๓ มีนาคม ๒๕๕๗
ผมนึกถึงตอนที่ลูกชายอายุ ๗ ขวบ ช่วงนั้นคือภาพสะท้อนของวัยที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นเด็กกับการเติบโตจะเป็นวัยรุ่น เป็นวัยแห่งการเตรียมตัวและเตรียมพร้อมของคนเป็นพ่อแม่ที่จะส่งลูกให้ไปเผชิญโลกกว้างและสามารถรับผิดชอบต่อตนเองในทุก ๆ ด้านได้ในอนาคตต่อไป
คงไม่ต่างจากการเกิดขึ้นมาของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. เมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๐
วันที่พระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ฉะนั้นวันนี้ (๓ มีนาคม ๒๕๕๗) พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ เครื่องมือปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย จึงมีอายุครบ ๗ ปีเต็ม ที่เปรียบเสมือนเด็กน้อยวัยประถมศึกษาที่ค่อย ๆ เจริญเติบโตวันละเล็กวันละน้อยเพื่อเติบใหญ่เป็นวัยรุ่นที่กล้าแกร่งในวันหน้า
เจตนารมณ์สำคัญอันเป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมายฉบับนี้ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
“สุขภาพ หมายถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล การวางระบบเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพประชาชน จึงไม่อาจมุ่งเน้นที่การจัดบริการเพื่อการรักษาพยาบาลเพียงด้านเดียว เพราะจะทำให้รัฐและประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
ในขณะเดียวกันโรคและปัจจัยที่คุกคามสุขภาพ มีการเปลี่ยนแปลงและมีความยุ่งยากสลับซับซ้อนมากขึ้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ประชาชนมีความรู้เท่าทัน มีส่วนร่วมและมีระบบสร้างเสริมสุขภาพและระวังป้องกันอย่างสมบูรณ์
สมควรมีกฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ เพื่อวางกรอบและแนวทางในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และการดำเนินงานด้านสุขภาพของประเทศ รวมทั้งมีองค์กรและกลไกเพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย อันจะนำไปสู่เป้าหมายในการสร้างเสริมสุขภาพ รวมทั้งสามารถดูแลแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง”
กล่าวโดยง่ายในภาษาชาวบ้าน ก็คือ
กฎหมายฉบับนี้รองรับการเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือมุมมองเรื่องสุขภาพ จากเดิมที่คิดแบบแยกส่วน มาเป็นสุขภาพในฐานะองค์รวม ครอบคลุมสุขภาวะทั้ง ๔ ด้าน คือ กาย จิต ปัญญาและสังคม และให้มุ่งเน้นไปที่การ “สร้างนำซ่อม” ที่คำนึงถึงการ “มีส่วนร่วม” จากทุกฝ่าย
ดังนั้นจึงนำมาสู่การสร้างให้เกิดนวัตกรรมใหม่ในสังคมไทยถึง ๕ ประการ
ประการที่ ๑ ได้กำหนดนิยามของคำว่า “สุขภาพ” ใหม่ และได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนไว้ถึง ๘ ประการ อาทิ การกำหนดให้บุคคลมีสิทธิร้องขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพจากนโยบาย โครงการและกิจกรรมที่ดำเนินโดยภาครัฐ เป็นต้น
ประการที่ ๒ เกิดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มีองค์ประกอบตามยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ได้แก่ มีผู้แทนจาก ๓ ภาคส่วน คือ ภาครัฐและการเมือง ภาควิชาชีพและวิชาการ และภาคประชาชนและเอกชน ที่สมดุลกัน มีหน้าที่สำคัญในการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีด้านนโยบายสุขภาพ
ประการที่ ๓ เกิดสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช. เป็นองค์กรอิสระ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่เลขานุการของ คสช.
ประการที่ ๔ เกิดเครื่องมือที่เรียกว่า “สมัชชาสุขภาพ” เป็นเครื่องมือพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม
ประการที่ ๕ เกิดธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกรอบด้านยุทธศาสตร์และนโยบายด้านสุขภาพ
ผมนั่งทบทวนผลงานในช่วง ๗ ปีที่ผ่านมาของ “สช.” พบว่า เครื่องมือ ๓ ชิ้นที่เกิดขึ้นจากกฎหมายฉบับนี้ได้เริ่มแตกหน่อได้อย่างเหมาะสมกับวัย
เครื่องมือที่หนึ่งชื่อว่า “ธรรมนูญสุขภาพ” กำเนิดขึ้นใน ๒ ระดับ คือ ระดับชาติ ได้มีการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ นำไปใช้อ้างอิงในหลายประเด็น แต่ที่น่าภูมิใจก็คือ ในระดับพื้นที่ได้เกิด “ธรรมนูญสุขภาพพื้นที่” ตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล และเชิงประเด็น ที่กว้างขวาง โดย “ธรรมนูญสุขภาพตำบลชะแล้ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา” เป็นฉบับแรกที่เป็นต้นแบบสำหรับการขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ จนปัจจุบันมีมากกว่า ๑๐๐ พื้นที่
เครื่องมือที่สองชื่อว่า “สมัชชาสุขภาพ” ที่มีให้เลือกนำไปใช้ได้ถึง ๓ รูปแบบ คือ
รูปแบบที่ ๑ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่มีการจัดกันมาแล้วถึง ๕ ครั้ง มีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติไปแล้ว ๕๑ มติ หลายมติรัฐบาลนำไปกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล หลายมติก็ถูกนำไปใช้อ้างอิงกับการทำงานของหน่วยงาน องค์กร และเครือข่ายทั้งระดับชาติและระดับพื้นที่
รูปแบบที่ ๒ สมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ ที่มีการนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด อนุภาค และระดับภาค ซึ่งในปัจจุบันได้ถูกยกระดับเป็น “สมัชชาสุขภาพจังหวัด” ที่มีกลไก กระบวนการและรูปแบบที่เป็นมาตรฐาน กว่า ๔๐ จังหวัด
นอกจากนั้นยังถูกนำไปใช้ในกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะของงานระดับพื้นที่อีกหลายระดับ อาทิ ในกองทุนสุขภาพตำบล ที่สนับสนุนโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แผนแม่บทชุมชนที่สนับสนุนโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นต้น
รูปแบบที่ ๓ สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น มีการนำไปใช้เป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพในเชิงประเด็น นับ ๑๐ เรื่อง อาทิ เรื่องระบบข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสุขภาพในภาวะสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น
เครื่องมืออีกชิ้นที่สาม คือ “การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ” หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “เอชไอเอ” ที่มีการออกแบบไว้ ๔ รูปแบบ
รูปแบบที่ ๑ เป็นการใช้เป็นเครื่องมือตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๗ ที่กำหนดไว้ว่าเป็นโครงการหรือกิจการที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรง ซึ่งปัจจุบันได้กำหนดไว้ ๑๑ กิจการ ที่ต้องมีการจัดทำ”เอชไอเอ” ก่อน
รูปแบบที่ ๒ เป็นเครื่องมือรองรองบทบัญญัติตามมาตรา ๑๑ ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่กำหนดไว้ว่า “บุคคลอาจมีการร้องขอให้มีการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ”
รูปแบบที่ ๓ เป็นแบบสมัครใจ ที่หน่วยงานหรือองค์กรมีแผนงานจะทำโครงการหนึ่งที่อยู่นอกเหนือจากรูปแบบที่ ๑ ก็สามารถนำ “เอชไอเอ” ไปใช้ก่อนเริ่มนโยบาย แผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมก็ได้
รูปแบบที่ ๔ เรียกกันว่า “เอชไอเอชุมชน” เป็นเครื่องมือเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชน ในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมร่วมกัน
“เอชไอเอ” ทุกรูปแบบถูกนำไปใช้ที่กว้างขวางพอสมควร โดยเฉพาะ “เอชไอเอชุมชน” ที่หลายพื้นที่นำไปใช้เป็นเครื่องมือของชุมชนท้องถิ่น ในการศึกษาควบคู่กับการดำเนินการจัดทำการประเมินผลกระทบที่ดำเนินการโดยบริษัทที่ปรึกษา จนบางพื้นที่ต้องชะลอและยกเลิกโครงการไปในที่สุด อาทิ ที่อำเภอท่าศาลาจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น
ในวาระที่เด็กน้อยชื่อ “สช.” มีอายุครบ ๗ ปีเต็มวันนี้ ที่สำนักงานจึงได้มีการจัดพิธีทำบุญเลี้ยงเพลพระ ๙ รูปขึ้น ในบริเวณชั้น ๓ ของอาคารสุขภาพแห่งชาติ โดยมีเพื่อนภาคี อาทิ สถาบันพัฒนาคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) สถาบันวิจัยระบบสุขภาพ (สวรส.) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เป็นต้น มาร่วมพิธีด้วย
“พระศรีธวัช อนิวตฺติโก” เจ้าอาวาส “วัดพุทธปัญญา” จังหวัดนนทบุรี ได้เทศนาสอนให้กับผู้มาร่วมงานหลังฉันเพล เรื่อง “หัวใจพระโพธิสัตว์” ที่ “พระพุทธเจ้า” ได้สอนไว้ โดยเน้นย้ำว่า “ใครปฏิบัติก็จะเข้าใกล้พระพุทธเจ้าได้อย่างแท้จริงและรวดเร็วขึ้น”
“หัวใจพระโพธิสัตว์” มี ๔ ประการ คือ ศีล (รักผู้อื่น) สติ (ตื่นตัวทุกเวลาและนาที) สมาธิ (รักษาจิตใจให้ดี) ปัญญา (ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง)
“พระศรีธวัช อนิวตฺติโก” ยังได้อธิบายในเรื่อง “หน้าที่” ว่ามี ๒ ประการ คือ
หนึ่ง หน้าที่ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งมนุษย์ทุกผู้ทุกนามมีเหมือนกัน มี ๕ หน้าที่ คือ หน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อและแม่ หน้าที่ของศิษย์ที่มีต่อครู หน้าที่ของเพื่อนที่มีต่อเพื่อน หน้าที่ของพลเมืองที่มีต่อประเทศชาติ และหน้าที่ของสาวกของพระพุทธศาสนา
สอง หน้าที่ที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นหน้าที่ตามบทบาทในสังคมของแต่ละคน เช่น หน้าที่ปฏิบัติตัวเป็นข้าราชการที่ดี หน้าที่ของนักธุรกิจ หน้าที่ของพ่อค้าแม่ค้า เป็นต้น
นับเป็นคำสอนที่ให้แง่คิดที่ถือเป็นหลักสัจธรรม นั่นก็คือ คำสอนที่เป็นสัจจะ ถูกต้องเสมอแม้เวลาจะผ่านไปนานแสนนาน
เมื่อนำคำสอนมาเทียบเคียงกับหน้าที่ของพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ให้กำเนิดเครื่องมือ ๓ อย่าง ในการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม คือ ธรรมนูญสุขภาพ สมัชชาสุขภาพ และเอชไอเอ
ผมในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของหน้าที่นั้น จึงขอตั้งมั่นในการทำหน้าที่ที่จะขับเคลื่อนเครื่องมือทั้ง ๓ ชิ้นนั้น เพื่อนำไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของกฎหมายที่ในหลวงของเราพระราชทานลงมา
วันที่สาม มีนา ปีห้าเจ็ด................นับเบ็ดเสร็จ เจ็ดปี ที่ก้าวผ่าน
เหมือนเด็กน้อย ค่อยเติบโต จากคืบคลาน... ทุกวันผ่าน กาลคล้อย ค่อยค่อยยืน
ผลิตผลใหม่ เครื่องมือใหม่ มิติใหม่.........เสริมสร้างใน กระบวนการ เคยแข็งขืน
มีส่วนร่วม คือหลักการ ที่ยึดยืน...........เติบโตขึ้น สุขภาวะ สังคมไทย
ปฎิรูป ระบบ สุขภาพ .................ทุกฝ่ายนับ ร่วมเคลื่อน เขยื้อนไหว
เป้าหมายคือ สุขี ทั้งกายใจ............. จิตวิญญาณ สังคมไซร้ อย่างสมบูรณ์
ธรรมนูญ สมัชชา เริ่มแตกหน่อ........... ขยายก่อ กออ่อน รอเสริมหนุน
เอชไอเอ พัฒนา ที่สมดุล.............. เป็นฐานทุน เกื้อกูล สังคมไทย
วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557
เพลงอักษร : เรื่องเล่าชาว “สช.”
