๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
คนไทยมี ๖๕ ล้านคน หานำพลังของคน ๖๕ ล้านคนนั้นมารวมกัน ดั่งนิทานอิสปที่สอนไว้นานแล้วว่าหากนำไม้เล็ก ๆ มามัดรวมกัน ย่อมหักและทำลายยาก ฉันใดก็ฉันนั้น พลังอันมหึมาของคน ๖๕ ล้านคน ก็จะกลายเป็นพลังมหึมา สามารถทำลายล้างพลังอัปยศที่จะมาทำลายได้
ผมหยิบเรื่องนี้มาเขียน ก็เพราะผมเป็น ๑ ใน ๖๕ ล้านพลังนั้น ผมนิ่งนอนใจไม่ได้กับข่าวความเคลื่อนไหวการออกมาคัดค้านของกลุ่มคนต่อ พรบ.นิรโทษกรรมจากสื่อทุกชนิด ทั้งฟรีทีวี ทีวีดาวเทียม โซเซียลเน็ตเวิร์ค อีเมลล์ ที่ประดังเข้ามา
ผมต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ผมคิดอยู่นานว่าจะทำอะไรได้บ้าง
เมื่อเช้าหลังจากที่ผมกลับจากการไปร่วมทอดกฐินสามัคคี ที่วัดบวรประชาสัคค์ หรือวัดหนองยาว ที่ตำบลหนองกระโดน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ได้มีโอกาสพบชายรุ่นน้อง มาเล่าความในใจว่า อยากเผาตำรากฎหมายทิ้ง เพื่อแสดงออกถึงหารไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายอัปยศฉบับนี้
ผมสนับสนุนความคิดของน้องชายคนนั้น เพราะฟังดูเข้าท่าดี และอดชื่นชมในความคิดของเขาที่ยังคิดหาวิธีคัดค้านกฎหมายฉบับนี้
ผมนอนคิดไปเรื่อย อดคิดไปถึงสมัยที่เรียนรัฐศาสตร์ระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง กว่า ๓๐ปีมาแล้ว ก็เคยเรียนวิชากฎหมายเบื้องต้น จึงทำให้พอมีความรู้อยู่บ้างว่ากฎหมายฉบับนี้มันไม่เป็นไปตามหลักการของกฎหมายที่ดี
แต่ผมว่าไม่ต้องมีความรู้ด้านกฎหมาย ใช้เพียงสามัญสำนึกปกติของคนธรรมดาก็เข้าใจว่า กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้มันออกมาไม่ถูกต้อง
มีอย่างที่ไหน คนทำผิดโทษฐานฉกรรณ์ ทั้งการทุจริตคอรัปชั่น การเผาบ้านเผาเมืองด้วย การฆ่าคนตาย จะถูกยกเลิกโดยไม่มีความผิด
แวบหนึ่งของความคิดผมดันหันมาโทษตัวเอง ลงโทษว่าผมเป็นคนผิดเอง เพราผมดันไปเลือก สส. ให้ไปทำหน้าที่แทนตัวผมผิดเอง
คิดแล้วผมอยากอาเจียนจริง ๆ คิดไปถึงท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผมเลือกเข้าไป ท่านใช้หลักคิดอะไรในการยกมือผ่านกฎหมายฉบับนี้ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ
ผมกลายเป็นคนผิดไปแล้วจริง ๆ ด้วย ผมคงไม่กล้าปฏิเสธความผิดของตัวเองครั้งนี้ มันคงจะอยู่ในใจของผมตลอดเวลานับแต่นี้ไป
แล้วผมจะนิรโทษกรรมให้กับตัวเองอย่างไรดี
พลันความคิดของผมก็ปิ้งขึ้นมาทันที ผมคิดไปถึง สว. เพราะขั้นตอนการอกกกฎหมายจะต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภานี่หวา
ใครว่ะคือ สว.ที่บ้านเกิดของผม ผมไม่รู้จักท่านจริง ๆ ง่ายนิดเดียวครับ ทุกอย่างสามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต ก็ไปพบฐานข้อมูลทำเนียบ สว. ที่รัฐสภาทำไว้ สายตาไล่หาอีเมล์ของท่าน สว. ไม่มีครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เราต้องใช้โซเซียลเน็ตเวิร์คให้เเป็นประโยชน์
ผมตัดสินใจโพสตฺข้อความผ่านเฟจบุ๊คของผม โดยหวังว่าเพื่อนที่ติดตามเฟจบุ๊คของผมต้องมีสักคนที่รู้จักท่าน สว.ของจังหวัดผม
"ใครช่วยผมที หากใครรู้จก สว.จังหวัดพิจิตร ที่ชื่อ ท่าน สว.บรรชา พงศ์อายุกุล ช่วยส่งต่อข้อความนี้ให้ท่านที ผมพยายามหาเมลล์ท่านแล้ว ผมหาไม่ได้จริง ๆ
ผมเป็นชาวพิจิตรแต่กำเนิด อยากจะขอความร่วมมือจากท่านในการช่วยยับยั้ง พรบ.นิรโทษกรรมฯ ที่กำลังจะนำเข้าสู่การประชุมของวุฒิสภา ในอีกไม่กี่วันนี้
ผมคงไม่ต้องอธิบายเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะท่านคงเข้าใจดีกว่าผม แต่สิ่งที่ผมอยากขอร้องท่านก็คือ ท่านจะเป็นคนหนึ่งในดวงใจของชาวพิจิตรและของประเทศไทย หากท่านช่วยยับยั้งกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติรัฐและนิติธรรมครั้งนี้ ผมและเครือข่ายลูกหลานคนพิจิตร จะขอสดุุดีท่านและเชิดชูท่านไว้ในใจตลอดไป"
ช่วยผมทีเถิดท่าน สว.พิจิตรที่เคารพ ช่วยล้างความผิดให้กับผมที อย่าให้ความผิดของผมต้องติดตัวผมตลอดไปเลยครับ
ผมขอร้องท่านจริง ๆ โปรดช่วยผม ช่วยประเทศไทยเราด้วยเถิด ครับท่าน สว.
วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เรียนรู้ประชาธิปไตยจากกฎหมายนิรโทษกรรม
๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
คาดไม่ถึงจริง ๆ ครับ กับข่าวยามเช้าตรู่ว่า สภาผู้แทนราษฎรไทยได้มีมติผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ๓ วาระ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตอนตีสี่ครึ่ง
ที่คาดไม่ถึงก็เพราะ ตอนที่ผมปิดทีวีเข้านอนก็ปาเข้าไปตีหนึ่งแล้ว ภาพที่ถูกนำเสนอผ่านทางโทรทัศน์ TPBS ยังเป็นการถ่ายทอดสดของการอภิปรายในวาระที่ ๒ และยังอยู่ในมาตรา ที่ ๒ อยู่เลย
และที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายค้าน มี สส.ลงชื่อขอแปรญัตติเป็นร้อยคน แล้วมันจะผ่านไปได้อย่างไร (ว่ะ)
ตรวจสอบข่าวทั้งจากทีวี ตรวจสอบทางอินเตอร์เน็ต เช็คจากเฟสบุ๊ค ทุกแหล่งยืนยันว่าเป็นความจริงครับ
หลังผมปิดทีวี เป็นช่วงของการอภิปรายในมาตรา ๓ อภิปรายไปได้ ๓ คน พรรคฝ่ายรัฐบาลก็เสนอปิดการประชุม แล้วก็โหวต สร้างความไม่พอใจให้กับพรรคฝ่ายค้านและวอล์คเอ้าท์ออกจากห้องประชุม เมื่อไม่มีพรรคฝ่ายค้านก็น่าจะหยุด แต่ปรากฎว่าว่าประธานสภาสั่งเดินหน้าต่อจนมาลงมติในวาระ ๓ ตอนก่อนตะวันขึ้นเพียงเล็กน้อย
หากถามผมว่า คิดอย่างไรกับกระบวนการออกกฎหมายฉบับนี้
ผมจะตอบว่า
ผมคิดว่าการทำเช่นนี้ทำเพื่อล้างความผิดให้กับพ่อของมันเป็นจริง
ผมคิดว่างานนี้มีจอมบงการที่มีบารมีและมีอำนาจวางแผนอยู่เบื้องหลัง
ผมคิดว่าการกระทำแบบนี้ "เป็นการเรียกแขก" ผมมั่นใจว่า อีกไม่นานจะมีกลุ่มที่ออกมาต่อต้าน คัดค้าน เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น
และสุดท้ายผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่สามารถประกาศออกมาใช้ได้ หรือ "ไปไม่รอด "
ไม่รอดทั้งเชิงสาระที่กฎหมายออกมาขัดกับเจตนารมณ์ในวาระที่ ๑
ไม่รอดในเชิงกระบวนการที่เป็นไปในลักษณะการใช้เสียง สส.ส่วนใหญ่ในลักษณะ "พวกมากลากไป"
ไม่รอดเพราะไม่สามารถทนต่อเสียงคัดค้านของสังคมที่ค่อย ๆ ขยายวงอย่างแน่นอน
เมื่อมองแบบมีสติ ผมอยากจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า นี่คือ หลุมพรางหลุมใหญ่ของประชาธิปไตยของประเทศไทยเรา เป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องรีบเร่งแก้ไข แต่เป็นยากมากที่จะแก้ไข
หลุมพลางที่ว่าก็คือ ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เพียงการเลือกตั้ง การมี สส. แล้วให้ สส. ไปทำอะไรต่อมิอะไรโดยอ้างว่าเป็นตัวแทนจากประชาชนแบบนี้ ไม่ใช่หลักการของประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญหากบรรดา สส. เมื่อได้รับการเลือกตั้งไปแล้ว คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงหัวของประชาชนที่เลือกเข้าไป คิดว่าตัวเองคือคนที่ประชาชนเลือกเข้ามาย่อมทำอะไรก็ได้ นี่แหละคือหลุมพรางของประชาธิปไตย
ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นคณาธิปไตย ที่หมายถึงอำนาจอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
น่ากลัวมากครับสำหรับการปกครองในระบอบนี้
ถ้าเป็นแบบนี้เราจะมีทางออกอย่างไร มีแน่นอนครับ "ทุกปัญหามีทางออกเสมอ"
ทางออกก็ไม่ยากครับ เราต้องสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่เป็นเรื่องของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนที่แท้จริง
และผมคิดว่าเครื่องมือหนึ่งที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าวนั้น นั่นก็คือเครื่องมือที่เรียกว่า "สมัชชาสุขภาพ" นั่นเอง
สมัชชาสุขภาพ เป็นเครื่องมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสที่เท่าเทียมกันกับคนไทยทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร รวยหรือจน เสียงใหญ่หรือเสียงเล็ก ล้วนมีความเท่าเทียมในการแสดงความคิดเห็น
ประสบการณ์ที่ผ่านมามีหลายเรื่องมากที่สมัชชาสุขภาพเข้าไปสร้างทางออกของปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย ด้วยความรักสมัครสมานและสามัคคี
เรามาเปลี่ยนวิกฤติหลุมพลางประชาธิปไตยที่เป็น "ประชาธิปไตยแบบตัวแทน" มาเป็น "ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ด้วยการนำหลักการของกระบวนการสมัชชาสุขภาพไปใช้กันเถอะ
คาดไม่ถึงจริง ๆ ครับ กับข่าวยามเช้าตรู่ว่า สภาผู้แทนราษฎรไทยได้มีมติผ่านกฎหมายนิรโทษกรรม ๓ วาระ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตอนตีสี่ครึ่ง
ที่คาดไม่ถึงก็เพราะ ตอนที่ผมปิดทีวีเข้านอนก็ปาเข้าไปตีหนึ่งแล้ว ภาพที่ถูกนำเสนอผ่านทางโทรทัศน์ TPBS ยังเป็นการถ่ายทอดสดของการอภิปรายในวาระที่ ๒ และยังอยู่ในมาตรา ที่ ๒ อยู่เลย
และที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ได้รับการต่อต้านอย่างหนักจากฝ่ายค้าน มี สส.ลงชื่อขอแปรญัตติเป็นร้อยคน แล้วมันจะผ่านไปได้อย่างไร (ว่ะ)
ตรวจสอบข่าวทั้งจากทีวี ตรวจสอบทางอินเตอร์เน็ต เช็คจากเฟสบุ๊ค ทุกแหล่งยืนยันว่าเป็นความจริงครับ
หลังผมปิดทีวี เป็นช่วงของการอภิปรายในมาตรา ๓ อภิปรายไปได้ ๓ คน พรรคฝ่ายรัฐบาลก็เสนอปิดการประชุม แล้วก็โหวต สร้างความไม่พอใจให้กับพรรคฝ่ายค้านและวอล์คเอ้าท์ออกจากห้องประชุม เมื่อไม่มีพรรคฝ่ายค้านก็น่าจะหยุด แต่ปรากฎว่าว่าประธานสภาสั่งเดินหน้าต่อจนมาลงมติในวาระ ๓ ตอนก่อนตะวันขึ้นเพียงเล็กน้อย
หากถามผมว่า คิดอย่างไรกับกระบวนการออกกฎหมายฉบับนี้
ผมจะตอบว่า
ผมคิดว่าการทำเช่นนี้ทำเพื่อล้างความผิดให้กับพ่อของมันเป็นจริง
ผมคิดว่างานนี้มีจอมบงการที่มีบารมีและมีอำนาจวางแผนอยู่เบื้องหลัง
ผมคิดว่าการกระทำแบบนี้ "เป็นการเรียกแขก" ผมมั่นใจว่า อีกไม่นานจะมีกลุ่มที่ออกมาต่อต้าน คัดค้าน เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้น
และสุดท้ายผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่สามารถประกาศออกมาใช้ได้ หรือ "ไปไม่รอด "
ไม่รอดทั้งเชิงสาระที่กฎหมายออกมาขัดกับเจตนารมณ์ในวาระที่ ๑
ไม่รอดในเชิงกระบวนการที่เป็นไปในลักษณะการใช้เสียง สส.ส่วนใหญ่ในลักษณะ "พวกมากลากไป"
ไม่รอดเพราะไม่สามารถทนต่อเสียงคัดค้านของสังคมที่ค่อย ๆ ขยายวงอย่างแน่นอน
เมื่อมองแบบมีสติ ผมอยากจะชี้ให้ทุกท่านเห็นว่า นี่คือ หลุมพรางหลุมใหญ่ของประชาธิปไตยของประเทศไทยเรา เป็นเรื่องใหญ่มากที่ต้องรีบเร่งแก้ไข แต่เป็นยากมากที่จะแก้ไข
หลุมพลางที่ว่าก็คือ ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เพียงการเลือกตั้ง การมี สส. แล้วให้ สส. ไปทำอะไรต่อมิอะไรโดยอ้างว่าเป็นตัวแทนจากประชาชนแบบนี้ ไม่ใช่หลักการของประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญหากบรรดา สส. เมื่อได้รับการเลือกตั้งไปแล้ว คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงหัวของประชาชนที่เลือกเข้าไป คิดว่าตัวเองคือคนที่ประชาชนเลือกเข้ามาย่อมทำอะไรก็ได้ นี่แหละคือหลุมพรางของประชาธิปไตย
ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นคณาธิปไตย ที่หมายถึงอำนาจอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
น่ากลัวมากครับสำหรับการปกครองในระบอบนี้
ถ้าเป็นแบบนี้เราจะมีทางออกอย่างไร มีแน่นอนครับ "ทุกปัญหามีทางออกเสมอ"
ทางออกก็ไม่ยากครับ เราต้องสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่เป็นเรื่องของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนที่แท้จริง
และผมคิดว่าเครื่องมือหนึ่งที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าวนั้น นั่นก็คือเครื่องมือที่เรียกว่า "สมัชชาสุขภาพ" นั่นเอง
