาพยายามวิ่งให้เร็วขึ้น ร่างนั้นก็วิ่งเร็วขึ้น ทั้งคู่วิ่งตามกันไป จนในที่สุดก็มาถึง บาร์แห่งหนึ่ง
เขาได้ยินเสียงอึกทึกภายในบาร์ตามติดด้วยเสียงปืน เขารีบก้าวเท้าเข้าไปในบาร์แห่งนั้น ภาพที่ปรากฏต่อสายตาเขาคือภาพของ “เท็ค” กับ “เอบี้” อันธพาล กำลังทำร้าย “อลัน”
“ดอว์สัน” จำได้ว่า “อลัน” คือลูกชายของ “หมอบอนเนอร์” เขารีบเข้าไปช่วยจัดการกับอันธพาลทั้งคู่ จนหมอบราบคาบไป และพา “อลัน” ออกมาจากบาร์ได้ แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นประตูของบาร์แห่งนั้น เขาต้องล้มลงเมื่อสิ้นเสียงปืนที่ “เท็ค” คว้าขึ้นมาจากพื้นและเล็งส่องไปยังเขา
ทางฝ่าย “อะแมนด้า” เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องไอซียู เดินไปเดินมา ใจก็เฝ้ารอคำตอบจากพยาบาลหรือแพทย์ที่ช่วยชีวิตลูกชายและสามีของเธออย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งพยาบาลรายหนึ่งเดินออกมา จึงรู้ว่าสามีของเธอปลอดภัย และลูกชายเธออาการหนักมาก
หัวใจเธอแทบสลายเมื่อ “หมอมิลล์” แพทย์ผู้รักษาลูกชายเธอออกมาจากห้องแล้วบอกกับเธอว่า “อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้หัวใจของลูกชายของเธอรั่ว คาดว่าลิ้นหัวใจไตรคัสปิดอาจถูกทำลาย และต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ”
เธอแทบล้มทั้งยืน ในใจนึกเกลียดสามีของเธอมากขึ้น อีกความรู้สึกหนึ่งก็สับสนไม่รู้จะทำอะไรดี เธอเซ็นชื่อในใบยินยอมไปโดยไม่รู้ตัว
หลายชั่วโมงผ่านไป จนเวลาเที่ยงคืนยี่สิบนาทีของวันที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเธอ แพทย์คนเดิมก็เดินมาพบกับเธอ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
“ลูกคุณ หัวใจจะล้มเหลว ถ้าไม่มีการแทรกแซง ไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่ได้อีกนานมั้ย”
เธอเหมือนโดนกำปั้นต่อยท้อง ก่อนจะที่ตะโกนอ้อนวอนขอให้หมอชีวิตลูกของเธออย่างเต็มกำลัง
“หมอมิลล์” เอ่ยปากกับเธอว่า คงจะต้องเรียกประชุมกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งที่ผ่านมากรณีแบบนี้น้อยมากจะได้รับการอนุมัติ
แต่นับว่าเธอยังโชคดีที่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง “หมอมิลล์” ก็เดินมาบอกกับเธอว่าคณะกรรมการยินยอมให้เปลี่ยนหัวใจได้ คำตอบที่ได้รับทำให้เธอกระโดดสุดตัวด้วยความดีใจ แต่เมื่อหมอบอกให้เธอรอว่าจะมีหัวใจที่เปลี่ยนและเข้ากับลูกชายเธอ ทำให้เธอกลับมาอยู่ในอาการสับสนดังเดิม
นานนับสิบชั่วโมง “หมอมิลล์” ก็เดินเข้ามาบอกกับเธอว่า “เจอหัวใจที่เข้ากัยนได้แล้ว นับเป็นโอกาสหนึ่งในล้านซึ่งผ่านเข้ามา”
อะแมนด้ารูสึกว่าอะดรีนาลีนฉีดพล่านไปทั่วกาย ทุกเส้นประสาทตื่นตัว เมื่อสิ้นเสียง “หมอมิลล์” ที่พูดว่า
“หัวใจจากผู้บริจาค ตอนนี้กำลังถูกส่งมาที่โรงพยาบาล และมีกำหนดเวลาผ่าตัดกันแล้ว”
สองปีผ่านไปหลังจากเหตุการณ์วันนั้น “จาเร็ด” เข้ามาคุยกับแม่ของเขา พร้อมกับเอ่ยปากบอกแม่ของเขาว่า “อยากจะส่งจดหมายไปให้ครอบครัวของผู้บริจาคหัวใจให้เขา”
“อะแมนด้า” หลุบตาต่ำลง เอ่ยปากตอบลูกชายเขาไปว่า “เป็นกระบวนการที่ต้องสงวนชื่อผู้บริจาคไว้” ก่อนที่จะเอ่ยกับลูกชายของเธอว่า “ขอแม่กอดหน่อยสิลูก”
“จาเร็ด” โผเข้าสู่อ้อมกอดแม่เธอ “ผมรักแม่ฮะ” เขาพึมพำกอดเธอแน่น
“อะแมนด้า” หลับตาลง รู้สึกถึงจังหวะของหัวใจที่สม่ำเสมอในอกของลูกชาย ความคิดหวนคิดไปถึงคำพูดของ “มอร์แกน แทนเนอร์” ที่โทรมาบอกว่า “ดอว์สัน” คือเจ้าของหัวใจที่ช่วยเหลือลูกชายเธอไว้ ก่อนจะเอ่ยปากว่า “แม่ก็รักลูกจ๊ะ”
ขอบคุณ “วรางคณา เหมศุกล” ผู้แปลนิยายรักโรแมนติกแสนเศร้านาม “ใจไม่สิ้นรัก” และ “นิโคลัส สปาร์ค” ผู้ประพันธ์จากต้นฉบับเรื่อง “The Best of Me” ไว้อย่างซาบซึ้ง จนผมบรรจงอ่านจนจบในค่ำคืนนี้ และได้สลายความเครียดที่ประเดประดังเข้ามาได้จนเกือบหมดสิ้น
มีคนเคยแนะนำผมมานานแล้วว่า หากเครียด ควรหาอะไรมาทำ ปล่อยวาง อย่าพยายามหวนไปคิดถึงเรื่องที่ก่อให้เกิดความเครียดนั้น
วิธีการหนึ่งที่ผมชอบใช้เพื่อแก้ความเครียดนั่นก็คือ “อ่านหนังสือ” วันนี้ผมเลยหยิบหนังสือนิยายที่อ่านค้างไว้มาอ่านต่อจนจบ ใจผมล่องลอยคล้อยตามไปกับตัวอักษรที่โลดแล่นไปตามบรรทัด สัมผัสและรับรสจากวรรณกรรมที่ผู้ประพันธ์และผู้แปลเป็นภาคภาษาไทยได้สรรสร้างและถ่ายทอดออกมาอย่างดูดดื่ม
“ใจไม่สิ้นรัก” ได้ผูกโยงเรื่องราวให้ใจสองดวงที่ต่างหลงทาง อ้างว้างมาหลายชั่วแรมปีโคจรมาพบรักของกันและกันอีกครั้ง “ความรักกับความหลัง” ได้เติมเต็มและเยียวยาความบอบช้ำของเขาและเธอให้อ่อนหวานดังเดิม และเมื่อท้ายที่สุดแล้ว ความรักย่อมมีความหมายมากมายที่หาคำอธิบายได้มิรู้จบ
ความรักของ “อะแมนด้า” กับ “ดอว์สัน” ที่ครั้งหนึ่งเมื่อกว่า ๒๐ ปี เธอและเขาคือคู่รักที่ทุกคนต่างอิจฉา แต่ต้องแยกเส้นทางรักสายนั้นด้วยเหตุผลที่ต่างคนต่างมี ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง พลันดอกไม้ความรักนั้นก็เบ่งบานชูช่อ แต่ด้วย “ศีลธรรม” จึงทำให้ดอกรักดอกนั้นปักอยู่เฉพาะภายในห้องหัวใจเท่านั้น
“อะแมนด้า” คุณแม่สาวสวยวัย ๔๐ ขวบปี ได้แต่งงานกับ “แฟรงค์” ชายที่แม่เลือกให้มากว่า ๒๐ ปี มีลูกสาวและลูกชายอันเป็นที่รักของเธอ รวม ๔ คน ได้แก่ “จาเร็ด” พี่ชายคนโต “ลีนน์” น้องสาวคนรอง “เบอา” น้องชายคนที่สาม และ “แอนเนตต์” ลูกคนเล็ก
ชีวิตคู่ของเธอเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ “เบอา” มาเสียไปตอนวัยเด็ก “แฟรงค์” เริ่มหันมาดื่มเหล้าเมายา พูดอ้อแอ้เมื่อกลับถึงบ้าน สร้างความเบื่อหน่ายวันละเล็กละน้อยให้กับเธอ
วันนั้นเธอได้รับโทรศัพท์จาก “มอร์แกน แทนเนอร์” ทนายความของ “ทัค” เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เป็นเพื่อนที่เข้าใจชีวิตของเธอเป็นที่สุด ซึ่งรวมถึงเข้าใจถึงความรักระหว่างเธอกับ “ดอว์สัน” ที่มีต่อกันเมื่อกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา
ทนายความแจ้งให้เธอทราบว่า “ทัค” ได้เสียชีวิตลง และต้องการให้เธอทำอะไรให้กับเขาสักอย่างหนึ่ง เธอจึงเอ่ยปากลาผู้เป็นแม่และลูก ๆ ของเธอ เพื่อเดินทางไปยัง "เมืองโอเรียนทัล” ตามที่ทนายความแจ้งข่าวมา
ภาพที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าเธอคือบ้านของ “ทัค” หลังนั้นที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางสนามหญ้า ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เหมือนเมื่ออดีตที่เธอกับ “ดอว์สัน” เคยใช้เป็นสถานที่บอกรักกัน เธอหวนคำนึงถึงอดีต คิดถึงความรักที่เธอมีต่อชายคนที่เธอรัก
เธอต้องตื่นจากพะวังเมื่อมีรถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดบนลานหน้าบ้าน เธอค่อย ๆ เพ่งมองชายคนนั้นที่กำลังก้าวลงจากรถและค่อย ๆ เดินย่างก้าวตรงมาหาเธอ ในที่สุดเธอดีใจสุดขีดเมื่อชายคนนั้นก็คือ “ดอว์สัน” คนที่เธอรักและไม่ได้เจอหน้ามากว่า ๒๐ ปี