๑ มีนาคม ๒๕๕๗
แล้วคำพูดที่ผมย้ำมาตลอดว่า “ไม่ต้องเป็นนักเขียนก็เขียนได้” แค่เริ่มต้นตัดคำว่า “อยาก” ออก ให้เหลือแต่คำว่า “เขียน” จากนั้นก็อย่ารอช้า ลงมือโดยทันที ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง
เมื่อน้องๆที่เข้าร่วมเวที We Can Do เมื่อช่วงบ่ายในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ต่างทยอยส่งผลผลิตมาให้ทีละคนๆ นำมาซึ่งความดีใจเล็กๆ ของคนที่ทำหน้าที่ “จุดประกาย (ไฟ)” คนหนึ่งในเวทีวันนั้น
แน่นอนสำหรับการเริ่มต้นการเขียนเรื่องเล่าเป็นครั้งแรกของใครหลายๆคน ลองนึกถึงอะไรๆที่เป็นครั้งแรกของเรา บางทีก็แฝงไว้ด้วยทั้ง “ตื่นเต้น ผวา กริ่งเกรง ไม่คุ้นชิน ไม่คุ้นเคย วิตกกังวล ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร” แต่ความไม่พร้อมนี้เองที่บอกว่า “จงลงมือทำให้ดีที่สุด” เพราะเมื่อเริ่มต้นก้าวแรก ก้าวต่อ ๆ ไปมิใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป
เราลองมาอ่านผลงานของน้อง ๆ เหล่านั้นกันครับ
ผมขอเปิดเรื่องที่ ๑ ด้วยเรื่องของ “อรนิต อรไชย” กับ “เรื่องเล่าที่ไม่อยากเขียน”
เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมสานใจ ๑/๒ ชั้น ๖ อาคารสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ได้มีการจัดเวที We Can Do “การเขียนเรื่องเล่าเร้าพลัง”
ในเวทีนี้มีวิทยากรจาก สช. จำนวน ๓ ท่าน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถอย่างมากมาย ประกอบไปด้วย (๑) นพ.อำพล จินดาวัฒนะ (๒) นายวิสุทธิ บุญญะโสภิต (๓) นายสัณหกิจ รัตนกุล
ก่อนเข้าร่วมเวที มีความรู้สึกส่วนตัวว่า “คุณหมออำพล งานนี้ต้องเยอะแน่ๆ เหมือนอะไรต้องเนี๊ยบ ใครไม่มีส่วนร่วมก็จะถูกตัดคะแนน” ด้วยเวลาแค่ ๒ ชั่วโมงในกิจกรรมนี้ อย่างหนึ่งที่คิดไว้ต้องมีการฝึกปฏิบัติการเขียนเรื่องเล่าแน่นอน
“อยากเข้าไปฟัง แต่ไม่อยากเขียน เพราะตัวเองไม่ถนัด ไม่ชอบการเขียน เกรงว่าจะเขียนผิดหลัก”
เปิดห้องเข้าไปจัดโต๊ะเป็นวงกลม มองเห็นหน้ากันหมด ขอนั่งไกลๆวิทยากรเพื่อจะได้ไม่ถูกถาม
“เหมือนตอนเรียนหนังสือชอบนั่งหลังห้อง”
กิจกรรมเปิดเวทีด้วยหนุ่มน้อยน้องแน้ท (สัณหกิจ รัตนกุล) เล่าถึงวิธีการเขียน ตามด้วยหนุ่มใหญ่พี่โต (วิสุทธิ บุญญะโสภิต ) เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเขียน และต่อด้วยหนุ่มใหญ่กว่า (คุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ) ผู้เขียนเรื่องเล่าให้คนเข้าร่วมเวทีอ่านและวิเคราะห์ และให้ลองฝึกปฏิบัติ
“เป็นอย่างที่คิดไว้ ซื้อหวยไม่ถูก มีการฝึกปฏิบัติการเขียนจริงๆ และยังให้ผู้มีจิตอาสาเล่าให้เพื่อนฟังด้วย เอาล่ะเราจะเขียนอะไรดีล่ะ เข้ามาแล้ว ก็ต้องทำตามเขาไป”
ก่อนจะเริ่มเขียนก็คิดเป็นสิบนาทีกว่าจะได้ชื่อเรื่อง มองคนอื่นเขาก้มหน้าก้มตาเขียนเริ่มเขียนกันแล้ว จนพอได้เวลาท่านวิทยากรก็ให้ผู้มีจิตอาสาเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ตัวเองเขียนไม่ไปถึงไหนได้ประมาณ ๕ บรรทัดจากชื่อเรื่องและไปที่เนื้อหานิดหน่อย
ชื่อเรื่องของตัวเอง เรื่องเล่าที่ไม่อยากเขียน ตั้งใจว่าจะเขียนเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองต่อการเข้าร่วมเวทีนี้ เรื่องที่ตั้งใจจะเขียนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
“ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นมาเองก็ยังคิดว่ามันยากเลย เพราะคนไม่เคยทำหรือเปล่า ยิ่งตัวเองไม่มีความรู้และไม่ค่อยได้เขียนที่ถูกหลัก จะเริ่มยังไง อะไรก่อนหลัง รู้สึกมันว่ายาก ทั้งหมดนี้อาจจะมาจากความไม่ถนัด ไม่ชอบ เป็นคนไม่มีศิลปะในชีวิต ไม่มีพรสวรรค์ กลัวผิดถูก จากประสบการณ์ที่เคยเขียน ก็เขียนแบบขำๆและเก็บไว้เอง ไม่ได้ให้ใครอ่าน เป็นไดอารี่บอกความรู้สึกส่วนตัว ทำให้ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง”
เพราะการเขียนจะต้องใช้เวลามาก ทำให้ตัวเองนิ่งๆสบายๆ และต้องรู้ก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไร และเขียนอย่างไรให้ผู้อ่านอ่านแล้วรู้เรื่อง อยากอ่านให้จบ นี้คือสิ่งสำคัญที่สุด
เรื่องที่ ๒ : ลิงของแม่ ของ "วิลัยรัตน์ จั่นเพิ้ง"
หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย มือซ้ายของฉันก็กำ “ลิงน้อย” ที่ถูกซักมาหมาดๆเพื่อเตรียมนำไปตากรับลม
ทันใดนั้นลูกสาวคนเล็กก็เดินตามเข้าห้องมาติดๆ แม่อารมณ์ขันอย่างฉัน ก็เอ่ยทักไปว่า “ปาย เอาหมวกไปใส่มั๊ยลูก ใส่แล้วหลับสบาย ผมจะได้อยู่ทรง”
ลูกสาวตัวแสบ เงยหน้าขึ้นมาตอบทันควัน (หน้าตาย) “แม่ ระวังติดหวัดจากโฟล์ค นะ”
“ทำไมเหรอ โฟล์คเป็นอะไร...”
ฉันฉุกคิดไปถึงโฟล์คผู้เป็นหลานที่อยู่ในบ้านเดียวกัน
“เอ๊ะ มันไม่สบายตอนไหน เมื่อกี๊ยังนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่เลย” สมองยังคิดไม่ทันจบ เสียงจากเจ้าตัวแสบก็ดังขึ้น พร้อมกับยื่นผ้าชิ้นหนึ่งส่งมาให้เรา “แม่อย่าลืมเอาผ้าปิดปาก ปิดจมูก ด้วยนะ เดี๋ยวจะติดหวัด”
“เฮ้ย ไอ้ผ้าที่มันจะให้เราปิดปาก ปิดจมูก นั่นก็คือ “ลิงน้อย” ของแม่ มันไง”
เวลาเรียนไม่รู้จะหัวไวอย่างนี้ไหม ลูกฉัน !!!!
เรื่องที่ ๓ : เครียดแค่ไหน...”คุณวิลัย” พร้อมยิ้ม ของ "วิลัยรัตน์ จั่นเพิ้ง"
“กรี๊ด! อะไรกันนี่ เต็มโต๊ะไปหมดเลย” เสียงกรีดร้องของฉันเมื่อได้เห็นเอกสารมากมายกองอยู่บนโต๊ะทำงาน ยิ่งถ้าช่วงสิ้นปีงบประมาณหรือช่วงปีใหม่ จะมีพัสดุกล่องโตส่งมาถึง “คุณวิลัยรัตน์” ไม่ขาดสาย
“อย่าตกใจค่ะ” มันไม่ใช่ของขวัญหรือรางวัลอะไร แต่มันคือ รายงานงานฉบับสมบูรณ์ และรายงานการเงินที่ผู้รับข้อตกลงส่งมาเพื่อปิดโครงการ
“ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด” เสียงโทรศัพท์ดังเป็นระยะ
“คุณวิลัยรัตน์ คะ/ครับ เอกสารที่ส่งไปให้ได้รับแล้วหรือยัง แล้วจะได้เงินตอนไหนคะ/ครับ”
“อ๋อ ได้รับแล้วค่ะ เดี๋ยวจะตรวจสอบความถูกต้องให้นะคะ” ความเครียดเริ่มมาเยือน แต่ก็ปลอบใจตัวเองเสมอ ไม่เป็นไรยังไงฉันก็ยิ้มได้ จะเครียดทำไม หัวเราะเข้าไปเดี๋ยวก็หายเอง
เช็คอีเมล์ทุกวัน “คุณวิลัยรัตน์ ส่งเอกสารให้แล้ว รบกวนตรวจสอบให้ด้วย หากเรียบร้อย โอนเงินเมื่อไรช่วยแจ้งกลับด้วย ขอบคุณค่ะ/ครับ”
“จ้า ทราบแล้ว รอไปก่อนนะเพราะบนโต๊ะอีกประมาณ ๑๐ เรื่องนะจ๊ะ”
ในขณะเดียวกันโครงการใหม่ก็เร่งเปิดเพื่อโอนเงินงวด ๑ ไปให้กับเครือข่าย เงินสดย่อยก็มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนเสนออนุมัติเบิกจ่าย กองทุนเพื่อนสุชน “สมาชิกกู้ฉุกเฉิน แต่งงาน คลอดบุตร ป่วย นอน รพ. สิทธิ์วันเกิด ลาออก ฯลฯ”
กำลังก้มหน้าในบางวัน ก็มีเสียงตะโกน “ประชุมจ้า ประชุม” สิ้นเดือนต้องทำรายงานติดตามใบสำคัญค้างรับ “ปู…สัปดาห์หน้าไปต่างจังหวัดนะ” “ปู….ขอแรงไปช่วยลงทะเบียนของสำนักพี่ด้วยนะ”
“ทำไม ปูอารมณ์ดี ดูตลก หัวเราะง่าย” เป็นคำถามที่เพื่อนมาถามบ่อย ๆ
หลายคนบ้างานบ้าพลังจนเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว ใครถามอะไรไม่อยากตอบ เดินสวนกับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบ หน้าหงิก หน้างอ คอหัก เป็นปลาทูแม่กลอง
ยึดคติ “ยิ้มไว้ ไม่ทุกข์ สนุกดี” เจอปัญหาอุปสรรค หรือเครียดจากเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวเมื่อไหร่ ก็จะท่องคาถานี้ เป็น “ยันต์กันเครียด”
“ทำไป บ่นไป ไม่เป็นไร ยังไงก็ยิ้มได้ แถมในแต่ละวันมีเรื่องเล่า เรื่องตลก มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ฮากันเข้าไป พอหายเครียด ก็ทำงานต่อ”
เรื่องที่ ๔ : ม่านหมอกที่ผ่านฟ้า ของ "สุรชัย กลั่นวารั"
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เช้าอันสดใสของใครหลายคน ที่ตื่นขึ้นมาเพื่อดำเนินชีวิตตามปกติ ผมก็เป็นหนึ่งคนในนั้น ตื่นขึ้นมาก็เปิดโทรทัศน์ ช่องโปรด “Blue Sky” เพื่อฟังข่าวสารการชุมนุม เพราะมีข่าวว่าวันนี้จะมีการขอคืนพื้นที่ ประกาศโดย “ศรส.”
ผมยืนฟังรายงานในโทรทัศน์อยู่พักใหญ่ ในหัวก็คิดอะไรไปเรื่อย แล้วก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ถ้าใครจะไปสวดมนต์ก็ให้ไป แต่ถ้าใครคิดจะไปใช้ความรุนแรง ก็ไม่ต้องไป” เจ้าของเสียงคือ “ภรรยาอันเป็นที่รักของผม” ผมรู้ว่าเธอเป็นห่วง และกลัว
“นั่นสินะไปนั่งเฉยๆให้มันตี มันไม่รู้สึกหรอก มันก็ตีเราจนตายนั่นแหล่ะ แล้วจะไปทำไม” ผมหันไปพูดกับเธอ ก่อนที่จะเดินขึ้นไปห้องชั้นบนไปอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน
ระหว่างทางที่ขับรถไปทำงาน ความคิดในหัวสับสนไปหมด อยากรู้เหตุการณ์ก็อยากรู้ แต่กลัวว่าถ้ารู้แล้วจะอดไม่ได้ที่จะเดินทางไปร่วมการชุมนุม คิดไปคิดมาอยู่ครู่หนึ่งก็เลยตัดสินใจเปิดวิทยุฟังการรายงานเหตุการณ์การชุมนุมด้วยเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า ฟังนิดเดียวคงไม่เป็นไร แต่แล้วสิ่งที่ผมได้ยินคือ
“คปท. ขอความช่วยเหลือเพราะมวลชนน้อย กำลังตำรวจมีจำนวนมากตรึงอยู่ทั้ง ๒ ด้านของถนนราชดำเนิน”
พอฟังรายงานนี้จบ ผมตัดสินใจให้สัญญาณไฟเลี้ยวข้างซ้าย หาที่จอดรถข้างถนน รวบรวมอุปกรณ์ทุกอย่างที่หาได้จากในรถเพื่อเดินทางไปแยกมิสกวันด้วยความคิดที่ว่า “จะไม่ไปตีกับใคร จะรักษาตัวให้รอดปลอดภัย หวังแค่ไปเพิ่มให้จำนวนผู้ชุมนุมมีมากขึ้น และหากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ผมคงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยผู้หญิงและคนแก่ในที่ชุมนุมนั้นได้” ผมคิดแค่นี้จริงๆ จึงมีแค่เพียง “รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ” เท่านั้น
ผมเดินทางถึงสถานที่ชุมนุมที่ คปท. โดยลงรถแท็กซี่ที่หน้าสนามม้านางเลิ้ง เดินผ่าน “สะพานชมัยมรุเชฐ” ซึ่งเป็นเวทีการชุมนุม เห็นเด็ก ผู้หญิงและคนชรา อยู่เต็มเวที ผมเดินเลยขึ้นมาเข้ากลางแยกมิสกวัน ผ่านแนวกระสอบทราย ยางรถยนต์ ตาข่าย เสียงของรถกระจายเสียงดังต่อเนื่องและกึกก้องไปทั้งถนนราชดำเนินนอก จำได้ไม่เคยลืม เจ้าของเสียงที่พูดอยู่นั้นคือ “พี่ลูกหมี ๑ ใน ๔ ทหารเสือ กปปส.” นั่นเอง
ที่แรกผมตั้งใจว่าจะเดินตามเสียงพี่ลูกหมีไปแต่รู้สึกเป็นห่วงเหตุการณ์ทางสะพานผ่านฟ้ามากกว่า เลยตัดสินใจว่าไปทางโน้นก่อนแล้วค่อยเดินกลับมาทีหลัง ผมจึงเดินเลี่ยงไปทาง “สะพานมัฆวาน” เพื่อที่จะเดินต่อขึ้นไปยัง “สะพานผ่านฟ้า” ระหว่างที่เดินใกล้จะถึง “สะพานผ่านฟ้า” ผมก็ได้พบกับสิ่งที่ผมภาวนามาตลอดว่า “ขออย่าได้เจอ”
ภาพเบื้องหน้าคือ “กระป๋องแก๊สน้ำตา” ลอยขึ้นฟ้านับสิบนัด ควันจากกระป๋องแก๊สเริ่มกระจายตัวออกไปทั่วบริเวณ ในใจคิดว่าตรงนั้นจะมีการ์ดอยู่ไหม ถ้าอยู่แล้วทำไม ไม่มีการดับแก๊สน้ำตาพวกนั้น ผมรีบเดินให้เร็วขึ้น เริ่มพูดกับตัวเองให้กล้าไว้
ผมเดินสวนกับผู้คนของกองทัพธรรม ที่หนีออกมา ได้ยินเสียงพูดว่า... “เค้าจะฆ่าเราๆ...เค้าตีเราทำไม...เราคนไทยเหมือนเค้านะ...” เสียงของรถพยาบาลดังไปทั่วทั้งถนนราชดำเนินกลางและหลานหลวง มีป้าคนหนึ่งวิ่งมาเกาะผมแล้วพูดว่า “ไอ้หนู เร็วเข้า มันตีเราใหญ่แล้วไปช่วยพวกเราด้วย”
ผมรีบวิ่งไปถึงสะพานผ่านฟ้า ภาพที่เห็น คือ ตำรวจตีทุกอย่างที่ขวางหน้า คนแก่ผู้หญิง ตีไม่ปราณี รื้อของกระจัดกระจาย ยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตาทั้งยิงทั้งขว้างใส่เต็นท์