สมัชชาสุขภาพ เป็นเครื่องมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นเครื่องมือที่เปิดโอกาสที่เท่าเทียมกันกับคนไทยทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร รวยหรือจน เสียงใหญ่หรือเสียงเล็ก ล้วนมีความเท่าเทียมในการแสดงความคิดเห็น
ประสบการณ์ที่ผ่านมามีหลายเรื่องมากที่สมัชชาสุขภาพเข้าไปสร้างทางออกของปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย ด้วยความรักสมัครสมานและสามัคคี
เรามาเปลี่ยนวิกฤติหลุมพลางประชาธิปไตยที่เป็น "ประชาธิปไตยแบบตัวแทน" มาเป็น "ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ด้วยการนำหลักการของกระบวนการสมัชชาสุขภาพไปใช้กันเถอะ
นโยบายอนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศไทย
๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖
ผมอยากจะกล่าวประเทศไทยเรามีแผนโน้น มีนโยบายนี้เยอะแยะเต็มไปหมด จนบางครั้งคนทำงานก็งงไปกับความมากมายของนโยบายของแผนเหล่านั้นตามไปด้วย
อย่างเช่นวันนี้ ผมได้รับหนังสือเชิญจากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัยให้ไปร่วมประชุมปรึกษาหารือ เพื่อวางแผนการประเมิน "นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๓ - ๒๕๕๗" ซึ่งผมไม่รู้ว่าคนไทยมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนที่รู้ว่ามีนโยบายนี้
หากไม่รู้ผมอยากจะบอกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่สำคัญมากเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน และเป็นเรื่องของการสร้างประชากรที่มีคุณภาพ
ผมจำได้ว่าผมมีส่วนร่วมตั้งแต่ตอนยกร่างนโยบายนี้ด้วยคนหนึ่ง แต่พอลืมไปเพียงแป๊บเดียว จะสิ้นสุดแผนแล้ว วันเวลามันผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ ครับ แล้วเราจะไม่แก่ได้อย่างไร เป้าหมายของนโยบายนี้ ก็เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพทางเพศในกลุ่มวัยรุ่น และเสริมสร้างให้ครอบครัวมีความเข็มแข็ง อบอุ่นและมีคุณภาพ โดยเฉพาะการเกิดทุกรายต้องเป็นที่ปรารถนา ปลอดภัยและมีคุณภาพ
การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้วางยุทธศาสตร์ไว้ ๖ ยุทธศาสตร์ นั่นก็คือ
ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างครอบครัวใหม่และเด็กรุ่นใหม่ให้เข้มแข็งและมีคุณภาพ
ยุทธศาสตร์ส่งเสริมให้คนทุกเพศทุกวัยมีพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศที่เหมาะสม
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริหารจัดการงานอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพแบบบูรณาการ
ยุทธศาสตร์การพัฒนากฎหมาย กฎและระเบียบเกี่ยวกับงานอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการจัดการองค์ความรู้ เทคโนโลยีอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ
อ้อ ผมลืมไปว่านโยบายฉบับนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไปตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓
ที่นี้มาถึงประเด็นที่หารือกันในวันนี้ ก็คือ ทางกรมอนามัยกำลังเตรียมจัดทำนโยบายฉบับที่ ๒ เพื่อจะได้ประกาศใช้ทันในปี ๒๕๕๘ ก็เลยอยากจะทำการประเมินผลนโยบายนี้ คำถามที่ทางผู้จัดขอหารือก็คือ จะประเมินโดยวิธีการใด และจะประเมินกันอย่างไร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ให้ความเห็นต่อที่ประชุมไป โดยอุปมาอุปมัยไปว่า
หากเราตั้งใจจะเดินทางไปเชียงใหม่ เราก็คงต้องประเมินว่าเราไปถึงเชียงใหม่ไหม เดินทางด้วยวิธีการใด มีปัญหาอุปสรรคในการเดินทางอะไรหรือไม่อย่างไร พบดอกไม้ที่สวยงามบ้างหรือไม่ และที่สำคัญคนเดินทางรวมถึงคนร่วมเดินทางมีความรู้สึกต่อการเดินทางนี้อย่างไร
เรื่องที่ผมยกเล่าในที่ประชุมข้างต้น สามารถนำมาเป็นโจทย์การประเมินนโยบายนี้ได้ ซึ่งก็หมายถึง เมื่อเวลาผ่านไปเราบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ยุทธศาสตร์ที่วางไว้เหมาะสมหรือไม่ มีปัจจัยความสำเร็จอะไรบ้าง มีความสำเร็จหรือความภาคภูมิใจอะไรเกิดขึ้นบ้าง และคนทำงานมีความรู้สึกอย่างไรกับการทำงานเรื่องนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่มีผมเสนอความเห็นไปก็คือ ควรหานักวิชาการภายนอกมาเป็นผู้ประเมินโดยมีคณะกรรมการกำกับทิศชุดเล็ก ๆ เป็นกลไกทำงานตามชื่อ
ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับความเห็นของผมไปพิจารณาหรือไม่ แต่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมต้องมากังวลอะไร
สิ่งที่ผมกังวลก็คือ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ต้องรีบแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับ
ผมเดินทางไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ พบการหยิบประเด็นปัญหานี้มาพูดคุยกันในวงสมัชชาสุขภาพจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งแสดงว่าเป็นปัญหาร่วมของคนทุกจังหวัดจริง ๆ
เรื่องนี้จึงต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น ทุกคนต่างมีบทบาทหน้าที่ในการแก้ไขปัญหานี้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายการมีประชากรไทยที่มีคุณภาพในอนาคตนั่นเอง
ผมอยากจะกล่าวประเทศไทยเรามีแผนโน้น มีนโยบายนี้เยอะแยะเต็มไปหมด จนบางครั้งคนทำงานก็งงไปกับความมากมายของนโยบายของแผนเหล่านั้นตามไปด้วย
อย่างเช่นวันนี้ ผมได้รับหนังสือเชิญจากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัยให้ไปร่วมประชุมปรึกษาหารือ เพื่อวางแผนการประเมิน "นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๓ - ๒๕๕๗" ซึ่งผมไม่รู้ว่าคนไทยมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนที่รู้ว่ามีนโยบายนี้
หากไม่รู้ผมอยากจะบอกว่านโยบายนี้เป็นนโยบายที่สำคัญมากเกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคน และเป็นเรื่องของการสร้างประชากรที่มีคุณภาพ
ผมจำได้ว่าผมมีส่วนร่วมตั้งแต่ตอนยกร่างนโยบายนี้ด้วยคนหนึ่ง แต่พอลืมไปเพียงแป๊บเดียว จะสิ้นสุดแผนแล้ว วันเวลามันผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ ครับ แล้วเราจะไม่แก่ได้อย่างไร เป้าหมายของนโยบายนี้ ก็เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพทางเพศในกลุ่มวัยรุ่น และเสริมสร้างให้ครอบครัวมีความเข็มแข็ง อบอุ่นและมีคุณภาพ โดยเฉพาะการเกิดทุกรายต้องเป็นที่ปรารถนา ปลอดภัยและมีคุณภาพ
การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้วางยุทธศาสตร์ไว้ ๖ ยุทธศาสตร์ นั่นก็คือ
ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างครอบครัวใหม่และเด็กรุ่นใหม่ให้เข้มแข็งและมีคุณภาพ
ยุทธศาสตร์ส่งเสริมให้คนทุกเพศทุกวัยมีพฤติกรรมอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศที่เหมาะสม
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริหารจัดการงานอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพแบบบูรณาการ
ยุทธศาสตร์การพัฒนากฎหมาย กฎและระเบียบเกี่ยวกับงานอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ
ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการจัดการองค์ความรู้ เทคโนโลยีอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ
อ้อ ผมลืมไปว่านโยบายฉบับนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไปตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓
ที่นี้มาถึงประเด็นที่หารือกันในวันนี้ ก็คือ ทางกรมอนามัยกำลังเตรียมจัดทำนโยบายฉบับที่ ๒ เพื่อจะได้ประกาศใช้ทันในปี ๒๕๕๘ ก็เลยอยากจะทำการประเมินผลนโยบายนี้ คำถามที่ทางผู้จัดขอหารือก็คือ จะประเมินโดยวิธีการใด และจะประเมินกันอย่างไร