ทั้งคู่วิ่งเข้าหากัน ต่างโอบกอดกันอย่างดูดดื่มเพื่อทดแทนเวลาที่ห่างหายไป เมื่อตั้งสติได้แล้วทั้งคู่ต่างก็บอกเล่าวิถีชีวิตของตนเองให้กับคู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งฟัง
“ดอว์สัน” เล่าให้กับ “อะแมนด้า” ฟังว่า หลังจากที่ “อะแมนด้า” กลับไปแต่งงานแล้ว เขาเองรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก ก็มีเพียง “ทัค” เท่านั้นที่คอยปลอบใจให้ทุเลาลง และวันหนึ่งเขาเกิดขับรถไปชน “หมอบอนเนอร์” เสียชีวิตลง เขาถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา ๔ ปี และเมื่อออกจากคุกเขาสมัครไปทำงานที่แท่นเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งในอ่าวเวอร์มิลเลี่ยน รัฐหลุยเซียนา โดยไม่สนใจสาวคนใดเลย และเมื่อมีรายได้ก็จัดแบ่งส่งมาให้ “มาริลีน” ผู้เป็นภรรยาของ “หมอบอนเนอร์” เพื่อช่วยประทังความเดือดร้อน และชดเชยความผิดที่ตัวเองก่อไว้
เย็นวันนั้น ทั้งคู่พยายามใช้เวลาที่มีอยู่ภายในบ้านของ “ทัค” หลังนั้น กินอาหารด้วยกัน เล่าเรื่องต่าง ๆ ที่แต่ละคนผ่านมาให้อีกคนหนึ่งฟัง ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน และนัดหมายไปพบทนายความในวันรุ่งขึ้น
“มอร์แกน แทนเนอร์” ทนายความ ได้บอกเล่าเจตนาของ “ทัค” ที่มีต่อทั้งคู่ให้ช่วยนำอัฐิไปโปรยที่กระท่อมที่เมือง “แวนเดอเมียร์” พร้อมทั้งมอบจดหมาย ๓ ฉบับให้กับเขาและเธอไป ฉบับหนึ่ง จ่าหน้าซองถึง “ดอว์สัน” อีกฉบับหนึ่ง จ่าถึง “อะแมนด้า” และฉบับที่สาม ไม่ได้จ่าถึงใคร โดยทนายความได้เน้นย้ำว่า ให้ทั้งคู่อ่านจดหมายที่ไม่ได้จ่าหน้าซองก่อนเริ่มพิธีโปรยอัฐิ
ทั้งคู่ตัดสินใจเช่ารถยนต์คันหนึ่งขับมุ่งหน้าไปยังกระท่อมตามที่เพื่อนรักของเขาร้องขอ และเมื่อเดินทางไปถึงทั้งคู่ก็เริ่มพิธี โดยหยิบจดหมายฉบับนั้นมาอ่าน
เนื้อความของจดหมายมีความยาวกว่า ๕ หน้ากระดาษ บรรยายถึงความรักและความเศร้าโศกที่ “ทัค” มีต่อ “คลาร่า” แฟนสาวของเธอที่ตายไปก่อนหน้านี้ “ทัค” ได้ขอร้องให้ทั้งคู่ โปรยเถ้าอัฐิบนสวนดอกไม้รอบบ้าน ซ้ำไปบนเถ้าอัฐิของ “คลาร่า” ที่ “ทัค” โปรยไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้เขาและ “คลาร่า” ได้อยู่ด้วยกัน
ทั้งคู่ช่วยกันโปรยเถ้าอัฐิไปบนร่องสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้ตามคำขอของ “ทัค” ในเนื้อความจดหมาย
หลังจากเสร็จภารกิจ ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะค้างคืนที่บ้านหลังนั้น เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีที่ “ทัค” มีต่อเขาและเธอ ภายในบ้านหลังนั้น ได้ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องอาหาร เครื่องดื่มและที่นอน สะอาดเหมือนมีคนมาจัดเตรียมไว้
ทั้งคู่ใช้เวลาในค่ำคืนนั้น พลอดรักกันและตะกองกอดกันจนรุ่งเช้า
ทั้งคู่บ่ายหน้ามุ่งสู่บ้านของ “ทัค” ที่ “เมืองโอเรียนทัล” และเมื่อมาถึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของทั้งคู่คือแม่ของเธอ ที่กำลังนั่งรออยู่ เมื่อ “ดอว์สัน” ปลีกตัวไปอีกทางหนึ่ง แม่ของเธอจึงเข้ามาคุยด้วย และบอกกับเธอว่า “อย่าโกหกต่อไปอีกเลย” และกล่าวทิ้งท้ายกับเธอว่า “ไม่ว่าลูกจะทำยังไงกับมัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับลูก” ก่อนที่แม่จะเดินจากเธอไป
เธอกล่าวร่ำลา “ดอว์สัน” หลังจากที่ทั้งคู่ปลอบโยนและให้กำลังใจกันอย่างยาวนาน
ก่อนเดินทางกลับ “ดอว์สัน” ได้หยิบจดหมายที่ “ทัค” เขียนถึงมาอ่าน ก่อนขับรถแวะไปยังหลุมฝังศพของ “หมอบอนเนอร์” เพื่อกราบสักการะก่อนเดินทางกลับบ้าน ซึ่งก็ได้พบ “มาริลีน” ภรรยาของ “หมอบอนเนอร์” เมื่อทั้งคู่เจอกัน “มาริลีน” ได้ขอร้องให้ “ดอว์สัน” อย่าลงโทษตัวเองมากมายขนาดนั้น
ทางฝ่าย “อะแมนด้า” เมื่อขับรถผ่านสุสานแห่งนั้น หันไปเห็น “ดอว์สัน” กำลังยืนอยู่หน้าหลุมศพ หัวใจเธอเรียกร้องอยากพบเขาอีกสักครั้ง เธอคิดอยู่นานว่าจะลงไปหาเขาดีไหม แต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจขับรถมุ่งหน้ากลับบ้าน เมื่อเธอเหนื่อยเธอจอดรถพัก แล้วก็หยิบจดหมายที่ “ทัค” เขียนถึงมาอ่าน เนื้อหาในจดหมายบ่งบอกถึงความรักที่เขามีต่อเธอและให้กำลังใจในการตัดสินใจอย่างมีสติ
ระหว่างที่เธอขับรถกลับด้วยดวงใจที่เหม่อลอย พลันเธอต้องสะดุ้ง เมื่อมีสายเรียกเข้ามายังมือถือเธอ ข้อความปลายสายบอกกับเธอว่า “จาเร็ดและแฟรงค์เกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล” เธอตกใจสุดขีด รีบบึ่งรถยนต์ไปยังโรงพยาบาลทันที
ทางฝ่าย “ดอว์สัน” หลังจากล่ำลา “มาริลีน” แล้ว ก็มุ่งหน้าขับรถกลับบ้าน สมองก็คิดถึงเรื่องราวของหัวใจของเขาที่มีต่อ “อะแมนด้า” พลันความคิดแวบหนึ่งก็มาแทรกความคิดให้หยุดลง “เขาลืมจดหมายทิ้งไว้ที่บ้านของทัค” เขาตัดสินใจเลี้ยวรถกลับทันที
เขาค่อย ๆ ขับรถมาตามถนน จนถึงหัวโค้งแห่งนั้น เป็นหัวโค้งที่เขาขับรถชน “หมอบอนเนอร์” สายตาเขาเห็นชายคนหนึ่งยินอยู่ เมื่อเขาขับรถไปใกล้ ๆ เขารู้สึกคุ้น ๆ กับชายคนนั้น เขารีบเดินลงไปหาร่างของชายคนนั้น แต่เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้นก็ถอยหนี เขาออกวิ่งร่างนั้นก็วิ่งทิ้งระยะห่าง เขาแปลกใจเขาพยายามวิ่งให้เร็วขึ้น ร่างนั้นก็วิ่งเร็วขึ้น ทั้งคู่วิ่งตามกันไป จนในที่สุดก็มาถึง บาร์แห่งหนึ่ง
เขาได้ยินเสียงอึกทึกภายในบาร์ตามติดด้วยเสียงปืน เขารีบก้าวเท้าเข้าไปในบาร์แห่งนั้น ภาพที่ปรากฏต่อสายตาเขาคือภาพของ “เท็ค” กับ “เอบี้” อันธพาล กำลังทำร้าย “อลัน”
“ดอว์สัน” จำได้ว่า “อลัน” คือลูกชายของ “หมอบอนเนอร์” เขารีบเข้าไปช่วยจัดการกับอันธพาลทั้งคู่ จนหมอบราบคาบไป และพา “อลัน” ออกมาจากบาร์ได้ แต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นประตูของบาร์แห่งนั้น เขาต้องล้มลงเมื่อสิ้นเสียงปืนที่ “เท็ค” คว้าขึ้นมาจากพื้นและเล็งส่องไปยังเขา
ทางฝ่าย “อะแมนด้า” เมื่อมายืนอยู่หน้าห้องไอซียู เดินไปเดินมา ใจก็เฝ้ารอคำตอบจากพยาบาลหรือแพทย์ที่ช่วยชีวิตลูกชายและสามีของเธออย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งพยาบาลรายหนึ่งเดินออกมา จึงรู้ว่าสามีของเธอปลอดภัย และลูกชายเธออาการหนักมาก
หัวใจเธอแทบสลายเมื่อ “หมอมิลล์” แพทย์ผู้รักษาลูกชายเธอออกมาจากห้องแล้วบอกกับเธอว่า “อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้หัวใจของลูกชายของเธอรั่ว คาดว่าลิ้นหัวใจไตรคัสปิดอาจถูกทำลาย และต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ”
เธอแทบล้มทั้งยืน ในใจนึกเกลียดสามีของเธอมากขึ้น อีกความรู้สึกหนึ่งก็สับสนไม่รู้จะทำอะไรดี เธอเซ็นชื่อในใบยินยอมไปโดยไม่รู้ตัว
หลายชั่วโมงผ่านไป จนเวลาเที่ยงคืนยี่สิบนาทีของวันที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเธอ แพทย์คนเดิมก็เดินมาพบกับเธอ พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า