“เอาวะ” บอกตัวเอง ถึงไม่มีผ้าปิดหน้าไม่มีอะไรป้องกันก็ช่างมัน ยังไงก็ขอเข้าไปช่วยพวกเขาที่ยังไม่โดนตำรวจจับ ที่ยังไม่บาดเจ็บออกมาให้ได้ ผมจึงเริ่มไปพาคนออกมา เพราะมีคนจำนวนมากที่วิ่งหนีออกมาบางคนแก่มากเดินไม่ไหว แต่ก็ต้องหนี เพราะตำรวจตีไล่มาเรื่อยๆ ผมพยายามอุ้มคนแก่ออกไป โดยมีคนมารับช่วงต่อ ก็อาศัยการส่งต่อกันเป็นช่วงๆ
มาถึงตอนนี้ รถกระจายเสียงระดมการ์ดเข้าช่วยเหลือเวทีกองทัพธรรมเป็นการใหญ่ ผมกลับเข้าไปที่สะพานอีกรอบคิดว่ารอบนี้คงเป็นรอบสุดท้ายเพราะบริเวณนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มควัน เสียงการยิงกระสุนยางยังดังต่อเนื่อง มีเสียงปนแบบนานๆครั้งของอาวุธประจำกายประเภทปืนสั้นเป็นระยะๆ
ผมพยายามก้มให้ต่ำเพราะตอนนี้การทำงานของตาไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แสบตาไปหมด หายใจก็ไม่ถนัด ผมวิ่งมาหยุดตรงป้าคนหนึ่ง ที่ตอนแรกเค้านั่งกันอยู่ ๓ คน พอหันไปอีกทีเหลือคนเดียว แล้วอีก ๒ คนหายไปไหนก็ไม่รู้
ผมมองผ่านควันของแก๊สน้ำตาที่กระจายอยู่รอบตัวเรา เห็นตำรวจหน่วยอรินทราช ยกเอ็มสิบหกขึ้นประทับบ่า แล้วเดินลั่นกระสุนเป็นชุดๆ ตำรวจหน่วยนั้นอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมอยู่เท่าไหร่และกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
ผมงงมาก มันเกิดอะไรขึ้นประชาชนไม่มีอาวุธแค่ “กระบองกับโล่” ก็สู้ไม่ได้แล้ว ผมพยายามรวบรวมสติที่ตอนนี้มีเหลืออยู่น้อยมากมองหาทางออกให้ตัวเองและป้าคนข้างๆ หันซ้ายหันขวาในท่าหมอบต่ำที่สุดในชีวิต ก็ไม่พบทางที่จะคลานหนีออกไปได้เลย เพราะเสียงกระสุนปืนมันบีบหัวใจสุดๆ ป้าก็ไอ ผมก็ไอ กลัวเสียงไอจะพาตำรวจมาถึงตัวก็กลัวแต่มันก็จำเป็นต้องไอ จนกระทั่งการมาถึงของเสียงระเบิดลูกนั้น
เสียงระเบิดดังสนั่น ป้าข้างๆ ถามผมว่า “นั่นเสียงอะไรลูก”
ผมหันไปดูกลุ่มควันแล้วหันมาตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า “เสียงระเบิดครับ” ป้าถามต่อ “เค้าจะฆ่าเราเหรอ” สิ้นเสียงป้า เสียงเอ็มสิบหกก็ดังรัวเป็นชุดต่อเนื่อง ประหนึ่งว่า “เห็นอะไรขยับ เป็นยิง”
ตอนนี้ประสาทการได้ยินก็เริ่มทำงานแบบไร้สติ จากการที่เสียงปืนดังมาจากหลายด้าน ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นระเบิดลงอีกสองลูกห่างออกไปตรงป้อมมหากาฬ เสียงปืนดังไม่หยุด ช่วงนั้นเองผมคิดในใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ผมขอบคุณที่คุณไม่ทิ้งพวกเรา ผมหันไปจับมือป้าแล้วบอกว่า “ไปกับผม” ก่อนที่ผมจะจับมือลากแกวิ่งออกมา ยอมรับเลยว่าผู้หญิงกองทัพธรรมใจกล้าสุดยอด
ผมนำป้าไปส่งหน่วยพยาบาลตรงแถวสะพานมัฆวาน ป้าขอบคุณผมใหญ่เลย แล้วแกก็อวยพรพร้อมยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นมันบอกให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไม่มีอะไรต้องเสียใจเพราะแม้แต่หญิงแก่ๆยังสู้ด้วยความกล้าหาญเพื่อสิ่งที่เค้าศรัทธา
บัดนี้ผมรู้แค่ว่าเวทีกองทัพธรรมตรง “สะพานผ่านฟ้า” ได้แตกแล้ว และการ์ดทุกคนได้กลับไปรวมตัวตั้งแถวรอรับการบุกของตำรวจที่ “สะพานมัฆวาน” ปราการด้านสุดท้ายก่อนจะเข้าถึงเวทีที่ “สะพานชมัยมรุเชฐ”
ซึ่งมีผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมต่อสู้กับเค้าอยู่ตรงนั้นด้วยเช่นกัน
เรื่องที่ ๕ : เดินทาง ของ “ทรงพล ตุละทา”
ผมใฝ่ฝันเป็นนักเดินทางมาตั้งแต่เด็ก ของเล่นโปรดในวัยเด็กของผมคือหนังสือแอทลาส (หนังสือแผนที่) และเข็มทิศ
ด้วยความชอบผจญภัย ชอบเดินทางของผมหรือเปล่าไม่ทราบ ผมเคยได้รับหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือภาพ เรื่อง “เดินทาง” เป็นเรื่องราวการเดินทางของมดตัวหนึ่งที่ถูกสภาพแวดล้อมรอบตัวส่งผลให้มดถูกพัดพาและต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ คนที่ให้หนังสือเล่มนี้บอกว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเหมาะกับผม
ผมไม่เหมือนมดตัวนั้นซะทีเดียว ถึงผมจะเดินทางมามากมาย แต่การเดินทางของผมล้วนมาจากความตั้งใจของผมเอง การเดินทางหลายครั้งอาจเกิดจากเหตุบังเอิญ หรือปัจจัยต่างๆ ประจวบเหมาะ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะผมอยากเดินทางเอง อย่างไรผมก็ไม่ไป
ผมเริ่มชีวิตนักเดินทางตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ตั้งใจมาเรียนมหาวิทยาลัยไกลๆบ้าน หัดโบกรถท่องเที่ยว ผมชอบเดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อไปดูวิถีชีวิตของผู้คน ดูบ้านเมือง ดูสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป การใช้ชีวิตที่มีแต่การเดินทางของผมทำให้ผมคิดถึงเรื่องสมัยเด็ก ผมเคยตามญาติที่ไปให้พระดูดวงที่สุโขทัย พระรูปนั้นทักผมว่าเด็กคนนี้จะไม่ได้อยู่กับบ้านเฉยๆ ต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ จะเดินทางเรื่อยๆ จนกว่าจะแก่เฒ่าจึงจะได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ผมคิดว่าจริง เพราะทุกวันนี้ผมก็ยังเดินทางอยู่
กลับมาที่ความใฝ่ฝันของผม ผมอยากเดินทางไปยังที่ต่างๆ แม้ว่าจะไปมาหลายที่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป งานอดิเรกของผมที่ไม่เบื่อเลยคือการศึกษาข้อมูลการเดินทาง การดูแผนที่และจดจำเส้นทาง การฝึกภาษา ศึกษาการเอาตัวรอดเวลาเดินทางต่างบ้านต่างเมือง การเดินทางไกลแต่ละครั้งคือการฝึกปฏิบัติ โอกาส และสภาพแวดล้อมที่ช่วยหล่อหลอมผมจนเป็นนักเดินทางเล็กๆคนหนึ่ง คือการทำงานเป็นนักวิจัย การได้รับโอกาสให้เป็นผู้นำทัวร์ โอกาสต่างๆเหล่านี้ทำให้ผมไล่ตามความฝันของผมได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความฝันที่อยากเดินทางไปสถานที่อีกมากมายของผม ผมยังต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เก็บหอมรอมริบ เก็บเล็กผสมน้อยทั้งทุนเงิน ทุนเวลา เพื่อสร้างโอกาสให้ตนเองได้เดินทางไปที่ต่างๆที่อยากไป เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้โลกกว้าง เก็บประสบการณ์ชีวิต ใช้ชีวิต เปิดโอกาสให้ชีวิตได้ทำสิ่งต่างๆ ผมยังต้องเก็บเกี่ยวสิ่งที่ทำให้บรรลุความใฝ่ฝันตั้งใจทีละเล็กทีละน้อย และคิดว่ายังทำไปอีกนาน
นี้คือ ๕ เรื่องเล่าที่สร้างความอิ่มเอมใจให้ผมไม่น้อย ไม่นับอีกว่าน้อง “ทรงพล ตุละทา” ได้โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คของตัวเองว่า “จากแรงบันดาลใจที่ได้จากเวที We Can Do ทำให้เกิดความตั้งใจที่จะกลับมาเขียนเรื่องเล่าลงในบล็อกตัวเองให้เหมือนพี่โต”
“ดีใจที่เป็นแรงบันดาลเล็ก ๆ กับความตั้งใจครั้งนี้ ทำต่อไป อย่างน้อย ๒๑ วัน รับรองว่าจะเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแน่นอน” เป็นข้อความที่ผมตอบ “ทรงพล ตุละทา” ไป และระหว่างพิมพ์แต่ละตัวอักษร ใบหน้าน้องๆในห้องประชุมก็มาเยือนพร้อมรอยยิ้มมุมปากผมที่เผยอขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แล้วคำพูดที่ผมย้ำมาตลอดว่า “ไม่ต้องเป็นนักเขียนก็เขียนได้” แค่เริ่มต้นตัดคำว่า “อยาก” ออก ให้เหลือแต่คำว่า “เขียน” จากนั้นก็อย่ารอช้า ลงมือโดยทันที ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริง
เมื่อน้องๆที่เข้าร่วมเวที We Can Do เมื่อช่วงบ่ายในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ต่างทยอยส่งผลผลิตมาให้ทีละคนๆ นำมาซึ่งความดีใจเล็กๆ ของคนที่ทำหน้าที่ “จุดประกาย (ไฟ)” คนหนึ่งในเวทีวันนั้น
แน่นอนสำหรับการเริ่มต้นการเขียนเรื่องเล่าเป็นครั้งแรกของใครหลายๆคน ลองนึกถึงอะไรๆที่เป็นครั้งแรกของเรา บางทีก็แฝงไว้ด้วยทั้ง “ตื่นเต้น ผวา กริ่งเกรง ไม่คุ้นชิน ไม่คุ้นเคย วิตกกังวล ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร” แต่ความไม่พร้อมนี้เองที่บอกว่า “จงลงมือทำให้ดีที่สุด” เพราะเมื่อเริ่มต้นก้าวแรก ก้าวต่อ ๆ ไปมิใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป
เราลองมาอ่านผลงานของน้อง ๆ เหล่านั้นกันครับ
ผมขอเปิดเรื่องที่ ๑ ด้วยเรื่องของ “อรนิต อรไชย” กับ “เรื่องเล่าที่ไม่อยากเขียน”
เมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ห้องประชุมสานใจ ๑/๒ ชั้น ๖ อาคารสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ได้มีการจัดเวที We Can Do “การเขียนเรื่องเล่าเร้าพลัง”
ในเวทีนี้มีวิทยากรจาก สช. จำนวน ๓ ท่าน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถอย่างมากมาย ประกอบไปด้วย (๑) นพ.อำพล จินดาวัฒนะ (๒) นายวิสุทธิ บุญญะโสภิต (๓) นายสัณหกิจ รัตนกุล
ก่อนเข้าร่วมเวที มีความรู้สึกส่วนตัวว่า “คุณหมออำพล งานนี้ต้องเยอะแน่ๆ เหมือนอะไรต้องเนี๊ยบ ใครไม่มีส่วนร่วมก็จะถูกตัดคะแนน” ด้วยเวลาแค่ ๒ ชั่วโมงในกิจกรรมนี้ อย่างหนึ่งที่คิดไว้ต้องมีการฝึกปฏิบัติการเขียนเรื่องเล่าแน่นอน
“อยากเข้าไปฟัง แต่ไม่อยากเขียน เพราะตัวเองไม่ถนัด ไม่ชอบการเขียน เกรงว่าจะเขียนผิดหลัก”
เปิดห้องเข้าไปจัดโต๊ะเป็นวงกลม มองเห็นหน้ากันหมด ขอนั่งไกลๆวิทยากรเพื่อจะได้ไม่ถูกถาม
“เหมือนตอนเรียนหนังสือชอบนั่งหลังห้อง”
กิจกรรมเปิดเวทีด้วยหนุ่มน้อยน้องแน้ท (สัณหกิจ รัตนกุล) เล่าถึงวิธีการเขียน ตามด้วยหนุ่มใหญ่พี่โต (วิสุทธิ บุญญะโสภิต ) เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเขียน และต่อด้วยหนุ่มใหญ่กว่า (คุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ) ผู้เขียนเรื่องเล่าให้คนเข้าร่วมเวทีอ่านและวิเคราะห์ และให้ลองฝึกปฏิบัติ
“เป็นอย่างที่คิดไว้ ซื้อหวยไม่ถูก มีการฝึกปฏิบัติการเขียนจริงๆ และยังให้ผู้มีจิตอาสาเล่าให้เพื่อนฟังด้วย เอาล่ะเราจะเขียนอะไรดีล่ะ เข้ามาแล้ว ก็ต้องทำตามเขาไป”
ก่อนจะเริ่มเขียนก็คิดเป็นสิบนาทีกว่าจะได้ชื่อเรื่อง มองคนอื่นเขาก้มหน้าก้มตาเขียนเริ่มเขียนกันแล้ว จนพอได้เวลาท่านวิทยากรก็ให้ผู้มีจิตอาสาเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง ตัวเองเขียนไม่ไปถึงไหนได้ประมาณ ๕ บรรทัดจากชื่อเรื่องและไปที่เนื้อหานิดหน่อย
ชื่อเรื่องของตัวเอง เรื่องเล่าที่ไม่อยากเขียน ตั้งใจว่าจะเขียนเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองต่อการเข้าร่วมเวทีนี้ เรื่องที่ตั้งใจจะเขียนเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
“ไม่ใช่เรื่องแต่งขึ้นมาเองก็ยังคิดว่ามันยากเลย เพราะคนไม่เคยทำหรือเปล่า ยิ่งตัวเองไม่มีความรู้และไม่ค่อยได้เขียนที่ถูกหลัก จะเริ่มยังไง อะไรก่อนหลัง รู้สึกมันว่ายาก ทั้งหมดนี้อาจจะมาจากความไม่ถนัด ไม่ชอบ เป็นคนไม่มีศิลปะในชีวิต ไม่มีพรสวรรค์ กลัวผิดถูก จากประสบการณ์ที่เคยเขียน ก็เขียนแบบขำๆและเก็บไว้เอง ไม่ได้ให้ใครอ่าน เป็นไดอารี่บอกความรู้สึกส่วนตัว ทำให้ไม่อยากเล่าให้ใครฟัง”
เพราะการเขียนจะต้องใช้เวลามาก ทำให้ตัวเองนิ่งๆสบายๆ และต้องรู้ก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไร และเขียนอย่างไรให้ผู้อ่านอ่านแล้วรู้เรื่อง อยากอ่านให้จบ นี้คือสิ่งสำคัญที่สุด
เรื่องที่ ๒ : ลิงของแม่ ของ "วิลัยรัตน์ จั่นเพิ้ง"
หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเรียบร้อย มือซ้ายของฉันก็กำ “ลิงน้อย” ที่ถูกซักมาหมาดๆเพื่อเตรียมนำไปตากรับลม
ทันใดนั้นลูกสาวคนเล็กก็เดินตามเข้าห้องมาติดๆ แม่อารมณ์ขันอย่างฉัน ก็เอ่ยทักไปว่า “ปาย เอาหมวกไปใส่มั๊ยลูก ใส่แล้วหลับสบาย ผมจะได้อยู่ทรง”
ลูกสาวตัวแสบ เงยหน้าขึ้นมาตอบทันควัน (หน้าตาย) “แม่ ระวังติดหวัดจากโฟล์ค นะ”
“ทำไมเหรอ โฟล์คเป็นอะไร...”