ผมเป็นคนหนึ่งที่ให้ความเห็นต่อที่ประชุมไป โดยอุปมาอุปมัยไปว่า
หากเราตั้งใจจะเดินทางไปเชียงใหม่ เราก็คงต้องประเมินว่าเราไปถึงเชียงใหม่ไหม เดินทางด้วยวิธีการใด มีปัญหาอุปสรรคในการเดินทางอะไรหรือไม่อย่างไร พบดอกไม้ที่สวยงามบ้างหรือไม่ และที่สำคัญคนเดินทางรวมถึงคนร่วมเดินทางมีความรู้สึกต่อการเดินทางนี้อย่างไร
เรื่องที่ผมยกเล่าในที่ประชุมข้างต้น สามารถนำมาเป็นโจทย์การประเมินนโยบายนี้ได้ ซึ่งก็หมายถึง เมื่อเวลาผ่านไปเราบรรลุเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ยุทธศาสตร์ที่วางไว้เหมาะสมหรือไม่ มีปัจจัยความสำเร็จอะไรบ้าง มีความสำเร็จหรือความภาคภูมิใจอะไรเกิดขึ้นบ้าง และคนทำงานมีความรู้สึกอย่างไรกับการทำงานเรื่องนี้
อีกเรื่องหนึ่งที่มีผมเสนอความเห็นไปก็คือ ควรหานักวิชาการภายนอกมาเป็นผู้ประเมินโดยมีคณะกรรมการกำกับทิศชุดเล็ก ๆ เป็นกลไกทำงานตามชื่อ
ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับความเห็นของผมไปพิจารณาหรือไม่ แต่ไม่ใช่ประเด็นที่ผมต้องมากังวลอะไร
สิ่งที่ผมกังวลก็คือ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ต้องรีบแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับ
ผมเดินทางไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ พบการหยิบประเด็นปัญหานี้มาพูดคุยกันในวงสมัชชาสุขภาพจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งแสดงว่าเป็นปัญหาร่วมของคนทุกจังหวัดจริง ๆ
เรื่องนี้จึงต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนให้เข้ามาร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ อย่าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น ทุกคนต่างมีบทบาทหน้าที่ในการแก้ไขปัญหานี้ ทั้งนี้ก็เพื่อเป้าหมายการมีประชากรไทยที่มีคุณภาพในอนาคตนั่นเอง
วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556
เอชไอเอ : เครื่องมือเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๖
ในช่วง ๕ ปี มานี้ คนไทยน่าจะรู้จักกับเครื่องมือใหม่ของสังคมไทยที่ชื่อ "การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ" หรือ Health Impact Assessment ที่เรียกย่อ ๆ ว่า HIA หรือ เอชไอเอ มากขึ้น เพราะข้อมูลข่าวสารมีการนำเสนอว่าเครื่องมือนี้มีการนำไปใช้ในการทำงานขององค์กร หน่วยงานหรือพื้นที่ต่าง ๆ บ่อยและหนาหูขึ้นเป็นลำดับ
จุดกำเนิดที่เป็นทางการของเครื่องมือนี้ เกิดขึ้นจากการมีกฎหมายที่ชื่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วในวงวิชาการได้มีการพัฒนาเครื่องมือนี้ในประเทศไทยมาก่อนหน้านี้พอสมควร และที่เป็นรูปธรรมในเชิงโครงสร้างมีการตั้งหน่วยงานระดับกองขึ้นในกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาเครื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ แล้ว
เหตุที่ผมหยิบเรื่องนี้มาบอกเล่าก็เนื่องมาจากในช่วงเย็นวันนี้ ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังคนทำงานเรื่องเอชไอเอนี้คุยกัน เป็นการคุยกันเพื่อช่วยกันออกแบบงานเอชไอเอที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์กรที่ผทำงานอยู่จะทำในปีนี้
ต้องบอกตรง ๆ ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยากพอสมควร แต่หากค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับเครื่องมือนี้ ผมว่าจะเห็นคุณค่าของเครื่องมือนี้อย่างแน่นอน
ผมคงไม่ขอเล่าว่าเราคุยอะไรกันบ้างในวันนี้ แต่ผมอยากบอกเล่าความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้ ตามสติปัญญาที่ผมพอมี เพื่อแบ่งปันความรู้ให้ขยายวงให้กว้างขึ้น เพราะผมเชื่อมั่นว่าเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทยเครื่องมือหนึ่ง นำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เป็นเครื่องมือเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนที่แท้จริง
ถ้าผมจะตั้งคำถามสั้น ๆ ว่า คุณคิดอย่างไรที่ประเทศไทยเรากำหนดไว้ว่า หากจะทำโครงการอะไรลงไป มีการวิเคราะห์วิจัยมองผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งผลดีและผลเสียอย่างรอบด้านก่อน
ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจะเห็นด้วยแน่นอน นี่แหละคือเรื่องมือที่ผมกำลังกล่าวถึง
ในปัจจุบันประเทศไทยเราไม่มีระบบนี้หรือ มีครับ ที่เราคุ้นหูกันดีก็คือ EIA หรือ อีไอเอ ไง เป็นเครื่องมือประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อโครงการใดโครงการหนึ่ง ถูกนำมาใช้ตามกฎหมายส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอยู่
เมื่อมีการทำอีไอเอไป ก็พบว่ายังมีช่องว่างบางประการ เพราะเป็นการประเมินเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม อาจจะไม่ครอบคลุมมิติด้านสุขภาพที่มีความหมายรวมไปถึง "สุขภาวะ" จึงต้องมีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อปิดจุดอ่อนนั้น เอชไอเอจึงถือกำเนิดขึ้น
ขณะนี้ได้มีการวางหลักเกณฑ์โดยใช้ฐานอำนาจจากพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในการนำเอชไอเอไปใช้ ใน ๔ รูปแบบ
รูปแบบแรก เป็นการใช้เป็นเครื่องมือตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๗ ที่กำหนดไว้ว่าเป็นโครงการหรือกิจการที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรง ซึ่งผมทราบว่าได้กำหนดไว้ ๑๑ กิจการ ซึ่งได้มีการพัฒนาจนกลายมาเป็น EHIA ซึ่งก็หมายถึงมีการประเมินผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
รูปแบบที่สอง เป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินงานตามมาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่กำหนดไว้ว่า "บุคคลอาจมีการร้องขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ" ก็หมายความว่าประชาชนอาจใช้สิทธิยื่นหนังสือขอให้มีการทำเอชไอเอ เมื่อเห็นว่าโครงการนั้นสุ่มเสี่ยงในภายภาคหน้าได้
รูปแบบที่สาม ผมขอเรียกว่าเป็นแบบสมัครใจ ที่หน่วยงานหรือองค์กรมีแผนงานจะทำโครงการหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากรูปแบบที่หนึ่ง อยากจะทำเอชไอเอก็สามารถดำเนินการได้
รูปแบบที่สี่ เรียกกันว่าเอชไอเอชุมชน ก็ชัดเจนครับเป็นการทำในระดับชุมชน เป็นเรื่องของการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน เช่น อบต.อยากอนุมัติให้มีโครงการหนึ่งในชุมชน ก็จัดให้มีการทำเอชไอเอชุมชนเพื่อวิเคราะห์ให้เห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนที่จะเดินหน้าโครงการนั้นต่อไป
ผมนั่งฟังเขาคุยกันแล้ว เกิดความรู้สึกว่า "ประเทศไทยเรานี่ดีจังเลย" เพราะถือว่ามีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ผมคิดต่อไปว่าถ้าประเทศไทยเราถือเรื่องนี่เป็นเรื่องสำคัญและใช้เป็นเงื่อนไขเชิงวัฒนธรรมว่า หากจะทำอะไรมีการทำเอชไอเอก่อน ผมว่าประเทศไทยเราจะพัฒนาก้าวไปไกลอย่างแน่นนอน
ก็นำมาแบ่งปันกันครับ และเชิญชวนทุกองค์กร หน่วยงานและทุกพื้นที่เข้ามาร่วมกันใช้เครื่องมือที่ก้าวหน้าชิ้นนี้ร่วมกัน อย่าให้เครื่องมือเป็นเพียงของสวยหรูที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายเท่านั้น
ในช่วง ๕ ปี มานี้ คนไทยน่าจะรู้จักกับเครื่องมือใหม่ของสังคมไทยที่ชื่อ "การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ" หรือ Health Impact Assessment ที่เรียกย่อ ๆ ว่า HIA หรือ เอชไอเอ มากขึ้น เพราะข้อมูลข่าวสารมีการนำเสนอว่าเครื่องมือนี้มีการนำไปใช้ในการทำงานขององค์กร หน่วยงานหรือพื้นที่ต่าง ๆ บ่อยและหนาหูขึ้นเป็นลำดับ