“ลูกคุณ หัวใจจะล้มเหลว ถ้าไม่มีการแทรกแซง ไม่แน่ใจว่าเขาจะอยู่ได้อีกนานมั้ย”
เธอเหมือนโดนกำปั้นต่อยท้อง ก่อนจะที่ตะโกนอ้อนวอนขอให้หมอชีวิตลูกของเธออย่างเต็มกำลัง
“หมอมิลล์” เอ่ยปากกับเธอว่า คงจะต้องเรียกประชุมกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ซึ่งที่ผ่านมากรณีแบบนี้น้อยมากจะได้รับการอนุมัติ
แต่นับว่าเธอยังโชคดีที่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง “หมอมิลล์” ก็เดินมาบอกกับเธอว่าคณะกรรมการยินยอมให้เปลี่ยนหัวใจได้ คำตอบที่ได้รับทำให้เธอกระโดดสุดตัวด้วยความดีใจ แต่เมื่อหมอบอกให้เธอรอว่าจะมีหัวใจที่เปลี่ยนและเข้ากับลูกชายเธอ ทำให้เธอกลับมาอยู่ในอาการสับสนดังเดิม
นานนับสิบชั่วโมง “หมอมิลล์” ก็เดินเข้ามาบอกกับเธอว่า “เจอหัวใจที่เข้ากัยนได้แล้ว นับเป็นโอกาสหนึ่งในล้านซึ่งผ่านเข้ามา”
อะแมนด้ารูสึกว่าอะดรีนาลีนฉีดพล่านไปทั่วกาย ทุกเส้นประสาทตื่นตัว เมื่อสิ้นเสียง “หมอมิลล์” ที่พูดว่า
“หัวใจจากผู้บริจาค ตอนนี้กำลังถูกส่งมาที่โรงพยาบาล และมีกำหนดเวลาผ่าตัดกันแล้ว”
สองปีผ่านไปหลังจากเหตุการณ์วันนั้น “จาเร็ด” เข้ามาคุยกับแม่ของเขา พร้อมกับเอ่ยปากบอกแม่ของเขาว่า “อยากจะส่งจดหมายไปให้ครอบครัวของผู้บริจาคหัวใจให้เขา”
“อะแมนด้า” หลุบตาต่ำลง เอ่ยปากตอบลูกชายเขาไปว่า “เป็นกระบวนการที่ต้องสงวนชื่อผู้บริจาคไว้” ก่อนที่จะเอ่ยกับลูกชายของเธอว่า “ขอแม่กอดหน่อยสิลูก”
“จาเร็ด” โผเข้าสู่อ้อมกอดแม่เธอ “ผมรักแม่ฮะ” เขาพึมพำกอดเธอแน่น
“อะแมนด้า” หลับตาลง รู้สึกถึงจังหวะของหัวใจที่สม่ำเสมอในอกของลูกชาย ความคิดหวนคิดไปถึงคำพูดของ “มอร์แกน แทนเนอร์” ที่โทรมาบอกว่า “ดอว์สัน” คือเจ้าของหัวใจที่ช่วยเหลือลูกชายเธอไว้ ก่อนจะเอ่ยปากว่า “แม่ก็รักลูกจ๊ะ”
ขอบคุณ “วรางคณา เหมศุกล” ผู้แปลนิยายรักโรแมนติกแสนเศร้านาม “ใจไม่สิ้นรัก” และ “นิโคลัส สปาร์ค” ผู้ประพันธ์จากต้นฉบับเรื่อง “The Best of Me” ไว้อย่างซาบซึ้ง จนผมบรรจงอ่านจนจบในค่ำคืนนี้ และได้สลายความเครียดที่ประเดประดังเข้ามาได้จนเกือบหมดสิ้น
วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป : ข้อเรียกร้องบนหลักการประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ
๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
นับเป็นปรากฎการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นบนหลักการสำคัญของการปกครอง “ตามระบอบประชาธิปไตย” เมื่อประชาชน ภาคองค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร กว่า ๓๐ เครือข่ายทั่วประเทศ อาทิ เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง เครือข่ายจัดการที่ดินแนวใหม่แห่งชาติ เป็นต้น กว่า ๒๐๐ คน มารวมตัวกัน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน “เวทีขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่ผ่านมา
ในวันนั้น “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป หรือ สชป.” มาประชุมปรึกษาหารือกันถึงช่องทางการเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย ที่กำลังเกิดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ อยู่ในขณะนี้
ที่ประชุมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า
• ในสถานการณ์เช่นนี้นับเป็นโอกาสที่ดี ที่มี “กลไกแม่น้ำ ๕ สาย” อันประกอบด้วย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย
• การปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้ ควรมีการสร้างสะพานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะจะทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาในแต่ละด้านต้องนำมาสู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” เพื่อนำพาประเทศชาติประชาชนไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน
• ในปัจจุบัน มีพลังมวลชนที่หลากหลายที่ขับเคลื่อนงานเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีข้อมูล มีประสบการณ์ และองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปครั้งนี้
• ควรจัดตั้ง “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป หรือ สชป.” เป็น “แม่น้ำสายที่ ๖” เป็นช่องทางร่วมมือกับ “กลไกแม่น้ำ ๕ สาย” เพื่อเชื่อมโยงกับพลังมวลชนที่กระจายอยู่นอกสภา ทำงานแบบเสริมพลังกันและกัน และร่วมกันเป็นเจ้าของการปฏิรูปประเทศครั้งนี้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่
และที่ประชุมยังได้รับรู้ถึงกำหนดการเปิดตัว “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป หรือ สชป.” ที่จะจัดขึ้น ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันประกาศความร่วมมือจัดตั้ง สชป. แสดงจุดยืนเป็นองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน พลเมืองในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย พร้อมเสนอ ๖ ข้อ “ปฏิรูปประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” ประกอบด้วย
ข้อ ๑ สชป. ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงองค์กรภาคประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อระดมความความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำรัฐธรรมฉบับใหม่อย่างเป็นอิสระ
ข้อ ๒ สชป. เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จะต้องกำหนดกรอบทิศทางไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจไปสู่การเพิ่มอำนาจประชาชน ทั้งเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค นโยบายพื้นฐานแห่งชาติ การใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงของประชาชน ด้วยการกำหนดให้มี “สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่สี่ การกำกับตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น สิทธิในการกำหนดอนาคตเพื่อการพัฒนาในแต่ละท้องถิ่น การขจัดความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม ตลอดจนการรักษาไว้ซึ่งหลักการสำคัญที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทรัพยากรร่วมของคนไทย การนำไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ต้องเป็นไปตามความเห็นร่วมของสังคม
ข้อ ๓ สชป. เห็นว่าในระยะเวลาประมาณหนึ่งปีของการปฏิรูประเทศ รัฐบาลต้อง เสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้คนไทยทุกคน ตระหนักและเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศได้อย่างหลากหลายช่องทาง ตลอดจน ไม่ดำเนินการใด ๆ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป จนกว่าข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปในแต่ละด้านจะเป็นที่ยุติ และเห็นพ้องต้องกันของสังคม อาทิเช่น การชะลอการให้สัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ ๒๑ หรือยุติความพยายามในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ก่อน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปด้านพลังงาน เป็นต้น