ฉันฉุกคิดไปถึงโฟล์คผู้เป็นหลานที่อยู่ในบ้านเดียวกัน
“เอ๊ะ มันไม่สบายตอนไหน เมื่อกี๊ยังนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่เลย” สมองยังคิดไม่ทันจบ เสียงจากเจ้าตัวแสบก็ดังขึ้น พร้อมกับยื่นผ้าชิ้นหนึ่งส่งมาให้เรา “แม่อย่าลืมเอาผ้าปิดปาก ปิดจมูก ด้วยนะ เดี๋ยวจะติดหวัด”
“เฮ้ย ไอ้ผ้าที่มันจะให้เราปิดปาก ปิดจมูก นั่นก็คือ “ลิงน้อย” ของแม่ มันไง”
เวลาเรียนไม่รู้จะหัวไวอย่างนี้ไหม ลูกฉัน !!!!
เรื่องที่ ๓ : เครียดแค่ไหน...”คุณวิลัย” พร้อมยิ้ม ของ "วิลัยรัตน์ จั่นเพิ้ง"
“กรี๊ด! อะไรกันนี่ เต็มโต๊ะไปหมดเลย” เสียงกรีดร้องของฉันเมื่อได้เห็นเอกสารมากมายกองอยู่บนโต๊ะทำงาน ยิ่งถ้าช่วงสิ้นปีงบประมาณหรือช่วงปีใหม่ จะมีพัสดุกล่องโตส่งมาถึง “คุณวิลัยรัตน์” ไม่ขาดสาย
“อย่าตกใจค่ะ” มันไม่ใช่ของขวัญหรือรางวัลอะไร แต่มันคือ รายงานงานฉบับสมบูรณ์ และรายงานการเงินที่ผู้รับข้อตกลงส่งมาเพื่อปิดโครงการ
“ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด” เสียงโทรศัพท์ดังเป็นระยะ
“คุณวิลัยรัตน์ คะ/ครับ เอกสารที่ส่งไปให้ได้รับแล้วหรือยัง แล้วจะได้เงินตอนไหนคะ/ครับ”
“อ๋อ ได้รับแล้วค่ะ เดี๋ยวจะตรวจสอบความถูกต้องให้นะคะ” ความเครียดเริ่มมาเยือน แต่ก็ปลอบใจตัวเองเสมอ ไม่เป็นไรยังไงฉันก็ยิ้มได้ จะเครียดทำไม หัวเราะเข้าไปเดี๋ยวก็หายเอง
เช็คอีเมล์ทุกวัน “คุณวิลัยรัตน์ ส่งเอกสารให้แล้ว รบกวนตรวจสอบให้ด้วย หากเรียบร้อย โอนเงินเมื่อไรช่วยแจ้งกลับด้วย ขอบคุณค่ะ/ครับ”
“จ้า ทราบแล้ว รอไปก่อนนะเพราะบนโต๊ะอีกประมาณ ๑๐ เรื่องนะจ๊ะ”
ในขณะเดียวกันโครงการใหม่ก็เร่งเปิดเพื่อโอนเงินงวด ๑ ไปให้กับเครือข่าย เงินสดย่อยก็มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนเสนออนุมัติเบิกจ่าย กองทุนเพื่อนสุชน “สมาชิกกู้ฉุกเฉิน แต่งงาน คลอดบุตร ป่วย นอน รพ. สิทธิ์วันเกิด ลาออก ฯลฯ”
กำลังก้มหน้าในบางวัน ก็มีเสียงตะโกน “ประชุมจ้า ประชุม” สิ้นเดือนต้องทำรายงานติดตามใบสำคัญค้างรับ “ปู…สัปดาห์หน้าไปต่างจังหวัดนะ” “ปู….ขอแรงไปช่วยลงทะเบียนของสำนักพี่ด้วยนะ”
“ทำไม ปูอารมณ์ดี ดูตลก หัวเราะง่าย” เป็นคำถามที่เพื่อนมาถามบ่อย ๆ
หลายคนบ้างานบ้าพลังจนเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว ใครถามอะไรไม่อยากตอบ เดินสวนกับเพื่อนร่วมงาน ยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบ หน้าหงิก หน้างอ คอหัก เป็นปลาทูแม่กลอง
ยึดคติ “ยิ้มไว้ ไม่ทุกข์ สนุกดี” เจอปัญหาอุปสรรค หรือเครียดจากเรื่องงาน เรื่องส่วนตัวเมื่อไหร่ ก็จะท่องคาถานี้ เป็น “ยันต์กันเครียด”
“ทำไป บ่นไป ไม่เป็นไร ยังไงก็ยิ้มได้ แถมในแต่ละวันมีเรื่องเล่า เรื่องตลก มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ฮากันเข้าไป พอหายเครียด ก็ทำงานต่อ”
เรื่องที่ ๔ : ม่านหมอกที่ผ่านฟ้า ของ "สุรชัย กลั่นวารั"
๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เช้าอันสดใสของใครหลายคน ที่ตื่นขึ้นมาเพื่อดำเนินชีวิตตามปกติ ผมก็เป็นหนึ่งคนในนั้น ตื่นขึ้นมาก็เปิดโทรทัศน์ ช่องโปรด “Blue Sky” เพื่อฟังข่าวสารการชุมนุม เพราะมีข่าวว่าวันนี้จะมีการขอคืนพื้นที่ ประกาศโดย “ศรส.”
ผมยืนฟังรายงานในโทรทัศน์อยู่พักใหญ่ ในหัวก็คิดอะไรไปเรื่อย แล้วก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ถ้าใครจะไปสวดมนต์ก็ให้ไป แต่ถ้าใครคิดจะไปใช้ความรุนแรง ก็ไม่ต้องไป” เจ้าของเสียงคือ “ภรรยาอันเป็นที่รักของผม” ผมรู้ว่าเธอเป็นห่วง และกลัว
“นั่นสินะไปนั่งเฉยๆให้มันตี มันไม่รู้สึกหรอก มันก็ตีเราจนตายนั่นแหล่ะ แล้วจะไปทำไม” ผมหันไปพูดกับเธอ ก่อนที่จะเดินขึ้นไปห้องชั้นบนไปอาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน
ระหว่างทางที่ขับรถไปทำงาน ความคิดในหัวสับสนไปหมด อยากรู้เหตุการณ์ก็อยากรู้ แต่กลัวว่าถ้ารู้แล้วจะอดไม่ได้ที่จะเดินทางไปร่วมการชุมนุม คิดไปคิดมาอยู่ครู่หนึ่งก็เลยตัดสินใจเปิดวิทยุฟังการรายงานเหตุการณ์การชุมนุมด้วยเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า ฟังนิดเดียวคงไม่เป็นไร แต่แล้วสิ่งที่ผมได้ยินคือ
“คปท. ขอความช่วยเหลือเพราะมวลชนน้อย กำลังตำรวจมีจำนวนมากตรึงอยู่ทั้ง ๒ ด้านของถนนราชดำเนิน”
พอฟังรายงานนี้จบ ผมตัดสินใจให้สัญญาณไฟเลี้ยวข้างซ้าย หาที่จอดรถข้างถนน รวบรวมอุปกรณ์ทุกอย่างที่หาได้จากในรถเพื่อเดินทางไปแยกมิสกวันด้วยความคิดที่ว่า “จะไม่ไปตีกับใคร จะรักษาตัวให้รอดปลอดภัย หวังแค่ไปเพิ่มให้จำนวนผู้ชุมนุมมีมากขึ้น และหากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ผมคงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยผู้หญิงและคนแก่ในที่ชุมนุมนั้นได้” ผมคิดแค่นี้จริงๆ จึงมีแค่เพียง “รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ” เท่านั้น
ผมเดินทางถึงสถานที่ชุมนุมที่ คปท. โดยลงรถแท็กซี่ที่หน้าสนามม้านางเลิ้ง เดินผ่าน “สะพานชมัยมรุเชฐ” ซึ่งเป็นเวทีการชุมนุม เห็นเด็ก ผู้หญิงและคนชรา อยู่เต็มเวที ผมเดินเลยขึ้นมาเข้ากลางแยกมิสกวัน ผ่านแนวกระสอบทราย ยางรถยนต์ ตาข่าย เสียงของรถกระจายเสียงดังต่อเนื่องและกึกก้องไปทั้งถนนราชดำเนินนอก จำได้ไม่เคยลืม เจ้าของเสียงที่พูดอยู่นั้นคือ “พี่ลูกหมี ๑ ใน ๔ ทหารเสือ กปปส.” นั่นเอง
ที่แรกผมตั้งใจว่าจะเดินตามเสียงพี่ลูกหมีไปแต่รู้สึกเป็นห่วงเหตุการณ์ทางสะพานผ่านฟ้ามากกว่า เลยตัดสินใจว่าไปทางโน้นก่อนแล้วค่อยเดินกลับมาทีหลัง ผมจึงเดินเลี่ยงไปทาง “สะพานมัฆวาน” เพื่อที่จะเดินต่อขึ้นไปยัง “สะพานผ่านฟ้า” ระหว่างที่เดินใกล้จะถึง “สะพานผ่านฟ้า” ผมก็ได้พบกับสิ่งที่ผมภาวนามาตลอดว่า “ขออย่าได้เจอ”
ภาพเบื้องหน้าคือ “กระป๋องแก๊สน้ำตา” ลอยขึ้นฟ้านับสิบนัด ควันจากกระป๋องแก๊สเริ่มกระจายตัวออกไปทั่วบริเวณ ในใจคิดว่าตรงนั้นจะมีการ์ดอยู่ไหม ถ้าอยู่แล้วทำไม ไม่มีการดับแก๊สน้ำตาพวกนั้น ผมรีบเดินให้เร็วขึ้น เริ่มพูดกับตัวเองให้กล้าไว้
ผมเดินสวนกับผู้คนของกองทัพธรรม ที่หนีออกมา ได้ยินเสียงพูดว่า... “เค้าจะฆ่าเราๆ...เค้าตีเราทำไม...เราคนไทยเหมือนเค้านะ...” เสียงของรถพยาบาลดังไปทั่วทั้งถนนราชดำเนินกลางและหลานหลวง มีป้าคนหนึ่งวิ่งมาเกาะผมแล้วพูดว่า “ไอ้หนู เร็วเข้า มันตีเราใหญ่แล้วไปช่วยพวกเราด้วย”
ผมรีบวิ่งไปถึงสะพานผ่านฟ้า ภาพที่เห็น คือ ตำรวจตีทุกอย่างที่ขวางหน้า คนแก่ผู้หญิง ตีไม่ปราณี รื้อของกระจัดกระจาย ยิงกระสุนยาง แก๊สน้ำตาทั้งยิงทั้งขว้างใส่เต็นท์
“เอาวะ” บอกตัวเอง ถึงไม่มีผ้าปิดหน้าไม่มีอะไรป้องกันก็ช่างมัน ยังไงก็ขอเข้าไปช่วยพวกเขาที่ยังไม่โดนตำรวจจับ ที่ยังไม่บาดเจ็บออกมาให้ได้ ผมจึงเริ่มไปพาคนออกมา เพราะมีคนจำนวนมากที่วิ่งหนีออกมาบางคนแก่มากเดินไม่ไหว แต่ก็ต้องหนี เพราะตำรวจตีไล่มาเรื่อยๆ ผมพยายามอุ้มคนแก่ออกไป โดยมีคนมารับช่วงต่อ ก็อาศัยการส่งต่อกันเป็นช่วงๆ
มาถึงตอนนี้ รถกระจายเสียงระดมการ์ดเข้าช่วยเหลือเวทีกองทัพธรรมเป็นการใหญ่ ผมกลับเข้าไปที่สะพานอีกรอบคิดว่ารอบนี้คงเป็นรอบสุดท้ายเพราะบริเวณนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มควัน เสียงการยิงกระสุนยางยังดังต่อเนื่อง มีเสียงปนแบบนานๆครั้งของอาวุธประจำกายประเภทปืนสั้นเป็นระยะๆ
ผมพยายามก้มให้ต่ำเพราะตอนนี้การทำงานของตาไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แสบตาไปหมด หายใจก็ไม่ถนัด ผมวิ่งมาหยุดตรงป้าคนหนึ่ง ที่ตอนแรกเค้านั่งกันอยู่ ๓ คน พอหันไปอีกทีเหลือคนเดียว แล้วอีก ๒ คนหายไปไหนก็ไม่รู้
ผมมองผ่านควันของแก๊สน้ำตาที่กระจายอยู่รอบตัวเรา เห็นตำรวจหน่วยอรินทราช ยกเอ็มสิบหกขึ้นประทับบ่า แล้วเดินลั่นกระสุนเป็นชุดๆ ตำรวจหน่วยนั้นอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมอยู่เท่าไหร่และกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
ผมงงมาก มันเกิดอะไรขึ้นประชาชนไม่มีอาวุธแค่ “กระบองกับโล่” ก็สู้ไม่ได้แล้ว ผมพยายามรวบรวมสติที่ตอนนี้มีเหลืออยู่น้อยมากมองหาทางออกให้ตัวเองและป้าคนข้างๆ หันซ้ายหันขวาในท่าหมอบต่ำที่สุดในชีวิต ก็ไม่พบทางที่จะคลานหนีออกไปได้เลย เพราะเสียงกระสุนปืนมันบีบหัวใจสุดๆ ป้าก็ไอ ผมก็ไอ กลัวเสียงไอจะพาตำรวจมาถึงตัวก็กลัวแต่มันก็จำเป็นต้องไอ จนกระทั่งการมาถึงของเสียงระเบิดลูกนั้น
เสียงระเบิดดังสนั่น ป้าข้างๆ ถามผมว่า “นั่นเสียงอะไรลูก”
ผมหันไปดูกลุ่มควันแล้วหันมาตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า “เสียงระเบิดครับ” ป้าถามต่อ “เค้าจะฆ่าเราเหรอ” สิ้นเสียงป้า เสียงเอ็มสิบหกก็ดังรัวเป็นชุดต่อเนื่อง ประหนึ่งว่า “เห็นอะไรขยับ เป็นยิง”
ตอนนี้ประสาทการได้ยินก็เริ่มทำงานแบบไร้สติ จากการที่เสียงปืนดังมาจากหลายด้าน ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นระเบิดลงอีกสองลูกห่างออกไปตรงป้อมมหากาฬ เสียงปืนดังไม่หยุด ช่วงนั้นเองผมคิดในใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ผมขอบคุณที่คุณไม่ทิ้งพวกเรา ผมหันไปจับมือป้าแล้วบอกว่า “ไปกับผม” ก่อนที่ผมจะจับมือลากแกวิ่งออกมา ยอมรับเลยว่าผู้หญิงกองทัพธรรมใจกล้าสุดยอด
ผมนำป้าไปส่งหน่วยพยาบาลตรงแถวสะพานมัฆวาน ป้าขอบคุณผมใหญ่เลย แล้วแกก็อวยพรพร้อมยิ้มให้ รอยยิ้มนั้นมันบอกให้ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไม่มีอะไรต้องเสียใจเพราะแม้แต่หญิงแก่ๆยังสู้ด้วยความกล้าหาญเพื่อสิ่งที่เค้าศรัทธา
บัดนี้ผมรู้แค่ว่าเวทีกองทัพธรรมตรง “สะพานผ่านฟ้า” ได้แตกแล้ว และการ์ดทุกคนได้กลับไปรวมตัวตั้งแถวรอรับการบุกของตำรวจที่ “สะพานมัฆวาน” ปราการด้านสุดท้ายก่อนจะเข้าถึงเวทีที่ “สะพานชมัยมรุเชฐ”
ซึ่งมีผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมต่อสู้กับเค้าอยู่ตรงนั้นด้วยเช่นกัน
เรื่องที่ ๕ : เดินทาง ของ “ทรงพล ตุละทา”
ผมใฝ่ฝันเป็นนักเดินทางมาตั้งแต่เด็ก ของเล่นโปรดในวัยเด็กของผมคือหนังสือแอทลาส (หนังสือแผนที่) และเข็มทิศ
ด้วยความชอบผจญภัย ชอบเดินทางของผมหรือเปล่าไม่ทราบ ผมเคยได้รับหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือภาพ เรื่อง “เดินทาง” เป็นเรื่องราวการเดินทางของมดตัวหนึ่งที่ถูกสภาพแวดล้อมรอบตัวส่งผลให้มดถูกพัดพาและต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ คนที่ให้หนังสือเล่มนี้บอกว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเหมาะกับผม
ผมไม่เหมือนมดตัวนั้นซะทีเดียว ถึงผมจะเดินทางมามากมาย แต่การเดินทางของผมล้วนมาจากความตั้งใจของผมเอง การเดินทางหลายครั้งอาจเกิดจากเหตุบังเอิญ หรือปัจจัยต่างๆ ประจวบเหมาะ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะผมอยากเดินทางเอง อย่างไรผมก็ไม่ไป
ผมเริ่มชีวิตนักเดินทางตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ตั้งใจมาเรียนมหาวิทยาลัยไกลๆบ้าน หัดโบกรถท่องเที่ยว ผมชอบเดินทางไปที่ต่างๆ เพื่อไปดูวิถีชีวิตของผู้คน ดูบ้านเมือง ดูสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป การใช้ชีวิตที่มีแต่การเดินทางของผมทำให้ผมคิดถึงเรื่องสมัยเด็ก ผมเคยตามญาติที่ไปให้พระดูดวงที่สุโขทัย พระรูปนั้นทักผมว่าเด็กคนนี้จะไม่ได้อยู่กับบ้านเฉยๆ ต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ จะเดินทางเรื่อยๆ จนกว่าจะแก่เฒ่าจึงจะได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ผมคิดว่าจริง เพราะทุกวันนี้ผมก็ยังเดินทางอยู่