จุดกำเนิดที่เป็นทางการของเครื่องมือนี้ เกิดขึ้นจากการมีกฎหมายที่ชื่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่อย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วในวงวิชาการได้มีการพัฒนาเครื่องมือนี้ในประเทศไทยมาก่อนหน้านี้พอสมควร และที่เป็นรูปธรรมในเชิงโครงสร้างมีการตั้งหน่วยงานระดับกองขึ้นในกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาเครื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ แล้ว
เหตุที่ผมหยิบเรื่องนี้มาบอกเล่าก็เนื่องมาจากในช่วงเย็นวันนี้ ผมได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังคนทำงานเรื่องเอชไอเอนี้คุยกัน เป็นการคุยกันเพื่อช่วยกันออกแบบงานเอชไอเอที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์กรที่ผทำงานอยู่จะทำในปีนี้
ต้องบอกตรง ๆ ว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยากพอสมควร แต่หากค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับเครื่องมือนี้ ผมว่าจะเห็นคุณค่าของเครื่องมือนี้อย่างแน่นอน
ผมคงไม่ขอเล่าว่าเราคุยอะไรกันบ้างในวันนี้ แต่ผมอยากบอกเล่าความรู้พื้นฐานในเรื่องนี้ ตามสติปัญญาที่ผมพอมี เพื่อแบ่งปันความรู้ให้ขยายวงให้กว้างขึ้น เพราะผมเชื่อมั่นว่าเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทยเครื่องมือหนึ่ง นำมาซึ่งความอยู่ดีมีสุขของคนไทย เป็นเครื่องมือเพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืนที่แท้จริง
ถ้าผมจะตั้งคำถามสั้น ๆ ว่า คุณคิดอย่างไรที่ประเทศไทยเรากำหนดไว้ว่า หากจะทำโครงการอะไรลงไป มีการวิเคราะห์วิจัยมองผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งผลดีและผลเสียอย่างรอบด้านก่อน
ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจะเห็นด้วยแน่นอน นี่แหละคือเรื่องมือที่ผมกำลังกล่าวถึง
ในปัจจุบันประเทศไทยเราไม่มีระบบนี้หรือ มีครับ ที่เราคุ้นหูกันดีก็คือ EIA หรือ อีไอเอ ไง เป็นเครื่องมือประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อโครงการใดโครงการหนึ่ง ถูกนำมาใช้ตามกฎหมายส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอยู่
เมื่อมีการทำอีไอเอไป ก็พบว่ายังมีช่องว่างบางประการ เพราะเป็นการประเมินเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม อาจจะไม่ครอบคลุมมิติด้านสุขภาพที่มีความหมายรวมไปถึง "สุขภาวะ" จึงต้องมีการพัฒนาเครื่องมือเพื่อปิดจุดอ่อนนั้น เอชไอเอจึงถือกำเนิดขึ้น
ขณะนี้ได้มีการวางหลักเกณฑ์โดยใช้ฐานอำนาจจากพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ในการนำเอชไอเอไปใช้ ใน ๔ รูปแบบ
รูปแบบแรก เป็นการใช้เป็นเครื่องมือตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๗ ที่กำหนดไว้ว่าเป็นโครงการหรือกิจการที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรง ซึ่งผมทราบว่าได้กำหนดไว้ ๑๑ กิจการ ซึ่งได้มีการพัฒนาจนกลายมาเป็น EHIA ซึ่งก็หมายถึงมีการประเมินผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
รูปแบบที่สอง เป็นเครื่องมือสำหรับการดำเนินงานตามมาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่กำหนดไว้ว่า "บุคคลอาจมีการร้องขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ" ก็หมายความว่าประชาชนอาจใช้สิทธิยื่นหนังสือขอให้มีการทำเอชไอเอ เมื่อเห็นว่าโครงการนั้นสุ่มเสี่ยงในภายภาคหน้าได้
รูปแบบที่สาม ผมขอเรียกว่าเป็นแบบสมัครใจ ที่หน่วยงานหรือองค์กรมีแผนงานจะทำโครงการหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากรูปแบบที่หนึ่ง อยากจะทำเอชไอเอก็สามารถดำเนินการได้
รูปแบบที่สี่ เรียกกันว่าเอชไอเอชุมชน ก็ชัดเจนครับเป็นการทำในระดับชุมชน เป็นเรื่องของการเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน เช่น อบต.อยากอนุมัติให้มีโครงการหนึ่งในชุมชน ก็จัดให้มีการทำเอชไอเอชุมชนเพื่อวิเคราะห์ให้เห็นผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนที่จะเดินหน้าโครงการนั้นต่อไป
ผมนั่งฟังเขาคุยกันแล้ว เกิดความรู้สึกว่า "ประเทศไทยเรานี่ดีจังเลย" เพราะถือว่ามีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ผมคิดต่อไปว่าถ้าประเทศไทยเราถือเรื่องนี่เป็นเรื่องสำคัญและใช้เป็นเงื่อนไขเชิงวัฒนธรรมว่า หากจะทำอะไรมีการทำเอชไอเอก่อน ผมว่าประเทศไทยเราจะพัฒนาก้าวไปไกลอย่างแน่นนอน
ก็นำมาแบ่งปันกันครับ และเชิญชวนทุกองค์กร หน่วยงานและทุกพื้นที่เข้ามาร่วมกันใช้เครื่องมือที่ก้าวหน้าชิ้นนี้ร่วมกัน อย่าให้เครื่องมือเป็นเพียงของสวยหรูที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายเท่านั้น
วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556
การบริหารความเสี่ยง เรื่องสำคัญที่มักถูกมองข้าม
๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๖
เป็นเรื่องใกล้ตัวจริง ๆ ครับ สำหรับเรื่อง "การบริหารความเสี่ยง" ที่บางครั้งคนเรามองข้ามไป หรือไม่ค่อยให้ความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ทั้งในการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน และในชีวิตการทำงานของทุกหน่วยงานองค์กร
วันนี้เป็นนักเรียนครับ ไปเรียนเรื่อง "การบริหารความเสี่ยง" หรือ Risk Management : RM ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งหน่วยงานยุทธศาสตร์ขององค์กรจัดขึ้น
ตอนแรกผมฟังหัวข้อแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกอยากเรียน เพราะคิดว่าเป็นงานของเจ้าหน้าที่ทางด้านงานบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นงานการเงิน งานบัญชี งานบุคลากร งานพัสดุ ประมาณนั้น
แต่ผมคิดผิดครับ ฟังไปฟังไป เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้ เป็นเรื่องของคนทุกคนทุกระดับจริง ๆ ไม่ว่าคุยจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง ผู้อำนวยการสำนัก นักวิชาการ หรือเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับเล็ก ๆ ก็ตาม
ผมสรุปการเรียนรู้ในวันนี้ได้ว่า
ความเสี่ยง เป็นเรื่องของความไม่แน่นอน เป็นเรื่องของอนาคต ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องของการคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้
เมื่อเป็นเรื่องของอนาคต บางเรื่องจึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิที่สามารถคาดการณ์อนาคตมาร่วมวางแผนการแก้ไขความเสี่ยงนั้น ๆ ด้วย
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นได้ทุกด้าน ทั้งด้านกลยุทธ์ ด้านการปฏิบัติการ ด้าน การเงิน และด้าน กฎระเบียบและข้อบังคับ
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการที่กำหนดนโยบายและแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงาน และการนำไปปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมภายนอก ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการดำเนินงานภายในองค์กร ซึ่งเป็นผลมาจากบุคลากร กระบวนการทำงาน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการทุจริตภายในองค์กร
ความเสี่ยงด้านการเงิน เป็นความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านการเงินต่อองค์กร
และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและข้อบังคับ เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ โดยครอบคลุมถึงกฎระเบียบของทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกที่กำกับดูแลองค์กร
เกณฑ์ที่นำมาวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของความเสี่ยง ให้มองที่ "ผลกระทบ" ที่หมายถึง หากเกิดความเสี่ยงขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงมากน้อยเพียงใด และ "โอกาส" ที่หมายถึง ความเสี่ยงที่เราวิเคราะห์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมากน้อยเพียงใด
วิธีการวิเคราะห์ความเสี่ยงก็ใช้วิธีง่าย ๆ ด้วยการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่วิเคราะห์ได้แต่ละตัวว่า หากเกิดแล้วจะเกิดผลกระทบรุนแรงไหม แะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยไหม ถ้าค่าตัวคูณของคะแนนผลกระทบกับโอกาสสูงมาก ความเสี่ยงตัวนั้นต้องรีบจัดการแบบเร่งด่วน
วิธีการจัดการความเสี่ยงก็อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น ใช้วิธีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หรือลดความเสี่ยง หรือร่วมจัดการความเสี่ยง หรือยอมรับความเสี่ยงนั้นเสียเลยก็ได้
ในปัจจุบันผมคิดว่าเกือบทุกหน่วยงานไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งถ้าคนไทยเราถือเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมปฏิบัติกันอย่างเป็นวิถีชีวิตทุกคน ผมว่าประเทศไทยเราจะก้าวหน้าไปไกลกว่านี้เยอะหลายเท่า โดยเฉพาะในระบบราชการหากมีการปฏิบัติกันอย่างจริงจัง งบประมาณที่ใช้ไปจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลต่อความสำเร็จสูงสุดตามไปด้วย
หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันหากนำไปใช้ ก็จะเป็นคนที่ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ชีวิตก็จะยืนยาวยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ขอบคุณจริง ๆครับ สำหรับทีมงานยุทธศาสตร์ที่ชวนผมเข้าไปร่วมเรียนรู้ในเวทีนี้ด้วย และขอบคุณวิทยากรที่ช่วยให้ความรู้กับผมและคณะครั้งนี้
นี่แหละครับ สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็นจริง ๆ ฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งตัดสินใจนะครับต้องเห็นด้วยตาตัวเองก่อนตัดสินใจใด ๆ ลงไป ผมขอเตือนด้วยความรักจริง ๆ ครับ เพราะอาจจะเป็นแบบที่เกิดขึ้นกับผมในเรื่องนี้ก็ได้
เป็นเรื่องใกล้ตัวจริง ๆ ครับ สำหรับเรื่อง "การบริหารความเสี่ยง" ที่บางครั้งคนเรามองข้ามไป หรือไม่ค่อยให้ความสำคัญ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ทั้งในการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน และในชีวิตการทำงานของทุกหน่วยงานองค์กร
วันนี้เป็นนักเรียนครับ ไปเรียนเรื่อง "การบริหารความเสี่ยง" หรือ Risk Management : RM ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งหน่วยงานยุทธศาสตร์ขององค์กรจัดขึ้น
ตอนแรกผมฟังหัวข้อแล้ว ไม่ค่อยรู้สึกอยากเรียน เพราะคิดว่าเป็นงานของเจ้าหน้าที่ทางด้านงานบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นงานการเงิน งานบัญชี งานบุคลากร งานพัสดุ ประมาณนั้น
แต่ผมคิดผิดครับ ฟังไปฟังไป เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตการทำงานได้ เป็นเรื่องของคนทุกคนทุกระดับจริง ๆ ไม่ว่าคุยจะเป็นผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง ผู้อำนวยการสำนัก นักวิชาการ หรือเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับเล็ก ๆ ก็ตาม
ผมสรุปการเรียนรู้ในวันนี้ได้ว่า
ความเสี่ยง เป็นเรื่องของความไม่แน่นอน เป็นเรื่องของอนาคต ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องของการคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า การบริหารความเสี่ยงจึงเป็นการจัดการเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้
เมื่อเป็นเรื่องของอนาคต บางเรื่องจึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิที่สามารถคาดการณ์อนาคตมาร่วมวางแผนการแก้ไขความเสี่ยงนั้น ๆ ด้วย
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นได้ทุกด้าน ทั้งด้านกลยุทธ์ ด้านการปฏิบัติการ ด้าน การเงิน และด้าน กฎระเบียบและข้อบังคับ
ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการที่กำหนดนโยบายและแผนกลยุทธ์ แผนดำเนินงาน และการนำไปปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สอดคล้องกับปัจจัยภายในและสภาพแวดล้อมภายนอก ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการดำเนินงานภายในองค์กร ซึ่งเป็นผลมาจากบุคลากร กระบวนการทำงาน โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการทุจริตภายในองค์กร
ความเสี่ยงด้านการเงิน เป็นความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านการเงินต่อองค์กร
และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและข้อบังคับ เป็นความเสี่ยงอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ โดยครอบคลุมถึงกฎระเบียบของทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกที่กำกับดูแลองค์กร
เกณฑ์ที่นำมาวิเคราะห์ระดับความรุนแรงของความเสี่ยง ให้มองที่ "ผลกระทบ" ที่หมายถึง หากเกิดความเสี่ยงขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงมากน้อยเพียงใด และ "โอกาส" ที่หมายถึง ความเสี่ยงที่เราวิเคราะห์นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมากน้อยเพียงใด
วิธีการวิเคราะห์ความเสี่ยงก็ใช้วิธีง่าย ๆ ด้วยการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่วิเคราะห์ได้แต่ละตัวว่า หากเกิดแล้วจะเกิดผลกระทบรุนแรงไหม แะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยไหม ถ้าค่าตัวคูณของคะแนนผลกระทบกับโอกาสสูงมาก ความเสี่ยงตัวนั้นต้องรีบจัดการแบบเร่งด่วน
วิธีการจัดการความเสี่ยงก็อาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น ใช้วิธีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หรือลดความเสี่ยง หรือร่วมจัดการความเสี่ยง หรือยอมรับความเสี่ยงนั้นเสียเลยก็ได้
ในปัจจุบันผมคิดว่าเกือบทุกหน่วยงานไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ ซึ่งถ้าคนไทยเราถือเรื่องนี้เป็นวัฒนธรรมปฏิบัติกันอย่างเป็นวิถีชีวิตทุกคน ผมว่าประเทศไทยเราจะก้าวหน้าไปไกลกว่านี้เยอะหลายเท่า โดยเฉพาะในระบบราชการหากมีการปฏิบัติกันอย่างจริงจัง งบประมาณที่ใช้ไปจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลต่อความสำเร็จสูงสุดตามไปด้วย
หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวันหากนำไปใช้ ก็จะเป็นคนที่ดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท ชีวิตก็จะยืนยาวยิ่งขึ้นตามไปด้วย
ขอบคุณจริง ๆครับ สำหรับทีมงานยุทธศาสตร์ที่ชวนผมเข้าไปร่วมเรียนรู้ในเวทีนี้ด้วย และขอบคุณวิทยากรที่ช่วยให้ความรู้กับผมและคณะครั้งนี้
นี่แหละครับ สิบปากว่าไม่เท่าหนึ่งตาเห็นจริง ๆ ฟังชื่อแล้วอย่าเพิ่งตัดสินใจนะครับต้องเห็นด้วยตาตัวเองก่อนตัดสินใจใด ๆ ลงไป ผมขอเตือนด้วยความรักจริง ๆ ครับ เพราะอาจจะเป็นแบบที่เกิดขึ้นกับผมในเรื่องนี้ก็ได้
วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556
กินคำเล็ก vs กินคำใหญ่
๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖
เจอะเจอบ่อยมากกับชื่อประเด็นปัญหาที่จะพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับกระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัดที่ตั้งไว้แบบที่เรียกว่า "กินคำใหญ่" ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร แต่สิ่งที่ตามมาก็คือจะหนักหนาสาหัสทีเดียวกับกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ทางวิชาการที่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลมากมายมหาศาลมารองรับประเด็นที่กว้างอย่างกับทะเลนั้น
ผมมีโอกาสเดินทางไปช่วยแนะนำทีมทำงานด้านวิชาการที่รับผิดชอบในการพัฒนาเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะใช้เป็นเอกสารประกอบการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดในช่วง ๓ เดือนหลังนี้ก็อย่างน้อย ๔ จังหวัด ทั้งที่จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และล่าสุดคือที่จังหวัดพิษณุโลก
ได้พบเห็นชื่อประเด็นในลักษณะข้างต้นทุกเวที
ผมขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่างชื่อประเด็นเชิงนโยบายที่ตั้งกันไว้ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น
ความมั่นคงทางอาหาร
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความมั่นคงทางอาหารและชีวิต
ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ปลอดภัยอบายมุข
สุขภาวะผู้สูงอายุ
การพัฒนาแพทย์แผนไทย
การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
การจัดการทรัพยากร,น้ำ,ที่ดิน,ที่อยู่อาศัยและความมั่นคงด้านอาหาร
การสนับสนุนการฟื้นฟู สิทธิ แก่ สตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส
เป็นต้น
อ่านดูแล้ว ผมคิดว่าท่านคงคิดเหมือนผมที่เห็นว่า เป็นการตั้งชื่อประเด็นที่กว้างขวางมาก หาขอบเขตที่ชัดเจนยาก
ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายที่สุด ผมเลยใช้รูปภาพ ๓ ภาพ ภาพแรกเป็นภาพกำแพงเมืองจีน ภาพที่สองเป็นภาพกำแพงบ้านคอนกรีต และภาพที่สามคือภาพกำแพงบ้านที่เป็นไม้ ฉายขึ้นจอ แล้วสอบถามว่า ถ้าให้คุณเลือกคุณจะเลือกสร้างกำแพงแบบไหนที่คิดว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะสร้างได้สำเร็จ
ได้ผลครับ ทุกเสียงจะออกเลือกภาพที่สองกับภาพที่สามทั้งหมด ไม่มีใครเลือกภาพแรกที่เป็นภาพกำแพงเมืองจีนเลย
และเมื่อผมถามต่อว่า "ทำไมไม่เลือกสร้างกำแพงเมืองจีน" คำตอบที่ได้รับก็คือ "เป็นการยากที่จะสร้างเสร็จ"
ผมนำเรื่องการสร้างกำแพง ๓ รูปแบบมาเปรียบเทียบกับการกำหนดประเด็นเชิงนโยบายในกระบวนการสมัชชาสุขภาพว่ามีแนวทางเฉกเช่นเดียวกัน ไม่ควรเลือกหัวข้อขนาดใหญ่แบบกำแพงเมืองจีน เพราะจะมีความยุ่งยากมากในการทำงานด้านข้อมูล มีผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก และหากมีมติไปแล้วก็ต้องใช้เวลานับเป็นสิบ ๆ ปี หรืออาจจะต้องใช้เวลาในการทำงานยาวนานมาก จะเกิดความท้อในการทำงานได้
ฉะนั้น หลักการสำคัญในการกำหนดประเด็นเชิงนโยบายที่ดีคือ "กินคำเล็ก" หมายถึงมีขนาดของประเด็นที่เหมาะสม มีขอบเขตชัดเจน
เมื่อผมให้หลักการนี้ไป ผู้เสนอประเด็นตั้งวงคุยกันอีกรอบ ปรากฎว่าประเด็นเชิงนโยบายเปลี่ยนไป เป็น
นาข้าวปลอดภัย
การจัดการป่าชุมชน
ครอบครัวอบอุ่น
การพัฒนาความเข็มแข็งชมรมผู้สูงอายุ
การยกระดับหมอพื้นบ้านและสมุนไพร
การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังระดับชุมชน
การพัฒนาศักยภาพสภาองค์กรชุมชน
การพัฒนาความเข้มแข็งกองทุนสวัสดิการชุมชน
ตามลำดับ
ดูดีขึ้นไหมครับ มีความชัดเจนในตัวของมันเอง อ่านดูก็เข้าใจว่าจะทำอะไร และมีผลในการทำงานวิชาการเพื่อรองรับประเด็นเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น มีทิศทางการค้นคว้าที่ชัดเจน
ก็เป็นหลักคิดเล็ก ๆ ที่นำมาฝากกับคนทำงานในกระบวนการสมัชชาสุขภาพที่เป็นเครื่องมือพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ
หากเมื่อใดจำเป็นต้องคิดเรื่องชื่อประเด็นเชิงนโยบาย ผมก็ฝากข้อคิดเรื่องกำแพง ๓ แบบ ไว้เป็นหลักในการพิจารณาประกอบด้วยครับ
เจอะเจอบ่อยมากกับชื่อประเด็นปัญหาที่จะพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับกระบวนการสมัชชาสุขภาพจังหวัดที่ตั้งไว้แบบที่เรียกว่า "กินคำใหญ่" ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร แต่สิ่งที่ตามมาก็คือจะหนักหนาสาหัสทีเดียวกับกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ทางวิชาการที่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลมากมายมหาศาลมารองรับประเด็นที่กว้างอย่างกับทะเลนั้น
ผมมีโอกาสเดินทางไปช่วยแนะนำทีมทำงานด้านวิชาการที่รับผิดชอบในการพัฒนาเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายที่จะใช้เป็นเอกสารประกอบการประชุมสมัชชาสุขภาพจังหวัดในช่วง ๓ เดือนหลังนี้ก็อย่างน้อย ๔ จังหวัด ทั้งที่จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และล่าสุดคือที่จังหวัดพิษณุโลก
ได้พบเห็นชื่อประเด็นในลักษณะข้างต้นทุกเวที
ผมขออนุญาตนำมาเป็นตัวอย่างชื่อประเด็นเชิงนโยบายที่ตั้งกันไว้ เพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น
ความมั่นคงทางอาหาร
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความมั่นคงทางอาหารและชีวิต
ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ปลอดภัยอบายมุข
สุขภาวะผู้สูงอายุ
การพัฒนาแพทย์แผนไทย
การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
การจัดการทรัพยากร,น้ำ,ที่ดิน,ที่อยู่อาศัยและความมั่นคงด้านอาหาร
การสนับสนุนการฟื้นฟู สิทธิ แก่ สตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส
เป็นต้น
อ่านดูแล้ว ผมคิดว่าท่านคงคิดเหมือนผมที่เห็นว่า เป็นการตั้งชื่อประเด็นที่กว้างขวางมาก หาขอบเขตที่ชัดเจนยาก
ผมไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายที่สุด ผมเลยใช้รูปภาพ ๓ ภาพ ภาพแรกเป็นภาพกำแพงเมืองจีน ภาพที่สองเป็นภาพกำแพงบ้านคอนกรีต และภาพที่สามคือภาพกำแพงบ้านที่เป็นไม้ ฉายขึ้นจอ แล้วสอบถามว่า ถ้าให้คุณเลือกคุณจะเลือกสร้างกำแพงแบบไหนที่คิดว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะสร้างได้สำเร็จ
ได้ผลครับ ทุกเสียงจะออกเลือกภาพที่สองกับภาพที่สามทั้งหมด ไม่มีใครเลือกภาพแรกที่เป็นภาพกำแพงเมืองจีนเลย
และเมื่อผมถามต่อว่า "ทำไมไม่เลือกสร้างกำแพงเมืองจีน" คำตอบที่ได้รับก็คือ "เป็นการยากที่จะสร้างเสร็จ"
ผมนำเรื่องการสร้างกำแพง ๓ รูปแบบมาเปรียบเทียบกับการกำหนดประเด็นเชิงนโยบายในกระบวนการสมัชชาสุขภาพว่ามีแนวทางเฉกเช่นเดียวกัน ไม่ควรเลือกหัวข้อขนาดใหญ่แบบกำแพงเมืองจีน เพราะจะมีความยุ่งยากมากในการทำงานด้านข้อมูล มีผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะมาก และหากมีมติไปแล้วก็ต้องใช้เวลานับเป็นสิบ ๆ ปี หรืออาจจะต้องใช้เวลาในการทำงานยาวนานมาก จะเกิดความท้อในการทำงานได้
ฉะนั้น หลักการสำคัญในการกำหนดประเด็นเชิงนโยบายที่ดีคือ "กินคำเล็ก" หมายถึงมีขนาดของประเด็นที่เหมาะสม มีขอบเขตชัดเจน
เมื่อผมให้หลักการนี้ไป ผู้เสนอประเด็นตั้งวงคุยกันอีกรอบ ปรากฎว่าประเด็นเชิงนโยบายเปลี่ยนไป เป็น
นาข้าวปลอดภัย
การจัดการป่าชุมชน
ครอบครัวอบอุ่น
การพัฒนาความเข็มแข็งชมรมผู้สูงอายุ
การยกระดับหมอพื้นบ้านและสมุนไพร
การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังระดับชุมชน
การพัฒนาศักยภาพสภาองค์กรชุมชน
การพัฒนาความเข้มแข็งกองทุนสวัสดิการชุมชน
ตามลำดับ
ดูดีขึ้นไหมครับ มีความชัดเจนในตัวของมันเอง อ่านดูก็เข้าใจว่าจะทำอะไร และมีผลในการทำงานวิชาการเพื่อรองรับประเด็นเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น มีทิศทางการค้นคว้าที่ชัดเจน