ข้อ ๔ สชป. ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่มาจากการระดมความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน แต่ด้วยระยะเวลาจำกัดเพียงหนึ่งปี จึงทำได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น ดังนั้นต้องมีการวางพื้นฐาน กลไกหรือกฎหมายและมีการกำหนดเงื่อนไขให้มีการดำเนินงานต่อเนื่องไว้ในรัฐธรรมนูญ
ข้อ ๕ ในสถานการณ์เร่งด่วน สชป. เห็นว่า คำสั่งของ คสช. บางคำสั่ง ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น คำสั่งที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งระบุว่า การปราบปรามหยุดยั้งการบุกรุกการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และ ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการรื้อถอน ทำลายพืชผล จับกุมเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ยากไร้ และได้อยู่อาศัยเดิมในพื้นที่นั้น รวมทั้งอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาตามนโยบายคนอยู่ร่วมกับป่าของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการกำกับ ดูแล และสั่งการให้หน่วยปฏิบัติของราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยุติการกระทำดังกล่าว และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด โดยมีบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืน
ข้อ ๖ เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง ๕ ประการข้างต้น สชป. จะดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยสนับสนุนการขับเคลื่อน สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปทั้งในระดับพื้นที่และประเด็นปัญหา สร้างช่องทางการประสานงานที่ภาคประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนการสร้างระบบการสื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดการรับรู้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การติดตามหนุนเสริมและวางแผนการทำงานในระยะยาวต่อไป
ในการประชุมวันนั้น ทาง สชป. ได้เรียนเชิญ “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.” กว่า ๑๐ คน มาร่วมรับฟังและให้มุมมองต่อการขับเคลื่อนครั้งนี้
สมาชิก สปช. ทุกคนต่างแสดงทัศนะที่ชื่นชมและสนับสนุนแนวทางของขบวนของ สชป. อาทิ
“นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “สปช.เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยพลังพลเมืองที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของสังคมในการร่วมผลักดัน และเรื่องการปฏิรูปไม่ใช่งานแค่หนึ่งปี”
“นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” กล่าวย้ำเตือนว่า “ปัจจุบันความคิดเห็นยังมีความแตกต่างกัน การทำให้เกิดพลังจะต้องมีความชัดเจนในเป้าหมายเชิงประเด็นที่หลากหลาย เราต้องตกลงกันให้ดี นี้คือหลักการที่สำคัญ”
“นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า “การปฎิรูปครั้งนี้ต้องเป็นกระบวนการที่มีวุฒิภาวะ เป็นกระบวนการที่หวังผล ต้องมาจัดองค์ประกอบใหม่ โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมาร่วมคิด เพื่อให้เกิดทางเลือกแนวใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และมีกติกาในเชิงความคิด”
“นางฑิฆัมพร กองสอน” กล่าวสนับสนุนว่า “เรามีเป้าหมายร่วมกันในการปฏิรูป คือ ต้องให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ หากการมีส่วนร่วมครั้งนี้ มีกลไกตั้งแต่ระดับตำบล มีการเปิดเวทีเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่ เพราะเราอยู่ในพื้นที่เราจะรู้ว่าพื้นที่เรามีปัญหาอะไรบ้าง แต่ก็จะคาดหวังจาก สปช. ทั้งหมดไม่ได้ ไม่อยากให้เรื่องการปฏิรูปเป็นเพียงตัวหนังสือ อยากเห็นการปฏิรูปครั้งนี้ นำมาสู่การปฏิบัติ”
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้ผมอดคิดไปถึงสิ่งที่ “เอมี่ กัทแมน” และ “เดนนิส ทอมป์สัน” (Amy Gutmann & Dennis Thompson) นักปรัชญาการเมือง ได้เรียกร้องไว้ในช่วงต้นศตวรรตที่ ๒๑ ให้ยกระดับประชาธิปไตยไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” หรือ “Deliberative Democracy”
ที่หมายถึง “การที่คนในสังคมทุกฝ่ายมีโอกาสมาร่วมสนทนาทางการเมือง ร่วมอภิปรายสาธารณะ หรือแลกเปลี่ยนความเห็นสาธารณะอย่างเท่าเทียมกันและอย่างมีอิสระในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคมหรือชุมชน เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อแสวงหาและก่อให้เกิดมติร่วมหรือเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันที่จำเป็นสำหรับนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาทางการเมืองหรือเป็นกรอบสำหรับการพัฒนาเพื่ออนาคตของชุมชนและสังคม”
เพราะสิ่งที่กำลังขึ้นอยู่ในขณะนี้ คือกระบวนการ “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” ซึ่งถือเป็นการยกระดับ “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” ไปอีกขั้นหนึ่ง
นับเป็นปรากฎการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นบนหลักการสำคัญของการปกครอง “ตามระบอบประชาธิปไตย” เมื่อประชาชน ภาคองค์กรชุมชน ประชาสังคม นักวิชาการ นักธุรกิจ เกษตรกร กว่า ๓๐ เครือข่ายทั่วประเทศ อาทิ เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง เครือข่ายจัดการที่ดินแนวใหม่แห่งชาติ เป็นต้น กว่า ๒๐๐ คน มารวมตัวกัน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน “เวทีขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” ที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่ผ่านมา
ในวันนั้น “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป หรือ สชป.” มาประชุมปรึกษาหารือกันถึงช่องทางการเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย ที่กำลังเกิดขึ้นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ อยู่ในขณะนี้
ที่ประชุมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า
• ในสถานการณ์เช่นนี้นับเป็นโอกาสที่ดี ที่มี “กลไกแม่น้ำ ๕ สาย” อันประกอบด้วย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่จัดทำพิมพ์เขียวเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย
• การปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้ ควรมีการสร้างสะพานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะจะทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของ และมีส่วนร่วมในการกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาในแต่ละด้านต้องนำมาสู่การ “ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” เพื่อนำพาประเทศชาติประชาชนไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน
• ในปัจจุบัน มีพลังมวลชนที่หลากหลายที่ขับเคลื่อนงานเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีข้อมูล มีประสบการณ์ และองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปครั้งนี้
• ควรจัดตั้ง “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป หรือ สชป.” เป็น “แม่น้ำสายที่ ๖” เป็นช่องทางร่วมมือกับ “กลไกแม่น้ำ ๕ สาย” เพื่อเชื่อมโยงกับพลังมวลชนที่กระจายอยู่นอกสภา ทำงานแบบเสริมพลังกันและกัน และร่วมกันเป็นเจ้าของการปฏิรูปประเทศครั้งนี้อย่างเคียงบ่าเคียงไหล่
และที่ประชุมยังได้รับรู้ถึงกำหนดการเปิดตัว “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป หรือ สชป.” ที่จะจัดขึ้น ณ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันประกาศความร่วมมือจัดตั้ง สชป. แสดงจุดยืนเป็นองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน พลเมืองในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทย พร้อมเสนอ ๖ ข้อ “ปฏิรูปประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” ประกอบด้วย
ข้อ ๑ สชป. ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงองค์กรภาคประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อระดมความความคิดเห็นและจัดทำข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำรัฐธรรมฉบับใหม่อย่างเป็นอิสระ
ข้อ ๒ สชป. เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จะต้องกำหนดกรอบทิศทางไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และกระจายอำนาจไปสู่การเพิ่มอำนาจประชาชน ทั้งเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค นโยบายพื้นฐานแห่งชาติ การใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงของประชาชน ด้วยการกำหนดให้มี “สภาพลเมือง” เป็นอำนาจที่สี่ การกำกับตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น สิทธิในการกำหนดอนาคตเพื่อการพัฒนาในแต่ละท้องถิ่น การขจัดความเหลื่อมล้ำจากการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม ตลอดจนการรักษาไว้ซึ่งหลักการสำคัญที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นทรัพยากรร่วมของคนไทย การนำไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ต้องเป็นไปตามความเห็นร่วมของสังคม
ข้อ ๓ สชป. เห็นว่าในระยะเวลาประมาณหนึ่งปีของการปฏิรูประเทศ รัฐบาลต้อง เสริมสร้างให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้คนไทยทุกคน ตระหนักและเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศได้อย่างหลากหลายช่องทาง ตลอดจน ไม่ดำเนินการใด ๆ อันจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป จนกว่าข้อเสนอว่าด้วยการปฏิรูปในแต่ละด้านจะเป็นที่ยุติ และเห็นพ้องต้องกันของสังคม อาทิเช่น การชะลอการให้สัมปทานสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ ๒๑ หรือยุติความพยายามในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้ก่อน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปด้านพลังงาน เป็นต้น
ข้อ ๔ สชป. ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่มาจากการระดมความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน แต่ด้วยระยะเวลาจำกัดเพียงหนึ่งปี จึงทำได้เพียงบางเรื่องเท่านั้น ดังนั้นต้องมีการวางพื้นฐาน กลไกหรือกฎหมายและมีการกำหนดเงื่อนไขให้มีการดำเนินงานต่อเนื่องไว้ในรัฐธรรมนูญ
ข้อ ๕ ในสถานการณ์เร่งด่วน สชป. เห็นว่า คำสั่งของ คสช. บางคำสั่ง ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน เช่น คำสั่งที่ ๖๔/๒๕๕๗ และ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งระบุว่า การปราบปรามหยุดยั้งการบุกรุกการทำลายทรัพยากรป่าไม้ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และ ผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการรื้อถอน ทำลายพืชผล จับกุมเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ยากไร้ และได้อยู่อาศัยเดิมในพื้นที่นั้น รวมทั้งอยู่ในกระบวนการแก้ไขปัญหาตามนโยบายคนอยู่ร่วมกับป่าของรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลควรมีมาตรการกำกับ ดูแล และสั่งการให้หน่วยปฏิบัติของราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยุติการกระทำดังกล่าว และปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด โดยมีบทลงโทษต่อผู้ฝ่าฝืน
ข้อ ๖ เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง ๕ ประการข้างต้น สชป. จะดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน โดยสนับสนุนการขับเคลื่อน สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปทั้งในระดับพื้นที่และประเด็นปัญหา สร้างช่องทางการประสานงานที่ภาคประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนการสร้างระบบการสื่อสารสู่สาธารณะให้เกิดการรับรู้ได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การติดตามหนุนเสริมและวางแผนการทำงานในระยะยาวต่อไป
ในการประชุมวันนั้น ทาง สชป. ได้เรียนเชิญ “สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช.” กว่า ๑๐ คน มาร่วมรับฟังและให้มุมมองต่อการขับเคลื่อนครั้งนี้
สมาชิก สปช. ทุกคนต่างแสดงทัศนะที่ชื่นชมและสนับสนุนแนวทางของขบวนของ สชป. อาทิ
“นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” ได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “สปช.เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยพลังพลเมืองที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของสังคมในการร่วมผลักดัน และเรื่องการปฏิรูปไม่ใช่งานแค่หนึ่งปี”
“นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” กล่าวย้ำเตือนว่า “ปัจจุบันความคิดเห็นยังมีความแตกต่างกัน การทำให้เกิดพลังจะต้องมีความชัดเจนในเป้าหมายเชิงประเด็นที่หลากหลาย เราต้องตกลงกันให้ดี นี้คือหลักการที่สำคัญ”
“นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา” สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า “การปฎิรูปครั้งนี้ต้องเป็นกระบวนการที่มีวุฒิภาวะ เป็นกระบวนการที่หวังผล ต้องมาจัดองค์ประกอบใหม่ โครงสร้างดังกล่าวจะต้องมาร่วมคิด เพื่อให้เกิดทางเลือกแนวใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วม และมีกติกาในเชิงความคิด”