กลับมาที่ความใฝ่ฝันของผม ผมอยากเดินทางไปยังที่ต่างๆ แม้ว่าจะไปมาหลายที่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป งานอดิเรกของผมที่ไม่เบื่อเลยคือการศึกษาข้อมูลการเดินทาง การดูแผนที่และจดจำเส้นทาง การฝึกภาษา ศึกษาการเอาตัวรอดเวลาเดินทางต่างบ้านต่างเมือง การเดินทางไกลแต่ละครั้งคือการฝึกปฏิบัติ โอกาส และสภาพแวดล้อมที่ช่วยหล่อหลอมผมจนเป็นนักเดินทางเล็กๆคนหนึ่ง คือการทำงานเป็นนักวิจัย การได้รับโอกาสให้เป็นผู้นำทัวร์ โอกาสต่างๆเหล่านี้ทำให้ผมไล่ตามความฝันของผมได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความฝันที่อยากเดินทางไปสถานที่อีกมากมายของผม ผมยังต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เก็บหอมรอมริบ เก็บเล็กผสมน้อยทั้งทุนเงิน ทุนเวลา เพื่อสร้างโอกาสให้ตนเองได้เดินทางไปที่ต่างๆที่อยากไป เพื่อเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้โลกกว้าง เก็บประสบการณ์ชีวิต ใช้ชีวิต เปิดโอกาสให้ชีวิตได้ทำสิ่งต่างๆ ผมยังต้องเก็บเกี่ยวสิ่งที่ทำให้บรรลุความใฝ่ฝันตั้งใจทีละเล็กทีละน้อย และคิดว่ายังทำไปอีกนาน
นี้คือ ๕ เรื่องเล่าที่สร้างความอิ่มเอมใจให้ผมไม่น้อย ไม่นับอีกว่าน้อง “ทรงพล ตุละทา” ได้โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คของตัวเองว่า “จากแรงบันดาลใจที่ได้จากเวที We Can Do ทำให้เกิดความตั้งใจที่จะกลับมาเขียนเรื่องเล่าลงในบล็อกตัวเองให้เหมือนพี่โต”
“ดีใจที่เป็นแรงบันดาลเล็ก ๆ กับความตั้งใจครั้งนี้ ทำต่อไป อย่างน้อย ๒๑ วัน รับรองว่าจะเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแน่นอน” เป็นข้อความที่ผมตอบ “ทรงพล ตุละทา” ไป และระหว่างพิมพ์แต่ละตัวอักษร ใบหน้าน้องๆในห้องประชุมก็มาเยือนพร้อมรอยยิ้มมุมปากผมที่เผยอขึ้นโดยไม่รู้ตัว
วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ทิศทางนโยบายส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพของประเทศไทย
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
ถ้ายังจำกันได้ช่วงใกล้วันวาเลนไทน์เมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เปิดเผยสถานการณ์วัยรุ่นไทยติดอันดับตั้งครรภ์ไม่พร้อมสูงเป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย และเป็นอันดับ ๒ ของโลก หรือประมาณ ๘๐ % ของวัยรุ่นทั้งหมด เด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ ๓๗๐ คน และที่อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี คลอดบุตรวันละ ๑๐ คน อายุน้อยที่สุดที่พบ คือ ๙ ปี
โดย ๗๐ % ใช้บ้านตัวเองและบ้านเพื่อนเป็นสถานที่มีเพศสัมพันธ์ และมีการใช้ถุงยางเพียง ๕๕ % เท่านั้น ส่วนใหญ่มักมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด บ้างไม่รู้ว่ามีเพศสัมพันธ์แล้วท้อง บ้างคุมกำเนิดไม่เป็น บ้างไม่สนใจคุมกำเนิด บ้างไม่สามารถเข้าถึงการบริการคุมกำเนิด บ้างกลัวการคุมกำเนิด เป็นต้น
นี้เป็นข้อมูลที่น่าตกใจไม่น้อยถึงเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นไทยในยุคปัจจุบัน
เพราะในขณะที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายกำหนดแผนประชากรในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ หรือระหว่างปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๗ โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประชากรไทยทุกคนเกิดมามีคุณภาพ ได้รับการพัฒนาทุกช่วงวัยให้สามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศ มีหลักประกันที่มั่นคงพร้อมเข้าสู่สังคมอายุที่มีการจัดสวัสดิการอย่างยั่งยืนโดยครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม”
และได้กำหนดยุทธศาสตร์ประการหนึ่ง คือ “ส่งเสริมให้ประชากรไทยทุกคนเกิดมามีคุณภาพ พร้อมที่จะพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเติบโตขึ้น”
คำถามที่ท้าทายยิ่งก็คือ เมื่อสถานการณ์การตั้งครรภ์หรือท้องในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตรยังมีอัตราสูงอยู่เช่นนี้ จะนำไปสู่การเกิดที่มีคุณภาพตามแผนประชากรที่รัฐบาลกำหนดได้อย่างไร
มีข้อมูลวิชาการจำนวนมากที่ยืนยันว่า บุตรที่คลอดจากมารดาวัยรุ่นมักจะเจ็บป่วยบ่อย พัฒนาการล่าช้า และมีโอกาสเสียชีวิตสูง ในขณะที่ตัววัยรุ่นที่ตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะเเทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์สูง ไม่ว่าจะเป็นครรภ์เป็นพิษ รกลอกตัวก่อนกำหนด แท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าปกติ เป็นต้น
ด้วยความตระหนักต่อสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวข้างต้น กรมอนามัย โดยสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสร้างประชากรของประเทศไทยให้มีคุณภาพ จึงมีแนวที่จะจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
ต้องถือว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ผมได้รับเกียรติอย่างสูงจากหน่วยงานดังกล่าว มอบหมายให้เป็นวิทยากรนำกระบวนการเวทีในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเอวัน พัทยากลาง จังหวัดชลบุรี
ในเวทีครั้งนี้ ผมได้พบผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ "ศ.ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล" จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล "แพทย์หญิงนันทา อ่วมกุล" อดีตผู้ทรงคุณวุฒิระดับ ๑๑ ของกรมอนามัย "รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ" จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายภาคีที่หลากหลาย อาทิ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย สำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี ศูนย์อนามัยที่ ๓ ชลบุรี และนักวิชาการจากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ เป็นต้น
ประสบการณ์สมัยที่ผมเป็นผู้อำนวยการกองแผนงานของกรมอนามัย ถูกหยิบมาใช้ในเวทีครั้งนี้อย่างมาก
ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภัยคุกคาม ที่เรียกกันติดปากว่า SWOT Analysis หลักการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด และการกำหนดยุทธศาสตร์ และกลวิธีหรือมาตรการสำคัญที่จะนำมาใช้
ผู้เข้าร่วมเวทีราว ๓๐ ชีวิต ต่างช่วยกันระดมความคิดอย่างเข้มข้น แต่ก็แฝงไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งนี้ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วน อันประกอบด้วย องค์กรภาครัฐและการเมือง ภาควิชาการและวิชาชีพ และภาคประชาชนและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรสื่อ ทุกระดับ (ตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด อำเภอและชุมชนท้องถิ่น) ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน เกิดการบูรณาการ และมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน
โดยยึดหลักการสำคัญเรื่อง “การเป็นเจ้าของร่วมกัน” และ “การมีส่วนร่วม” ในการทำงานเรื่องนี้
ที่ประชุมได้กำหนดวิสัยทัศน์หรือภาพอันพึงประสงค์ที่อยากเห็น อยากเป็น อยากมี ร่วมกันว่า “ทุกครอบครัวให้กำเนิดชีวิตใหม่ ที่มีคุณภาพและพร้อมจะเติบโต อย่างมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี ด้วยการรวมพลังของทุกภาคส่วน”
โดยนำยุทธศาสตร์สำคัญ ๕ ประการ ตาม "กฎบัตรออตตาวา" มาเป็นกรอบในการกำหนดกลวิธีหรือมาตรการสำคัญที่จะดำเนินการ ได้แก่
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ โดยกำหนดมาตรการสำคัญ ประกอบด้วย
• ผลักดันให้มีและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอนามัยการเจริญพันธุ์
• การแก้ไขกฎหมายครอบครัว ให้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และการเลี้ยงดูบุตร
• การแก้ไขกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง ให้สอดคล้องกับนิยามใหม่ของคำว่าสุขภาพ
• การแก้กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการรับบริการการคุมกำเนิดของวัยรุ่น กฎหมายเทคโนโลยีด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
• ส่งเสริมและสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
• การกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม สิทธิอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการมีบุตรยากของครอบครัวที่พร้อม การตรวจสุขภาพก่อนมีบุตร
• การพัฒนาข้อเสนอนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงการวางแผนครอบครัว และการคุมกำเนิดที่ง่าย การส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ (Baby Bonus) สวัสดิการให้บิดาลาเลี้ยงลูก การดูแลการเกิดของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (กลุ่มแรงงานข้ามชาติ กลุ่มชนเผ่า) มาตรการทางสังคมเพื่อช่วยดูแลการเกิดที่มีคุณภาพ มาตรการสร้างเครือข่ายครอบครัว มาตรการส่งเสริมการสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัว เป็นต้น
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่
• การส่งเสริมและสนับสนุนให้ท้องถิ่นจัดให้มีศูนย์เด็กเล็กที่น่าอยู่ และสถานที่สร้างสรรค์ เช่น สนามกีฬา สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น
• การจัด zoning สถานบันเทิง ร้านเกม ร้านจำหน่ายบุหรี่/สุรา
• การควบคุมสื่อที่มีผลต่อสุขภาพ อาทิ ทีวีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน
• การควบคุมสภาวะแวดล้อม (กายภาพ จิตใจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี) ที่มีผลกระทบเชิงลบ และส่งเสริมให้มีสภาวะแวดล้อมที่มีผลกระทบเชิงบวก
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง โดยมีมาตรการสำคัญ คือ
สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น โดย การพัฒนาศักยภาพและจิตสำนึกผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน สร้างภาคีเครือข่ายระดับชุมชน (ร้านสะดวกซื้อ ร้ายขายยา โรงเรียน บ้าน วัด ฯลฯ) และสร้างพื้นที่ต้นแบบ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับอำเภอ
พัฒนาแกนนำระดับชุมชนให้สามารถดูแลและเป็นที่ปรึกษาได้
สร้างเครือข่ายความร่วมมือการป้องกัน เฝ้าระวัง และการช่วยเหลือระหว่างชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ
การถอดบทเรียนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเพื่อเป็นต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่น
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล โดยมีมาตรการสำคัญ คือ
ส่งเสริมให้องค์กร/สื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะ เผยแพร่ความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย
กำหนดให้มีการพัฒนาทักษะโดยใช้เพศศึกษารอบด้านเป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารระดับสูง
สร้างจิตสำนึกให้ทุกคน โดยสื่อสารสาธารณะทุกช่องทาง ทั้ง Air War และ Ground War รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์
การพัฒนาระบบให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมีครอบครัว
ความรักและรับผิดชอบต่อตนเอง (ผู้หญิงรักตนเอง ผู้ชายและผู้หญิงรับผิดชอบต่อตัวเอง)
การผลักดันให้มีการจัดการเรียนการสอนในและนอกระบบการศึกษาทุกระดับชั้น ตามอัธยาศัย (ผลักดันการสอนเพศศึกษา และการสร้างครอบครัวในโรงเรียน)
การพัฒนาทักษะให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว
เพิ่มเป็นเกณฑ์ในโรงเรียนระดับเพชร