ก็เป็นหลักคิดเล็ก ๆ ที่นำมาฝากกับคนทำงานในกระบวนการสมัชชาสุขภาพที่เป็นเครื่องมือพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ไว้ ณ โอกาสนี้นะครับ
หากเมื่อใดจำเป็นต้องคิดเรื่องชื่อประเด็นเชิงนโยบาย ผมก็ฝากข้อคิดเรื่องกำแพง ๓ แบบ ไว้เป็นหลักในการพิจารณาประกอบด้วยครับ
วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สมัชชาสุขภาวะคนพิษณุโลกจัดการตนเอง
๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๖
ทุกวันนี้คำว่า "สมัชชา" เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นกว่าเมื่อ ๕ ปี ก่อน มีการจัดประชุมที่ขึ้นต้นด้วยคำนี้มากมายไปในหลายองค์กรหลายหน่วยงาน แม้จะมีชื่อขึ้นต้นเหมือนกัน แต่ลีลา รูปแบบและกระบวนการมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางสมัชชาเป็นเวทีสาธารณะ บางสมัชชาเป็นเวทีวิชาการ ในขณะที่บางสมัชชาเป็นเวทีพัฒนานโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะ "สมัชชาสุขภาพ" ที่ยึดหลักการดังกล่าวเอย่างมั่นคง จึงถือเป็นต้นแบบที่สมัชชาชื่ออื่น ๆ ใช้ในการเรียนรู้เพื่อยกระดับสมัชชานั้นให้เป็นเครื่องมือพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง
เช้าวันนี้ รถยนต์ฮอนด้าคู่ใจพาผมเดินทางไปยังห้องประชุมที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ตามคำเชิญของแกนประสานงานคณะทำงานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดพิษณุโลก
เขาเชิญให้ไปช่วยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำเข้าสู่การประชุม "สมัชชาสุขภาวะคนพิษณุโลกจัดการตนเอง"
ผมเห็นชื่อสมัชชานี้แล้ว อดที่จะถามไม่ได้ว่ามีที่มาจากอะไรหรือ
คำตอบที่ได้คือ เป็นความเห็นร่วมกันที่แกนนำขับเคลื่อนสมัชชา ๔ สมัชชา ร่วมกันตั้งขึ้น เพื่อให้มีความหมายสื่อถึงสมัชชาที่แต่ละแกนนำขับเคลื่อนอยู่
๔ สมัชชาที่ว่า ประกอบด้วย สมัชชาสวัสดิการชุมชน สมัชชาขบวนสภาองค์กรชุมชน สมัชชาเครือข่ายขบวนสภาพัฒนาการเมือง และสมัชชาสุขภาพ
ผมถามต่อว่าทำไมถึงมีแนวคิดที่จะนำมารวมกัน
แกนนำสตรีผู้ที่คุ้นหน้าคุ้นตาในวงการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมในจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้อธิบายให้ผมฟัง ว่ามาจากเหตุผล ๓ ข้อ
ข้อแรก อยากยกระดับสมัชชาให้เป็นสมัชชาในการพัฒนานโยบายสาธารณะที่เป็นระบบ มีข้อมูลรองรับและเป็นกระบวนการที่มีส่วนร่วมตามแบบที่ "สมัชชาสุขภาพ" ทำอยู่
ข้อที่สอง ต้องการบูรณาการเข้าด้วยกัน เพราะจากการทำงานบางเรื่องเป็นเรื่องที่อีกสมัชชาหนึ่งทำแล้ว บางเรื่องเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับอีกสมัชชาหนึ่ง จึงไม่อยากทำงานซ้ำซ้อนกัน
และข้อที่สาม อยากเห็นกระบวนการรวมพลังผู้คนให้กว้างขวางมากขึ้น เพราะแต่ละสมัชชาก็มีเครือข่ายของตน หากนำมารวมกันจะทำให้มีพลังมากขึ้น
ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนเรื่อง แกนนำคนเดิมกล่าวต่ออีกว่า ในปีหน้ากำลังเชิญชวนแกนนำสมัชชาอื่น ๆ เช่น สมัชชาเด็ก สมัชชาครอบครัว สมัชชาสตรี สมัชชาผู้พิการ สมัชชาผู้สูงอายุ หรือสมัชชาการศึกษาที่เกิดใหม่ เข้ามาร่วมกับสมัชชาที่เรากำลังทำอยู่นี้
ณ วินาทีนั้น ผมมีความรู้สึกว่าที่จังหวัดพิษณุโลกนี้กำลังเป็นจังหวัดแรก ๆ ของประเทศที่กำลังพัฒนารูปแบบนานาสมัชชาเข้าด้วยกัน และยกระดับการทำงานแบบรวมหมู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามความเคลื่อนไหวนี้ยิ่งนัก
แม้จะเกิดความรู้สึกปิติกับทิศทางที่ได้ฟังข้างต้น แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่ในห้องประชุมวันนี้ ไม่มีแกนนำสมัชชาสุขภาพอยู่เลย ด้วยเหตุผลว่าได้ "ทำเสร็จแล้ว"
ผมหลับตาตั้งสติ เพื่อทำหน้าที่ตามคำเชิญเพื่อให้ "สมัชชาสุขภาวะคนพิษณุโลกจัดการตนเอง" เป็นสมัชชาที่มีคุณภาพและเป็นไปตามเจตนารมย์ของคนเชิญออกมาให้ดีที่สุด
ผมขอให้กำลังใจกับแกนนำคนพิษณุโลกในการพัฒนากระบวนการที่ก้าวหน้าครั้งนี้ มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
ทุกวันนี้คำว่า "สมัชชา" เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้นกว่าเมื่อ ๕ ปี ก่อน มีการจัดประชุมที่ขึ้นต้นด้วยคำนี้มากมายไปในหลายองค์กรหลายหน่วยงาน แม้จะมีชื่อขึ้นต้นเหมือนกัน แต่ลีลา รูปแบบและกระบวนการมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางสมัชชาเป็นเวทีสาธารณะ บางสมัชชาเป็นเวทีวิชาการ ในขณะที่บางสมัชชาเป็นเวทีพัฒนานโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะ "สมัชชาสุขภาพ" ที่ยึดหลักการดังกล่าวเอย่างมั่นคง จึงถือเป็นต้นแบบที่สมัชชาชื่ออื่น ๆ ใช้ในการเรียนรู้เพื่อยกระดับสมัชชานั้นให้เป็นเครื่องมือพัฒนานโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง
เช้าวันนี้ รถยนต์ฮอนด้าคู่ใจพาผมเดินทางไปยังห้องประชุมที่ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก ตามคำเชิญของแกนประสานงานคณะทำงานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดพิษณุโลก
เขาเชิญให้ไปช่วยพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อนำเข้าสู่การประชุม "สมัชชาสุขภาวะคนพิษณุโลกจัดการตนเอง"
ผมเห็นชื่อสมัชชานี้แล้ว อดที่จะถามไม่ได้ว่ามีที่มาจากอะไรหรือ
คำตอบที่ได้คือ เป็นความเห็นร่วมกันที่แกนนำขับเคลื่อนสมัชชา ๔ สมัชชา ร่วมกันตั้งขึ้น เพื่อให้มีความหมายสื่อถึงสมัชชาที่แต่ละแกนนำขับเคลื่อนอยู่
๔ สมัชชาที่ว่า ประกอบด้วย สมัชชาสวัสดิการชุมชน สมัชชาขบวนสภาองค์กรชุมชน สมัชชาเครือข่ายขบวนสภาพัฒนาการเมือง และสมัชชาสุขภาพ
ผมถามต่อว่าทำไมถึงมีแนวคิดที่จะนำมารวมกัน
แกนนำสตรีผู้ที่คุ้นหน้าคุ้นตาในวงการขับเคลื่อนงานภาคประชาสังคมในจังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้อธิบายให้ผมฟัง ว่ามาจากเหตุผล ๓ ข้อ
ข้อแรก อยากยกระดับสมัชชาให้เป็นสมัชชาในการพัฒนานโยบายสาธารณะที่เป็นระบบ มีข้อมูลรองรับและเป็นกระบวนการที่มีส่วนร่วมตามแบบที่ "สมัชชาสุขภาพ" ทำอยู่
ข้อที่สอง ต้องการบูรณาการเข้าด้วยกัน เพราะจากการทำงานบางเรื่องเป็นเรื่องที่อีกสมัชชาหนึ่งทำแล้ว บางเรื่องเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับอีกสมัชชาหนึ่ง จึงไม่อยากทำงานซ้ำซ้อนกัน
และข้อที่สาม อยากเห็นกระบวนการรวมพลังผู้คนให้กว้างขวางมากขึ้น เพราะแต่ละสมัชชาก็มีเครือข่ายของตน หากนำมารวมกันจะทำให้มีพลังมากขึ้น
ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนเรื่อง แกนนำคนเดิมกล่าวต่ออีกว่า ในปีหน้ากำลังเชิญชวนแกนนำสมัชชาอื่น ๆ เช่น สมัชชาเด็ก สมัชชาครอบครัว สมัชชาสตรี สมัชชาผู้พิการ สมัชชาผู้สูงอายุ หรือสมัชชาการศึกษาที่เกิดใหม่ เข้ามาร่วมกับสมัชชาที่เรากำลังทำอยู่นี้
ณ วินาทีนั้น ผมมีความรู้สึกว่าที่จังหวัดพิษณุโลกนี้กำลังเป็นจังหวัดแรก ๆ ของประเทศที่กำลังพัฒนารูปแบบนานาสมัชชาเข้าด้วยกัน และยกระดับการทำงานแบบรวมหมู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามความเคลื่อนไหวนี้ยิ่งนัก
แม้จะเกิดความรู้สึกปิติกับทิศทางที่ได้ฟังข้างต้น แต่ก็อดเสียดายไม่ได้ที่ในห้องประชุมวันนี้ ไม่มีแกนนำสมัชชาสุขภาพอยู่เลย ด้วยเหตุผลว่าได้ "ทำเสร็จแล้ว"
ผมหลับตาตั้งสติ เพื่อทำหน้าที่ตามคำเชิญเพื่อให้ "สมัชชาสุขภาวะคนพิษณุโลกจัดการตนเอง" เป็นสมัชชาที่มีคุณภาพและเป็นไปตามเจตนารมย์ของคนเชิญออกมาให้ดีที่สุด
ผมขอให้กำลังใจกับแกนนำคนพิษณุโลกในการพัฒนากระบวนการที่ก้าวหน้าครั้งนี้ มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)