“นางฑิฆัมพร กองสอน” กล่าวสนับสนุนว่า “เรามีเป้าหมายร่วมกันในการปฏิรูป คือ ต้องให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ หากการมีส่วนร่วมครั้งนี้ มีกลไกตั้งแต่ระดับตำบล มีการเปิดเวทีเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในพื้นที่ เพราะเราอยู่ในพื้นที่เราจะรู้ว่าพื้นที่เรามีปัญหาอะไรบ้าง แต่ก็จะคาดหวังจาก สปช. ทั้งหมดไม่ได้ ไม่อยากให้เรื่องการปฏิรูปเป็นเพียงตัวหนังสือ อยากเห็นการปฏิรูปครั้งนี้ นำมาสู่การปฏิบัติ”
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ทำให้ผมอดคิดไปถึงสิ่งที่ “เอมี่ กัทแมน” และ “เดนนิส ทอมป์สัน” (Amy Gutmann & Dennis Thompson) นักปรัชญาการเมือง ได้เรียกร้องไว้ในช่วงต้นศตวรรตที่ ๒๑ ให้ยกระดับประชาธิปไตยไปสู่ “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” หรือ “Deliberative Democracy”
ที่หมายถึง “การที่คนในสังคมทุกฝ่ายมีโอกาสมาร่วมสนทนาทางการเมือง ร่วมอภิปรายสาธารณะ หรือแลกเปลี่ยนความเห็นสาธารณะอย่างเท่าเทียมกันและอย่างมีอิสระในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคมหรือชุมชน เพื่อให้กิจกรรมดังกล่าวเป็นเครื่องมือหรือกระบวนการในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อแสวงหาและก่อให้เกิดมติร่วมหรือเจตจำนงทางการเมืองร่วมกันที่จำเป็นสำหรับนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาทางการเมืองหรือเป็นกรอบสำหรับการพัฒนาเพื่ออนาคตของชุมชนและสังคม”
เพราะสิ่งที่กำลังขึ้นอยู่ในขณะนี้ คือกระบวนการ “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” ซึ่งถือเป็นการยกระดับ “ประชาธิปไตยแบบตัวแทน” ไปอีกขั้นหนึ่ง
วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
แกะรอยสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี
๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
“อินทิรา คานธี” อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย ได้เคยกล่าวไว้ว่า “หากมีเหรียญคนละเหรียญนำมาแลกกัน ก็จะได้กลับไปคนละเหรียญ หากความรู้นำมาแลกกัน ก็จะได้กลับไปคนละสองความรู้”
คำกล่าวนี้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวเปิดในเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานต่อคณะอนุกรรมการรางวัลสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดย “รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก” ผู้อำนวยการสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนา จังหวัดลพบุรี ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ในช่วงสายของวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นบอกเล่าให้ที่ประชุมได้เข้าใจถึงพัฒนาการของขบวน “สมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” ที่มีมาอย่างยาวนาน
จากกระแสการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติที่ขับเคลื่อนโดยสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ในช่วงปี ๒๕๔๔ ที่ภาคประชาสังคมในจังหวัดลพบุรีก็ได้มาอยู่ในขบวนสายธารนี้ มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อร่วมกันให้ข้อเสนอแนะต่อกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ และส่งต่อความเห็นนั้นไปร่วมกับพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศไทย
จากการทำงานครั้งนั้นกลายเป็นจุดสำคัญในการเปิดพื้นที่สาธารณะ เชื้อเชิญผู้คนในจังหวัดได้มาเข้าร่วมกำหนดอนาคตคนลพบุรี มีเวทีสาธารณะระดับจังหวัดเกิดขึ้นทุกปี โดยแต่ละปีมีการหยิบยกประเด็นสำคัญมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น
ปี ๒๕๔๕ “สร้างสุขภาพดี ลพบุรีน่าอยู่” เพื่อหล่อหลอมอุดมการณ์ “สร้างนำซ่อม”
ปี ๒๕๔๖ “ชีวิตสาธารณะ ท้องถิ่นน่าอยู่”
ปี ๒๕๔๗ “แม่น้ำลพบุรี” และ “เกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพ”
ปี ๒๕๔๘ “วิทยุชุมชน สร้างคน สร้างสุขภาพ”
ปี ๒๕๔๙ “สุขภาพ ความดีงามและความพอเพียง”
ปี ๒๕๕๐ “การสร้างสังคมรู้รักสามัคคี”
หลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ จังหวัดลพบุรีก็ยังคงเดินหน้ายกระดับกระบวนการ “สมัชชาสุขภาพ” มาใช้ในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
ปี ๒๕๕๑ ได้มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับตำบล ภายใต้หัวข้อ “ตำบลต้นแบบแห่งสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่ตำบลชอนสมบูรณ์ อำเภอหนองม่วง เป็นฐานปฏิบัติการ มี “พระครูใบฎีกาทรงพล ชยนันโท” เป็นแกนนำ จับประเด็นเรื่อง “การแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น” ขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก ซึ่งในที่สุดเกิด “ยุทธศาสตร์ไข่แดง” ที่กำหนดให้ “วัยรุ่นที่เป็นเป้าหมายคือไข่แดง” ที่ไข่ขาว คือ ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ต้องจับมือกันดูแลไข่แดงเป็นเป้าหมายร่วมกัน
แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่ก็สามารถสร้างความสั่นสะเทือนและเป็นบทเรียนไปในวงกว้างไว้ เปรียบดัง “เด็ดดอกไม้ดอกเดียว กระเทือนถึงดวงดาว” ปัญหา “ท้องไม่พร้อมในตำบลชอนสมบูรณ์มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด และกลายเป็นต้นแบบสู่การขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั้งระดับอำเภอและจังหวัด
ปี ๒๕๕๒ ได้ขยายประเด็นของสมัชชาสุขภาพระดับตำบลให้กว้างขึ้น โดยหยิบยกประเด็น “สุขภาวะวัยเจริญพันธุ์ : เด็กดีสร้างสุข” มาปรึกษาหารือกัน และเกิดประเด็นร่วมต่อยอดไปในอีก ๓ ประเด็นคือ (๑) การลดละเลิกเหล้าสร้างสุขพอเพียง (๒) อาหารปลอดพิษชีวิตปลอดภัยสู่นโยบายทางอาหาร และ (๓) ชุมชนเป็นสุข สร้างสุขพอเพียง
ปี ๒๕๕๓ มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับอำเภอ ในประเด็น “สุขภาวะวัยเจริญพันธุ์ : เด็กดีสร้างสุข” โดยการถอดบทเรียนการดำเนินงานแก้ไขปัญหา “ท้องไม่พร้อม” ของตำบลชอนสมบูรณ์ มาขยายผลสู่ตำบลอื่น ๆ ของอำเภอหนองม่วง
ปี ๒๕๕๔ มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัด ในประเด็น “ชาวลพบุรีฟื้นฟูภัยพิบัติจัดการสุขภาวะ” และมีการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงาน “ท้องไม่พร้อม” ของอำเภอหนองม่วง โดยมีการพัฒนาศักยภาพแกนนำถอดบทเรียนและบันทึกเรื่องราวการทำงานที่ผ่านมา
ปี ๒๕๕๕ จัดสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัด ในประเด็น “การแก้ปัญหาวัยรุ่นไทยกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมของจังหวัดลพบุรี” มาปรึกษาหารือกันจนในที่สุดเกิดมติระดับจังหวัด
ในการขับเคลื่อนงานตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๕ กลไกที่ทำหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้เข้ามาทำงานร่วมกันคือ “สถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนา”
วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นับเป็นวันสำคัญของการยกระดับกระบวนการสมัชชาสุขภาพ โดย “นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวลพบุรี และได้ชวนคุย ชวนลองทำ “สมัชชาสุขภาพจังหวัด” เต็มรูปแบบ เกิดแรงบันดาลใจและพลังใจกับทีมงานอย่างเต็มเปี่ยม จนนำไปสู่การเริ่มต้นการทบทวนจังหวะก้าวการทำงานในอดีต เกิดการสานพลังกัลยาณมิตรทั้งเพื่อนเก่าและใหม่ ภายใต้แนวคิด “รักษาเพื่อนเก่า แสวงหาเพื่อนใหม่เพิ่ม”
นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เป็นต้นมา จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานโดยเพิ่ม “สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี” เข้ามาร่วมเป็นกลไกฝ่ายเลขานุการ
ในปีดังกล่าวเกิด “คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” หรือ “คจ.สจ.ลพบุรี” ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีเป็นประธาน มีที่ปรึกษา รวม ๑๑ คน กรรมการ ๔๖ คน โดยมีสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนาจังหวัดลพบุรี และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ร่วมกันเป็นเลขานุการ
ในปีนี้ได้มีการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรีเต็มรูปแบบไปเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดยมี ๓ ระเบียบวาระ คือ (๑) อาหารปลอดภัย (๒) การตั้งครรภ์ไม่พร้อม และ (๓) เด็กติดเกม
ภายหลังจากที่มีมติสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรีออกมาแล้ว ได้มีการตั้ง “คณะทำงานประสานงานและสนับสนุนการขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” หรือ “คป.สช.ลบ.” เป็นกลไกในการขับเคลื่อนมติสู่การปฏิบัติ มีกลไกย่อย ๕ ทีม ประกอบด้วย (๑) ผู้ทรงคุณวุฒิ (๒) คณะทำงานฝ่ายอำนวยการ (๓) คณะทำงานฝ่ายวิชาการ (๔) คณะทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ สื่อเพื่อสังคม (๕) คณะทำงานฝ่ายประเมินผล และ (๖) คณะทำงานฝ่ายเลขานุการ โดย คป.สช.ลบ. จะมีการประชุมปรึกษาหารือกันทุก ๒ เดือน
สำหรับในปี ๒๕๕๗ ก็ได้มีการเตรียมจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี เป็นครั้งที่ ๒ ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ นี้ โดยมีการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเป็นระเบียบวาระการประชุมรวม ๕ เรื่อง คือ (๑) พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ (๒) การพัฒนาระบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง (๓) การคุ้มครองผู้บริโภค : การจัดการปัญหาโฆษณาอาหาร ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ (๔) การจัดการแก้ไขปัญหายาเสพติด และ (๕) สิ่งแวดล้อมกับวิถีชีวิต
ผมอดคิดไม่ได้ว่ากระบวนการทำงานของสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรีกว่าสิบปี ได้สร้างให้เกิดคุณค่าถึง ๖ ประการ ที่เปรียบประดุจ “เพชรหกเหลี่ยม” ทอแสงสู่สายตาของผู้คนที่ได้เข้ามาเรียนรู้
หนึ่ง ทำให้ได้เห็นคุณค่าและความงดงามที่หลากหลายอยู่ในพื้นที่
สอง เป็นกระบวนการที่ทำให้ได้ทบทวนจังหวะก้าวของการทำงานในพื้นที่
สาม เป็นการเติมเต็ม เสริมพลังใจ เติมฝัน เติมไฟ เติมใจให้กับทีมงานซึ่งกันและกัน
สี่ ทำให้ได้เจอคนหัวใจเดียวกัน และได้เรียนรู้จากกันและกัน
ห้า ได้มุมมองที่กว้างและหลากหลาย พบคนทำงานตัวจริง เสียงจริง
หก ได้โอกาสเรียนรู้ และสร้างพลังจากทุนทางสังคม
และคุณค่าที่เกิดขึ้นนี้เอง ได้ถากถางเส้นทางวันนี้ของ “สมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” จนกลายเป็นจังหวัดตัวแทนของภาคกลาง ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับรางวัล “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๗” ที่จะมีการนำเสนอผลงานในเวทีการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๗ ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๒๔ – ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ นี้
ขอสะกิดบอก “รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก” ในตอนท้ายนี้ว่า “ในวันนั้น ผมเดินทางออกจากจังหวัดลพบุรี ผมได้ซึมซับประสบการณ์ใหม่ มุมมองใหม่และความรู้ใหม่ ที่ทรงคุณค่าต่อการพัฒนางาน “สมัชชาสุขภาพ” ในอนาคตยิ่งนัก ซึ่งมีค่ามากกว่าสองความรู้ตามที่ “อินทิรา คานธี” ได้กล่าวไว้”
“อินทิรา คานธี” อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดีย ได้เคยกล่าวไว้ว่า “หากมีเหรียญคนละเหรียญนำมาแลกกัน ก็จะได้กลับไปคนละเหรียญ หากความรู้นำมาแลกกัน ก็จะได้กลับไปคนละสองความรู้”
คำกล่าวนี้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวเปิดในเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานต่อคณะอนุกรรมการรางวัลสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดย “รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก” ผู้อำนวยการสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนา จังหวัดลพบุรี ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ในช่วงสายของวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นบอกเล่าให้ที่ประชุมได้เข้าใจถึงพัฒนาการของขบวน “สมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” ที่มีมาอย่างยาวนาน
จากกระแสการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติที่ขับเคลื่อนโดยสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ในช่วงปี ๒๕๔๔ ที่ภาคประชาสังคมในจังหวัดลพบุรีก็ได้มาอยู่ในขบวนสายธารนี้ มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อร่วมกันให้ข้อเสนอแนะต่อกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ และส่งต่อความเห็นนั้นไปร่วมกับพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศไทย
จากการทำงานครั้งนั้นกลายเป็นจุดสำคัญในการเปิดพื้นที่สาธารณะ เชื้อเชิญผู้คนในจังหวัดได้มาเข้าร่วมกำหนดอนาคตคนลพบุรี มีเวทีสาธารณะระดับจังหวัดเกิดขึ้นทุกปี โดยแต่ละปีมีการหยิบยกประเด็นสำคัญมานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น
ปี ๒๕๔๕ “สร้างสุขภาพดี ลพบุรีน่าอยู่” เพื่อหล่อหลอมอุดมการณ์ “สร้างนำซ่อม”
ปี ๒๕๔๖ “ชีวิตสาธารณะ ท้องถิ่นน่าอยู่”
ปี ๒๕๔๗ “แม่น้ำลพบุรี” และ “เกษตรที่เอื้อต่อสุขภาพ”
ปี ๒๕๔๘ “วิทยุชุมชน สร้างคน สร้างสุขภาพ”
ปี ๒๕๔๙ “สุขภาพ ความดีงามและความพอเพียง”
ปี ๒๕๕๐ “การสร้างสังคมรู้รักสามัคคี”
หลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ จังหวัดลพบุรีก็ยังคงเดินหน้ายกระดับกระบวนการ “สมัชชาสุขภาพ” มาใช้ในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง
ปี ๒๕๕๑ ได้มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับตำบล ภายใต้หัวข้อ “ตำบลต้นแบบแห่งสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่ตำบลชอนสมบูรณ์ อำเภอหนองม่วง เป็นฐานปฏิบัติการ มี “พระครูใบฎีกาทรงพล ชยนันโท” เป็นแกนนำ จับประเด็นเรื่อง “การแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น” ขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก ซึ่งในที่สุดเกิด “ยุทธศาสตร์ไข่แดง” ที่กำหนดให้ “วัยรุ่นที่เป็นเป้าหมายคือไข่แดง” ที่ไข่ขาว คือ ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ต้องจับมือกันดูแลไข่แดงเป็นเป้าหมายร่วมกัน
แม้จะเป็นพื้นที่เล็ก ๆ แต่ก็สามารถสร้างความสั่นสะเทือนและเป็นบทเรียนไปในวงกว้างไว้ เปรียบดัง “เด็ดดอกไม้ดอกเดียว กระเทือนถึงดวงดาว” ปัญหา “ท้องไม่พร้อมในตำบลชอนสมบูรณ์มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด และกลายเป็นต้นแบบสู่การขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั้งระดับอำเภอและจังหวัด
ปี ๒๕๕๒ ได้ขยายประเด็นของสมัชชาสุขภาพระดับตำบลให้กว้างขึ้น โดยหยิบยกประเด็น “สุขภาวะวัยเจริญพันธุ์ : เด็กดีสร้างสุข” มาปรึกษาหารือกัน และเกิดประเด็นร่วมต่อยอดไปในอีก ๓ ประเด็นคือ (๑) การลดละเลิกเหล้าสร้างสุขพอเพียง (๒) อาหารปลอดพิษชีวิตปลอดภัยสู่นโยบายทางอาหาร และ (๓) ชุมชนเป็นสุข สร้างสุขพอเพียง
ปี ๒๕๕๓ มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับอำเภอ ในประเด็น “สุขภาวะวัยเจริญพันธุ์ : เด็กดีสร้างสุข” โดยการถอดบทเรียนการดำเนินงานแก้ไขปัญหา “ท้องไม่พร้อม” ของตำบลชอนสมบูรณ์ มาขยายผลสู่ตำบลอื่น ๆ ของอำเภอหนองม่วง
ปี ๒๕๕๔ มีการจัดสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัด ในประเด็น “ชาวลพบุรีฟื้นฟูภัยพิบัติจัดการสุขภาวะ” และมีการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนงาน “ท้องไม่พร้อม” ของอำเภอหนองม่วง โดยมีการพัฒนาศักยภาพแกนนำถอดบทเรียนและบันทึกเรื่องราวการทำงานที่ผ่านมา
ปี ๒๕๕๕ จัดสมัชชาสุขภาพระดับจังหวัด ในประเด็น “การแก้ปัญหาวัยรุ่นไทยกับการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมของจังหวัดลพบุรี” มาปรึกษาหารือกันจนในที่สุดเกิดมติระดับจังหวัด
ในการขับเคลื่อนงานตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๕ กลไกที่ทำหน้าที่ในการประสานเชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้เข้ามาทำงานร่วมกันคือ “สถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนา”
วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นับเป็นวันสำคัญของการยกระดับกระบวนการสมัชชาสุขภาพ โดย “นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวลพบุรี และได้ชวนคุย ชวนลองทำ “สมัชชาสุขภาพจังหวัด” เต็มรูปแบบ เกิดแรงบันดาลใจและพลังใจกับทีมงานอย่างเต็มเปี่ยม จนนำไปสู่การเริ่มต้นการทบทวนจังหวะก้าวการทำงานในอดีต เกิดการสานพลังกัลยาณมิตรทั้งเพื่อนเก่าและใหม่ ภายใต้แนวคิด “รักษาเพื่อนเก่า แสวงหาเพื่อนใหม่เพิ่ม”
นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เป็นต้นมา จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานโดยเพิ่ม “สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี” เข้ามาร่วมเป็นกลไกฝ่ายเลขานุการ
ในปีดังกล่าวเกิด “คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” หรือ “คจ.สจ.ลพบุรี” ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีเป็นประธาน มีที่ปรึกษา รวม ๑๑ คน กรรมการ ๔๖ คน โดยมีสถาบันนารายณ์เพื่อการพัฒนาจังหวัดลพบุรี และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ร่วมกันเป็นเลขานุการ
ในปีนี้ได้มีการจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรีเต็มรูปแบบไปเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ โดยมี ๓ ระเบียบวาระ คือ (๑) อาหารปลอดภัย (๒) การตั้งครรภ์ไม่พร้อม และ (๓) เด็กติดเกม
ภายหลังจากที่มีมติสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรีออกมาแล้ว ได้มีการตั้ง “คณะทำงานประสานงานและสนับสนุนการขับเคลื่อนสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” หรือ “คป.สช.ลบ.” เป็นกลไกในการขับเคลื่อนมติสู่การปฏิบัติ มีกลไกย่อย ๕ ทีม ประกอบด้วย (๑) ผู้ทรงคุณวุฒิ (๒) คณะทำงานฝ่ายอำนวยการ (๓) คณะทำงานฝ่ายวิชาการ (๔) คณะทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ สื่อเพื่อสังคม (๕) คณะทำงานฝ่ายประเมินผล และ (๖) คณะทำงานฝ่ายเลขานุการ โดย คป.สช.ลบ. จะมีการประชุมปรึกษาหารือกันทุก ๒ เดือน
สำหรับในปี ๒๕๕๗ ก็ได้มีการเตรียมจัดสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี เป็นครั้งที่ ๒ ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ นี้ โดยมีการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเป็นระเบียบวาระการประชุมรวม ๕ เรื่อง คือ (๑) พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ (๒) การพัฒนาระบบการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง (๓) การคุ้มครองผู้บริโภค : การจัดการปัญหาโฆษณาอาหาร ยา เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ (๔) การจัดการแก้ไขปัญหายาเสพติด และ (๕) สิ่งแวดล้อมกับวิถีชีวิต
ผมอดคิดไม่ได้ว่ากระบวนการทำงานของสมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรีกว่าสิบปี ได้สร้างให้เกิดคุณค่าถึง ๖ ประการ ที่เปรียบประดุจ “เพชรหกเหลี่ยม” ทอแสงสู่สายตาของผู้คนที่ได้เข้ามาเรียนรู้
หนึ่ง ทำให้ได้เห็นคุณค่าและความงดงามที่หลากหลายอยู่ในพื้นที่
สอง เป็นกระบวนการที่ทำให้ได้ทบทวนจังหวะก้าวของการทำงานในพื้นที่
สาม เป็นการเติมเต็ม เสริมพลังใจ เติมฝัน เติมไฟ เติมใจให้กับทีมงานซึ่งกันและกัน
สี่ ทำให้ได้เจอคนหัวใจเดียวกัน และได้เรียนรู้จากกันและกัน
ห้า ได้มุมมองที่กว้างและหลากหลาย พบคนทำงานตัวจริง เสียงจริง
หก ได้โอกาสเรียนรู้ และสร้างพลังจากทุนทางสังคม
และคุณค่าที่เกิดขึ้นนี้เอง ได้ถากถางเส้นทางวันนี้ของ “สมัชชาสุขภาพจังหวัดลพบุรี” จนกลายเป็นจังหวัดตัวแทนของภาคกลาง ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับรางวัล “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๗” ที่จะมีการนำเสนอผลงานในเวทีการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ ๗ ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ ๒๔ – ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ นี้
ขอสะกิดบอก “รศ.ดร.กาสัก เต๊ะขันหมาก” ในตอนท้ายนี้ว่า “ในวันนั้น ผมเดินทางออกจากจังหวัดลพบุรี ผมได้ซึมซับประสบการณ์ใหม่ มุมมองใหม่และความรู้ใหม่ ที่ทรงคุณค่าต่อการพัฒนางาน “สมัชชาสุขภาพ” ในอนาคตยิ่งนัก ซึ่งมีค่ามากกว่าสองความรู้ตามที่ “อินทิรา คานธี” ได้กล่าวไว้”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)