เพิ่มช่องทางให้เด็กวัยรุ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องเพศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น อินเตอร์เน็ต การจัด event
จับคู่การสอนเรื่องเพศระหว่างครูกับ จนท.สาธารณสุข
การจัด mobile team
การทำสื่อประเภทการ์ตูน คลิปวีดีโอ (การเห็นคุณค่าในตนเอง) เพื่อช่วยสอนในกรณีที่ไม่มีผู้สอน
สร้างแกนนำเยาวชนให้มีความเข้มแข็งในการดำเนินงานด้วยตนเองได้ Youth advisory panel
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การปรับเปลี่ยนระบบบริการ โดยมีมาตรการสำคัญ
• เร่งรัดให้ระบบบริการสุขภาพผ่านการประเมินรับรองตามมาตรฐาน
• เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการ (hotline, facebook, เอกชน, โรงเรียน, ชุมชน รพ.สต. )
• พัฒนาศักยภาพคลินิกการให้คำปรึกษาในโรงเรียนและเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น
• เชื่อมโยงระบบบริการของแต่ละหน่วยงานให้มีการดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน
• ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ชายในการรับผิดชอบต่อเรื่องเพศ (เช่น ขณะคลอดบุตร การดูแลสุขภาพของมารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอดและเลี้ยงดูบุตรจนโต การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยา )
• ปรับระบบการให้บริการโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น facebook , line
• มีศูนย์ให้คำปรึกษาครอบครัว
• การเตรียมความพร้อมของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข
• การใช้ medical abortion
• คลินิกบริการที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน
• สนับสนุนเวชภัณฑ์วางแผนครอบครัวที่หลากหลาย และฟรีทุกสิทธิ
• พัฒนาและขยายการให้บริการของศูนย์พัฒนาครอบครัวให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การบริหารจัดการ โดยมีมาตรการสำคัญคือ
• พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น เด็กถูกทอดทิ้ง การแท้ง และพัฒนาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเข้าหากัน
• การพัฒนาให้ศูนย์พัฒนาชุมชนมีการจัดทำข้อมูลด้านสุขภาพครอบครัวให้ครอบคลุมและใช้ประโยชน์
• หาช่องทางในการได้มาซึ่งข้อมูลจากหน่วยบริการอื่นๆที่นอกเหนือจากภาครัฐ โดยต้องคำนึงถึงการพิทักษ์สิทธิของผู้รับบริการด้วย
• การพัฒนาระบบเพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย
• การพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผล (เพื่อการพัฒนางานต่อ)
• ผลักดันให้มีการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานให้มากขึ้น และมีการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ
• การพัฒนากลไก/แผน ทำงานให้มีประสิทธิภาพในทุกระดับ (ระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล)
• เชื่อมโยงแหล่งทุนในชุมชน เช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยผลักดันให้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น (กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีงบประมาณจะลงไปสนับสนุนที่การกู้ยืม การช่วยเหลือ การพัฒนาศักยภาพสตรี มีลักษณะของกองทุน ความยั่งยืนอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการกองทุน โดยใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกองทุน)
• การสร้างองค์ความรู้หรือนวัตกรรม การจัดการความรู้ (knowledge management )
• การลงทุนเรื่องงานวิจัย และการสร้างนวัตกรรมให้มากขึ้น
เหล่านี้คือผลผลิตเบื้องต้นที่ผู้เข้าร่วมเวทีทุกคนได้ช่วยกันคิดค้น อภิปราย ถกเถียง แสดงเหตุผลและกำหนดออกมา โดยทุกคนเน้นย้ำว่า “นี้คือร่างแรก” ที่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไปอีกหลายเวที
สำหรับผมแล้ว แม้จะเป็นส่วนเล็ก ๆ ในการสร้างกระบวนการที่ทำให้ผู้คนได้ร่วมกันระดมสมองครั้งนี้ แต่ความรู้สึกในขณะที่มีโอกาสได้ทำงานนี้ กลับเกิดความสุขและสนุกยิ่งนักที่ได้มีส่วนร่วมในการรังสรรค์งาน ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมไทยในอนาคตให้เป็นประเทศที่มีประชากรที่มีคุณภาพต่อไป
ถ้ายังจำกันได้ช่วงใกล้วันวาเลนไทน์เมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เปิดเผยสถานการณ์วัยรุ่นไทยติดอันดับตั้งครรภ์ไม่พร้อมสูงเป็นอันดับ ๑ ของเอเชีย และเป็นอันดับ ๒ ของโลก หรือประมาณ ๘๐ % ของวัยรุ่นทั้งหมด เด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ ๓๗๐ คน และที่อายุต่ำกว่า ๑๕ ปี คลอดบุตรวันละ ๑๐ คน อายุน้อยที่สุดที่พบ คือ ๙ ปี
โดย ๗๐ % ใช้บ้านตัวเองและบ้านเพื่อนเป็นสถานที่มีเพศสัมพันธ์ และมีการใช้ถุงยางเพียง ๕๕ % เท่านั้น ส่วนใหญ่มักมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิด บ้างไม่รู้ว่ามีเพศสัมพันธ์แล้วท้อง บ้างคุมกำเนิดไม่เป็น บ้างไม่สนใจคุมกำเนิด บ้างไม่สามารถเข้าถึงการบริการคุมกำเนิด บ้างกลัวการคุมกำเนิด เป็นต้น
นี้เป็นข้อมูลที่น่าตกใจไม่น้อยถึงเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นไทยในยุคปัจจุบัน
เพราะในขณะที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายกำหนดแผนประชากรในช่วงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ หรือระหว่างปี ๒๕๕๕ – ๒๕๕๗ โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ว่า “ประชากรไทยทุกคนเกิดมามีคุณภาพ ได้รับการพัฒนาทุกช่วงวัยให้สามารถเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศ มีหลักประกันที่มั่นคงพร้อมเข้าสู่สังคมอายุที่มีการจัดสวัสดิการอย่างยั่งยืนโดยครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม”
และได้กำหนดยุทธศาสตร์ประการหนึ่ง คือ “ส่งเสริมให้ประชากรไทยทุกคนเกิดมามีคุณภาพ พร้อมที่จะพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเติบโตขึ้น”
คำถามที่ท้าทายยิ่งก็คือ เมื่อสถานการณ์การตั้งครรภ์หรือท้องในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตรยังมีอัตราสูงอยู่เช่นนี้ จะนำไปสู่การเกิดที่มีคุณภาพตามแผนประชากรที่รัฐบาลกำหนดได้อย่างไร
มีข้อมูลวิชาการจำนวนมากที่ยืนยันว่า บุตรที่คลอดจากมารดาวัยรุ่นมักจะเจ็บป่วยบ่อย พัฒนาการล่าช้า และมีโอกาสเสียชีวิตสูง ในขณะที่ตัววัยรุ่นที่ตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะเเทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์สูง ไม่ว่าจะเป็นครรภ์เป็นพิษ รกลอกตัวก่อนกำหนด แท้งบุตร คลอดก่อนกำหนด หรือทารกมีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าปกติ เป็นต้น
ด้วยความตระหนักต่อสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวข้างต้น กรมอนามัย โดยสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสร้างประชากรของประเทศไทยให้มีคุณภาพ จึงมีแนวที่จะจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
ต้องถือว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่ผมได้รับเกียรติอย่างสูงจากหน่วยงานดังกล่าว มอบหมายให้เป็นวิทยากรนำกระบวนการเวทีในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเอวัน พัทยากลาง จังหวัดชลบุรี
ในเวทีครั้งนี้ ผมได้พบผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ "ศ.ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล" จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล "แพทย์หญิงนันทา อ่วมกุล" อดีตผู้ทรงคุณวุฒิระดับ ๑๑ ของกรมอนามัย "รศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ" จากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเครือข่ายภาคีที่หลากหลาย อาทิ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย สำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี ศูนย์อนามัยที่ ๓ ชลบุรี และนักวิชาการจากสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ เป็นต้น
ประสบการณ์สมัยที่ผมเป็นผู้อำนวยการกองแผนงานของกรมอนามัย ถูกหยิบมาใช้ในเวทีครั้งนี้อย่างมาก
ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและภัยคุกคาม ที่เรียกกันติดปากว่า SWOT Analysis หลักการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด และการกำหนดยุทธศาสตร์ และกลวิธีหรือมาตรการสำคัญที่จะนำมาใช้
ผู้เข้าร่วมเวทีราว ๓๐ ชีวิต ต่างช่วยกันระดมความคิดอย่างเข้มข้น แต่ก็แฝงไปด้วยความสนุกสนาน ทั้งนี้ทุกฝ่ายต่างเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยควรมีกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วน อันประกอบด้วย องค์กรภาครัฐและการเมือง ภาควิชาการและวิชาชีพ และภาคประชาชนและภาคเอกชนรวมทั้งองค์กรสื่อ ทุกระดับ (ตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด อำเภอและชุมชนท้องถิ่น) ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน เกิดการบูรณาการ และมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน
โดยยึดหลักการสำคัญเรื่อง “การเป็นเจ้าของร่วมกัน” และ “การมีส่วนร่วม” ในการทำงานเรื่องนี้
ที่ประชุมได้กำหนดวิสัยทัศน์หรือภาพอันพึงประสงค์ที่อยากเห็น อยากเป็น อยากมี ร่วมกันว่า “ทุกครอบครัวให้กำเนิดชีวิตใหม่ ที่มีคุณภาพและพร้อมจะเติบโต อย่างมีอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ดี ด้วยการรวมพลังของทุกภาคส่วน”
โดยนำยุทธศาสตร์สำคัญ ๕ ประการ ตาม "กฎบัตรออตตาวา" มาเป็นกรอบในการกำหนดกลวิธีหรือมาตรการสำคัญที่จะดำเนินการ ได้แก่
ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ โดยกำหนดมาตรการสำคัญ ประกอบด้วย
• ผลักดันให้มีและบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยอนามัยการเจริญพันธุ์
• การแก้ไขกฎหมายครอบครัว ให้พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และการเลี้ยงดูบุตร
• การแก้ไขกฎหมายอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง ให้สอดคล้องกับนิยามใหม่ของคำว่าสุขภาพ
• การแก้กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการรับบริการการคุมกำเนิดของวัยรุ่น กฎหมายเทคโนโลยีด้านอนามัยการเจริญพันธุ์
• ส่งเสริมและสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
• การกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม สิทธิอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการมีบุตรยากของครอบครัวที่พร้อม การตรวจสุขภาพก่อนมีบุตร
• การพัฒนาข้อเสนอนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงการวางแผนครอบครัว และการคุมกำเนิดที่ง่าย การส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ (Baby Bonus) สวัสดิการให้บิดาลาเลี้ยงลูก การดูแลการเกิดของกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (กลุ่มแรงงานข้ามชาติ กลุ่มชนเผ่า) มาตรการทางสังคมเพื่อช่วยดูแลการเกิดที่มีคุณภาพ มาตรการสร้างเครือข่ายครอบครัว มาตรการส่งเสริมการสื่อสารเรื่องเพศในครอบครัว เป็นต้น
ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่
• การส่งเสริมและสนับสนุนให้ท้องถิ่นจัดให้มีศูนย์เด็กเล็กที่น่าอยู่ และสถานที่สร้างสรรค์ เช่น สนามกีฬา สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น
• การจัด zoning สถานบันเทิง ร้านเกม ร้านจำหน่ายบุหรี่/สุรา
• การควบคุมสื่อที่มีผลต่อสุขภาพ อาทิ ทีวีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน
• การควบคุมสภาวะแวดล้อม (กายภาพ จิตใจ สังคม ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี) ที่มีผลกระทบเชิงลบ และส่งเสริมให้มีสภาวะแวดล้อมที่มีผลกระทบเชิงบวก
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง โดยมีมาตรการสำคัญ คือ
สร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น โดย การพัฒนาศักยภาพและจิตสำนึกผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน สร้างภาคีเครือข่ายระดับชุมชน (ร้านสะดวกซื้อ ร้ายขายยา โรงเรียน บ้าน วัด ฯลฯ) และสร้างพื้นที่ต้นแบบ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในระดับอำเภอ
พัฒนาแกนนำระดับชุมชนให้สามารถดูแลและเป็นที่ปรึกษาได้
สร้างเครือข่ายความร่วมมือการป้องกัน เฝ้าระวัง และการช่วยเหลือระหว่างชุมชนท้องถิ่นต่าง ๆ
การถอดบทเรียนชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งเพื่อเป็นต้นแบบในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่น
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล โดยมีมาตรการสำคัญ คือ
ส่งเสริมให้องค์กร/สื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะ เผยแพร่ความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย
กำหนดให้มีการพัฒนาทักษะโดยใช้เพศศึกษารอบด้านเป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารระดับสูง
สร้างจิตสำนึกให้ทุกคน โดยสื่อสารสาธารณะทุกช่องทาง ทั้ง Air War และ Ground War รวมทั้งสื่อสังคมออนไลน์
การพัฒนาระบบให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนมีครอบครัว
ความรักและรับผิดชอบต่อตนเอง (ผู้หญิงรักตนเอง ผู้ชายและผู้หญิงรับผิดชอบต่อตัวเอง)
การผลักดันให้มีการจัดการเรียนการสอนในและนอกระบบการศึกษาทุกระดับชั้น ตามอัธยาศัย (ผลักดันการสอนเพศศึกษา และการสร้างครอบครัวในโรงเรียน)
การพัฒนาทักษะให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว
เพิ่มเป็นเกณฑ์ในโรงเรียนระดับเพชร
เพิ่มช่องทางให้เด็กวัยรุ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องเพศได้อย่างต่อเนื่อง เช่น อินเตอร์เน็ต การจัด event
จับคู่การสอนเรื่องเพศระหว่างครูกับ จนท.สาธารณสุข
การจัด mobile team
การทำสื่อประเภทการ์ตูน คลิปวีดีโอ (การเห็นคุณค่าในตนเอง) เพื่อช่วยสอนในกรณีที่ไม่มีผู้สอน
สร้างแกนนำเยาวชนให้มีความเข้มแข็งในการดำเนินงานด้วยตนเองได้ Youth advisory panel
ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การปรับเปลี่ยนระบบบริการ โดยมีมาตรการสำคัญ
• เร่งรัดให้ระบบบริการสุขภาพผ่านการประเมินรับรองตามมาตรฐาน
• เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการ (hotline, facebook, เอกชน, โรงเรียน, ชุมชน รพ.สต. )
• พัฒนาศักยภาพคลินิกการให้คำปรึกษาในโรงเรียนและเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่น
• เชื่อมโยงระบบบริการของแต่ละหน่วยงานให้มีการดำเนินงานในทิศทางเดียวกัน
• ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ชายในการรับผิดชอบต่อเรื่องเพศ (เช่น ขณะคลอดบุตร การดูแลสุขภาพของมารดาตั้งแต่ตั้งครรภ์ คลอดและเลี้ยงดูบุตรจนโต การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยา )
• ปรับระบบการให้บริการโดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เช่น facebook , line
• มีศูนย์ให้คำปรึกษาครอบครัว
• การเตรียมความพร้อมของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข
• การใช้ medical abortion
• คลินิกบริการที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน
• สนับสนุนเวชภัณฑ์วางแผนครอบครัวที่หลากหลาย และฟรีทุกสิทธิ
• พัฒนาและขยายการให้บริการของศูนย์พัฒนาครอบครัวให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การบริหารจัดการ โดยมีมาตรการสำคัญคือ
• พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น เด็กถูกทอดทิ้ง การแท้ง และพัฒนาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลของแต่ละหน่วยงานเข้าหากัน
• การพัฒนาให้ศูนย์พัฒนาชุมชนมีการจัดทำข้อมูลด้านสุขภาพครอบครัวให้ครอบคลุมและใช้ประโยชน์
• หาช่องทางในการได้มาซึ่งข้อมูลจากหน่วยบริการอื่นๆที่นอกเหนือจากภาครัฐ โดยต้องคำนึงถึงการพิทักษ์สิทธิของผู้รับบริการด้วย
• การพัฒนาระบบเพื่อเข้าถึงข้อมูลสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย
• การพัฒนาระบบการติดตามและประเมินผล (เพื่อการพัฒนางานต่อ)
• ผลักดันให้มีการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานให้มากขึ้น และมีการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ
• การพัฒนากลไก/แผน ทำงานให้มีประสิทธิภาพในทุกระดับ (ระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล)
• เชื่อมโยงแหล่งทุนในชุมชน เช่น กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยผลักดันให้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น (กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีงบประมาณจะลงไปสนับสนุนที่การกู้ยืม การช่วยเหลือ การพัฒนาศักยภาพสตรี มีลักษณะของกองทุน ความยั่งยืนอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการกองทุน โดยใช้เป็นเงินหมุนเวียนในกองทุน)
• การสร้างองค์ความรู้หรือนวัตกรรม การจัดการความรู้ (knowledge management )
• การลงทุนเรื่องงานวิจัย และการสร้างนวัตกรรมให้มากขึ้น
เหล่านี้คือผลผลิตเบื้องต้นที่ผู้เข้าร่วมเวทีทุกคนได้ช่วยกันคิดค้น อภิปราย ถกเถียง แสดงเหตุผลและกำหนดออกมา โดยทุกคนเน้นย้ำว่า “นี้คือร่างแรก” ที่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อไปอีกหลายเวที
สำหรับผมแล้ว แม้จะเป็นส่วนเล็ก ๆ ในการสร้างกระบวนการที่ทำให้ผู้คนได้ร่วมกันระดมสมองครั้งนี้ แต่ความรู้สึกในขณะที่มีโอกาสได้ทำงานนี้ กลับเกิดความสุขและสนุกยิ่งนักที่ได้มีส่วนร่วมในการรังสรรค์งาน ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสังคมไทยในอนาคตให้เป็นประเทศที่มีประชากรที่มีคุณภาพต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ซินจ่าวเวียดนาม ตอนที่ ๕ : “ฮอยอัน” เมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
“น้องวิน” ลูกรัก
นี้เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่พ่อจะเล่าเรื่อง "เวียดนาม" ที่พ่อได้ไปเรียนรู้มาในช่วงันที่ ๒๐ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ในช่วงบ่ายจนถึงย่ำค่ำของวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ คณะของพ่อได้เดินทางมาถึง “เมืองฮอยอัน” หรือที่คนเวียดนามเรียกว่า “โห่ยอาน” เมืองเล็กๆริมฝั่งทะเลจีนใต้ ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ในเขตจังหวัดกว๋างนาม
ย้อนไปในสมัย “อาณาจักรจามปา” บริเวณนี้เคยเป็นเมืองท่าชื่อว่า “ไฮโฟ” ตั้งอยู่บนปาก “แม่น้ำทูโบน” เป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญ โดยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ จะมีชาวต่างชาติมาตั้งถิ่นฐานและค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น ดัตซ์ และอินเดีย
เดิมทีเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีคลองสายหนึ่งคั่นอยู่กลางเมือง มีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลองเพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวญี่ปุ่นกับชุมชนที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ตัวสะพานสร้างโดยชาวญี่ปุ่น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
จนถึงมาถึงช่วงศตวรรษที่ ๑๙ บริเวณปาก “แม่น้ำทูโบน” เกิดตื้นเขิน ประกอบกับเรือบรรทุกสินค้ามีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ไม่สะดวกในการเดินเรือ จึงย้ายท่าเรือไปอยู่ที่ “เมืองดานัง” ซึ่งห่างออกไปประมาณ ๓๐ กิโลเมตรแทน
แต่ด้วยความเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ จึงทำให้ “องค์การยูเนสโก” ได้ขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลกในปี ๒๕๔๒ ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๙ ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และอาคารต่าง ๆ ภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี
บ้านโบราณ ตึกเก่าที่เคยเป็นร้านค้าในสมัยนั้น วัดเซน (วัดญี่ปุ่น) ศาลเจ้า(แบบจีน) ยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก บ้านบางหลังยังมีผู้สืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ ๖ และเครื่องใช้ไม้สอยบางอย่างมีอายุถึง ๒๐๐ ปี บางคนกล่าวว่า “ฮอยอันเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต”
สำหรับคนไทยแล้ว ภายหลังที่มีละคร “ฮอยอัน ฉันรักเธอ” เมื่อปลายปี ๒๕๕๕ ออกมา ทำให้คนไทยหลายคนต่างรู้จัก “ฮอยอัน” มากขึ้น และเดินทางมาเที่ยวที่นี่มากขึ้นเช่นกัน แม้กระทั่งเพื่อนๆที่มากับพ่อในครั้งนี้ก็จะพูดชื่อละครเรื่องนี้กันแทบทั้งนั้น
ทุกวันนี้ “ฮอยอัน” ได้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมีร้านอาหารเปิดเรียงรายอยู่มากมาย บางร้านก็ขายอาหารดั้งเดิมที่มีอายุนับร้อย ๆ ปี และราคาไม่แพง ซึ่งยังรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติอาหารมาจนทุกวันนี้
มีร้านค้าที่ขายของที่ระลึกโดยเฉพาะภาพเขียนที่มีราคาถูก และร้านโคมไฟที่สร้างสีสันให้ถนนสายนี้น่าเดินเล่นมากยิ่งขึ้น ยิ่งในยามค่ำคืนแล้วโคมไฟหลากสีสว่างไสวสวยงามเต็มท้องถนนไปหมด
ในการมาเที่ยวครั้งนี้ พ่อได้ไปเยือน “สะพานญี่ปุ่น” (Japanese Covered Bridge) อีกครั้ง สะพานแห่งนี้สร้างโดยชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี ๒๑๓๖ หรือเมื่อประมาณ ๔๐๐ กว่าปีมาแล้ว รูปทรงของสะพานมีลักษณะโค้ง มีหลังคามุงกระเบื้องเป็นคลื่น ตรงกลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัส ถือเป็น “สะพานแห่งมิตรไมตรี” ที่ด้านหน้าของสะพาน เป็นลายปูนปั้นรูปทับทิม มีความหมายว่า “ความเจริญรุ่งเรือง มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง” สะพานญี่ปุ่นแห่งนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Pagoda Bridge” เนื่องจากมีห้องสำหรับประกอบพิธีกรรมและประดิษฐานสิ่งที่ควรบูชาไว้ด้วย
บริเวณสะพานญี่ปุ่นได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอันมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ต่างพากันถ่ายรูปแน่นขนัด
พ่อและเพื่อน ๆ ได้เดินข้ามสะพานไปยังอีกฟากหนึ่ง พบเห็นบ้านเรือนเก่าสไตล์ญี่ปุ่น จีน และเวียดนามผสมผสานกัน ทอดยาวไปตามถนนทางเดิน ทุกหลังต่างมีเอกลักษณ์พิเศษเป็นของตนเอง ทั้งรูปทรงและลักษณะการออกแบบในรายละเอียดของหน้าต่างและประตูแกะสลัก ลวดลายปูนปั้น หลังคา การประดับโคมไฟ การตกแต่งหน้าร้านขายของสินค้าและของที่ระลึก
สินค้าและของที่ระลึกก็มีหลากหลาย ทั้งผลงานทางศิลปะ หัตถกรรมพื้นเมืองนานาชนิด เช่น ภาพเขียน โคมผ้าไหม เครื่องจักสานผลิตภัณฑ์จากไม้ ผ้า เซรามิก กระเป๋าแผ่นพับที่ส่องกระจก ตลอดจนเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอีกมากมาย
มีอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งพ่อจำได้ว่าเมื่อ ๓ ปีก่อนพ่อไปแวะซื้อกระเป๋าที่ร้านนี้ จึงเข้าไปชวนคุย และชวนเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยเข้าไปซื้อสินค้าประเภทกระเป๋าเสื้อผ้าที่ราคาถูกมาก จนเพื่อนๆซื้อติดไม้ติดมือไปเกือบทุกคน ก่อนออกจากร้านแม่ค้าหยิบของชำร่วย ๓ ชิ้นมาส่งให้ พร้อมกับบอกว่า “ให้” พ่อคิดว่าคงเป็นการแสดงความขอบคุณพ่อที่ช่วยแกขายของได้เงินหลายบาทเลยทีเดียว
คณะของพ่อยังได้เข้าเยี่ยมชมบ้านเก่าแก่ประจำตระกูล ที่ยังคงความงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นบ้านของลูกหลานชาวจีนเก่าแก่อายุเกือบ ๓๐๐ ปี ซึ่งอยู่อาศัยมาถึง ๖ รุ่นแล้ว ภายในบ้านทั้งผนังและคานใต้หลังคามีงานไม้แกะสลักตกแต่งอย่างวิจิตร ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และยังเป็นที่อยู่อาศัยของทายาทรุ่นที่เจ็ดของตระกูล
ภายในตัวบ้านมีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนต่างๆ อย่างลงตัว ตั้งแต่ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ และห้องสมุด ส่วนที่เป็นหลังคาด้านนอกมุงกระเบื้องสไตล์ฮอยอัน แต่คานเพดานด้านในเป็นไม้ มีโต๊ะเก้าอี้ฝังมุกมีอายุกว่า ๒๐๐ ปี ฉากไม้ฝังมุกอายุ ๑๕๐ ปี ที่แขวนบนเสาจรดเพดาน เขียนบทกวีบรรยายถึงฤดูกาลทั้งสี่ด้วยตัวอักษรจีนหนึ่งร้อยตัว หากแต่เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จะสังเกตเห็นว่าตัวอักษรแต่ละตัวล้วนเป็นมุกที่สลักเป็นรูปนกที่โผผินในลีลาต่างๆ ประกอบขึ้นมาเป็นตัวอักษรจีนแต่ละตัว
คณะที่เดินทางไปด้วยแยกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งก็ชอบช๊อปปิ้ง ก็จะไปซื้อของกัน แต่ละคนหิ้วถุงใส่ของเดินขึ้นรถกันหลายถุงมิใช่น้อย
ส่วนอีกกลุ่ม ๑ ซึ่งพ่อรวมอยู่ในกลุ่มนี้ ก็จะนั่งตามร้านขายเครื่องดื่ม ซึ่งหนีไม่พ้นการนั่งจิบเบียร์ ๒ ยี่ห้อ คือ “ฮูดา” กับ “ลารู” ไปเรื่อยๆ ซึ่งราคาก็ถูกมาก แค่ ๕ กระป๋อง ๑๐๐ บาท รสชาติก็อร่อยไปอีกแบบ
หลังจากเดินจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกสนานแล้ว รถก็พาเรากลับที่พัก แต่บางคนก็ยังออกมาเดินเที่ยวชมเมืองยามราตรี ส่วนพ่อนอนเล่นอินเทอร์เน็ตและหลับไปอย่างมีความสุข ท่ามกลางอากาศค่อนข้างเย็น และความอ่อนเพลียที่แฝงจากการเดินทาง
จดหมายทั้ง ๕ ฉบับที่ผ่านมารวมถึงฉบับนี้ น้องวินคงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ อย่างน้อยภาพสถานที่ต่างๆก็คือ ภาพความทรงจำเดิมที่ ๓ ปีก่อนที่ครอบครัวเราได้เดินทางไปมาแล้ว ครั้งนี้จึงคือการย้อนรอยทางเดิม แต่เป็นทางเดิมในมุมใหม่ มุมที่มีเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์และที่มาที่ไปของสถานที่แต่ละแห่งที่ได้ไปเยือน
อย่างที่พ่อย้ำกับลูกเสมอมา ปัจจุบัน คือ ภาพสะท้อนอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันจะยั่งยืนเพียงใดก็เป็นเพราะอดีตที่วางรากฐานไว้คงมั่นมาก่อนนั้นเอง
รักลูกเสมอ
“พ่อโต”
“น้องวิน” ลูกรัก
นี้เป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่พ่อจะเล่าเรื่อง "เวียดนาม" ที่พ่อได้ไปเรียนรู้มาในช่วงันที่ ๒๐ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ในช่วงบ่ายจนถึงย่ำค่ำของวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ คณะของพ่อได้เดินทางมาถึง “เมืองฮอยอัน” หรือที่คนเวียดนามเรียกว่า “โห่ยอาน” เมืองเล็กๆริมฝั่งทะเลจีนใต้ ตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม ในเขตจังหวัดกว๋างนาม
ย้อนไปในสมัย “อาณาจักรจามปา” บริเวณนี้เคยเป็นเมืองท่าชื่อว่า “ไฮโฟ” ตั้งอยู่บนปาก “แม่น้ำทูโบน” เป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญ โดยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗ จะมีชาวต่างชาติมาตั้งถิ่นฐานและค้าขายในเมืองนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น ดัตซ์ และอินเดีย
เดิมทีเมืองนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่งโดยมีคลองสายหนึ่งคั่นอยู่กลางเมือง มีสะพานญี่ปุ่นทอดข้ามคลองเพื่อกั้นแบ่งเขตชุมชนของชาวญี่ปุ่นกับชุมชนที่ตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ตัวสะพานสร้างโดยชาวญี่ปุ่น มีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
จนถึงมาถึงช่วงศตวรรษที่ ๑๙ บริเวณปาก “แม่น้ำทูโบน” เกิดตื้นเขิน ประกอบกับเรือบรรทุกสินค้ามีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ไม่สะดวกในการเดินเรือ จึงย้ายท่าเรือไปอยู่ที่ “เมืองดานัง” ซึ่งห่างออกไปประมาณ ๓๐ กิโลเมตรแทน
แต่ด้วยความเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ จึงทำให้ “องค์การยูเนสโก” ได้ขึ้นทะเบียนเขตเมืองเก่าของฮอยอันให้เป็นมรดกโลกในปี ๒๕๔๒ ด้วยเหตุผลว่าเป็นตัวอย่างของเมืองท่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕-๑๙ ที่มีการผสมผสานศิลปะและสถาปัตยกรรมทั้งของท้องถิ่นและของต่างชาติไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์ และอาคารต่าง ๆ ภายในเมืองได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพเดิมไว้ได้เป็นอย่างดี
บ้านโบราณ ตึกเก่าที่เคยเป็นร้านค้าในสมัยนั้น วัดเซน (วัดญี่ปุ่น) ศาลเจ้า(แบบจีน) ยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก บ้านบางหลังยังมีผู้สืบทอดมาจนถึงรุ่นที่ ๖ และเครื่องใช้ไม้สอยบางอย่างมีอายุถึง ๒๐๐ ปี บางคนกล่าวว่า “ฮอยอันเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต”
สำหรับคนไทยแล้ว ภายหลังที่มีละคร “ฮอยอัน ฉันรักเธอ” เมื่อปลายปี ๒๕๕๕ ออกมา ทำให้คนไทยหลายคนต่างรู้จัก “ฮอยอัน” มากขึ้น และเดินทางมาเที่ยวที่นี่มากขึ้นเช่นกัน แม้กระทั่งเพื่อนๆที่มากับพ่อในครั้งนี้ก็จะพูดชื่อละครเรื่องนี้กันแทบทั้งนั้น
ทุกวันนี้ “ฮอยอัน” ได้ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยือนเป็นจำนวนมาก บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมีร้านอาหารเปิดเรียงรายอยู่มากมาย บางร้านก็ขายอาหารดั้งเดิมที่มีอายุนับร้อย ๆ ปี และราคาไม่แพง ซึ่งยังรักษาเอกลักษณ์ของรสชาติอาหารมาจนทุกวันนี้
มีร้านค้าที่ขายของที่ระลึกโดยเฉพาะภาพเขียนที่มีราคาถูก และร้านโคมไฟที่สร้างสีสันให้ถนนสายนี้น่าเดินเล่นมากยิ่งขึ้น ยิ่งในยามค่ำคืนแล้วโคมไฟหลากสีสว่างไสวสวยงามเต็มท้องถนนไปหมด
ในการมาเที่ยวครั้งนี้ พ่อได้ไปเยือน “สะพานญี่ปุ่น” (Japanese Covered Bridge) อีกครั้ง สะพานแห่งนี้สร้างโดยชาวญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี ๒๑๓๖ หรือเมื่อประมาณ ๔๐๐ กว่าปีมาแล้ว รูปทรงของสะพานมีลักษณะโค้ง มีหลังคามุงกระเบื้องเป็นคลื่น ตรงกลางสะพานมีเจดีย์ทรงจัตุรัส ถือเป็น “สะพานแห่งมิตรไมตรี” ที่ด้านหน้าของสะพาน เป็นลายปูนปั้นรูปทับทิม มีความหมายว่า “ความเจริญรุ่งเรือง มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง” สะพานญี่ปุ่นแห่งนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Pagoda Bridge” เนื่องจากมีห้องสำหรับประกอบพิธีกรรมและประดิษฐานสิ่งที่ควรบูชาไว้ด้วย
บริเวณสะพานญี่ปุ่นได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอันมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ต่างพากันถ่ายรูปแน่นขนัด
พ่อและเพื่อน ๆ ได้เดินข้ามสะพานไปยังอีกฟากหนึ่ง พบเห็นบ้านเรือนเก่าสไตล์ญี่ปุ่น จีน และเวียดนามผสมผสานกัน ทอดยาวไปตามถนนทางเดิน ทุกหลังต่างมีเอกลักษณ์พิเศษเป็นของตนเอง ทั้งรูปทรงและลักษณะการออกแบบในรายละเอียดของหน้าต่างและประตูแกะสลัก ลวดลายปูนปั้น หลังคา การประดับโคมไฟ การตกแต่งหน้าร้านขายของสินค้าและของที่ระลึก
สินค้าและของที่ระลึกก็มีหลากหลาย ทั้งผลงานทางศิลปะ หัตถกรรมพื้นเมืองนานาชนิด เช่น ภาพเขียน โคมผ้าไหม เครื่องจักสานผลิตภัณฑ์จากไม้ ผ้า เซรามิก กระเป๋าแผ่นพับที่ส่องกระจก ตลอดจนเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า และอีกมากมาย
มีอยู่ร้านหนึ่ง ซึ่งพ่อจำได้ว่าเมื่อ ๓ ปีก่อนพ่อไปแวะซื้อกระเป๋าที่ร้านนี้ จึงเข้าไปชวนคุย และชวนเพื่อน ๆ ที่ไปด้วยเข้าไปซื้อสินค้าประเภทกระเป๋าเสื้อผ้าที่ราคาถูกมาก จนเพื่อนๆซื้อติดไม้ติดมือไปเกือบทุกคน ก่อนออกจากร้านแม่ค้าหยิบของชำร่วย ๓ ชิ้นมาส่งให้ พร้อมกับบอกว่า “ให้” พ่อคิดว่าคงเป็นการแสดงความขอบคุณพ่อที่ช่วยแกขายของได้เงินหลายบาทเลยทีเดียว
คณะของพ่อยังได้เข้าเยี่ยมชมบ้านเก่าแก่ประจำตระกูล ที่ยังคงความงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นบ้านของลูกหลานชาวจีนเก่าแก่อายุเกือบ ๓๐๐ ปี ซึ่งอยู่อาศัยมาถึง ๖ รุ่นแล้ว ภายในบ้านทั้งผนังและคานใต้หลังคามีงานไม้แกะสลักตกแต่งอย่างวิจิตร ปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี และยังเป็นที่อยู่อาศัยของทายาทรุ่นที่เจ็ดของตระกูล
ภายในตัวบ้านมีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วนต่างๆ อย่างลงตัว ตั้งแต่ห้องรับแขก ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ และห้องสมุด ส่วนที่เป็นหลังคาด้านนอกมุงกระเบื้องสไตล์ฮอยอัน แต่คานเพดานด้านในเป็นไม้ มีโต๊ะเก้าอี้ฝังมุกมีอายุกว่า ๒๐๐ ปี ฉากไม้ฝังมุกอายุ ๑๕๐ ปี ที่แขวนบนเสาจรดเพดาน เขียนบทกวีบรรยายถึงฤดูกาลทั้งสี่ด้วยตัวอักษรจีนหนึ่งร้อยตัว หากแต่เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ จะสังเกตเห็นว่าตัวอักษรแต่ละตัวล้วนเป็นมุกที่สลักเป็นรูปนกที่โผผินในลีลาต่างๆ ประกอบขึ้นมาเป็นตัวอักษรจีนแต่ละตัว
คณะที่เดินทางไปด้วยแยกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ กลุ่มหนึ่งก็ชอบช๊อปปิ้ง ก็จะไปซื้อของกัน แต่ละคนหิ้วถุงใส่ของเดินขึ้นรถกันหลายถุงมิใช่น้อย
ส่วนอีกกลุ่ม ๑ ซึ่งพ่อรวมอยู่ในกลุ่มนี้ ก็จะนั่งตามร้านขายเครื่องดื่ม ซึ่งหนีไม่พ้นการนั่งจิบเบียร์ ๒ ยี่ห้อ คือ “ฮูดา” กับ “ลารู” ไปเรื่อยๆ ซึ่งราคาก็ถูกมาก แค่ ๕ กระป๋อง ๑๐๐ บาท รสชาติก็อร่อยไปอีกแบบ
หลังจากเดินจับจ่ายใช้สอยกันอย่างสนุกสนานแล้ว รถก็พาเรากลับที่พัก แต่บางคนก็ยังออกมาเดินเที่ยวชมเมืองยามราตรี ส่วนพ่อนอนเล่นอินเทอร์เน็ตและหลับไปอย่างมีความสุข ท่ามกลางอากาศค่อนข้างเย็น และความอ่อนเพลียที่แฝงจากการเดินทาง
จดหมายทั้ง ๕ ฉบับที่ผ่านมารวมถึงฉบับนี้ น้องวินคงได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ อย่างน้อยภาพสถานที่ต่างๆก็คือ ภาพความทรงจำเดิมที่ ๓ ปีก่อนที่ครอบครัวเราได้เดินทางไปมาแล้ว ครั้งนี้จึงคือการย้อนรอยทางเดิม แต่เป็นทางเดิมในมุมใหม่ มุมที่มีเรื่องเล่าของประวัติศาสตร์และที่มาที่ไปของสถานที่แต่ละแห่งที่ได้ไปเยือน
อย่างที่พ่อย้ำกับลูกเสมอมา ปัจจุบัน คือ ภาพสะท้อนอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันจะยั่งยืนเพียงใดก็เป็นเพราะอดีตที่วางรากฐานไว้คงมั่นมาก่อนนั้นเอง
รักลูกเสมอ
“พ่อโต”
วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
เขียนเป็น : ไม่ยากอย่างที่คิด
๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
อย่างที่ผมย้ำกับใครหลายๆคนว่า “ไม่ต้องเป็นนักเขียนก็เขียนได้” แค่เริ่มต้นตัดคำว่า “อยาก” ออก ให้เหลือแต่คำว่า “เขียน” จากนั้นก็อย่ารอช้า ลงมือโดยทันที
“ไม่ยากอย่างที่คิด…………………วันละนิดถ้าเริ่มเขียน
อะไรก็น่าเรียน………………………. มันวนเวียนอยู่รอบตัว
อธิบายสิ่งที่เห็น…………………….. หยิบมาเป็นเรื่องจั่วหัว
วันนี้เริ่มออกตัว………………………รับรองชัวร์คุณเขียนเป็น”
นี้คือกาพย์ยานี ๑๑ ที่ผมแต่งขึ้นสด ๆ จากเวที We Can Do ที่จัดขึ้นสำหรับ “ชาวสุชน-คนทำงานในสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)” ในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ กับตอนที่ว่า “การเขียนเรื่องเล่าเร้าพลัง” ด้วยความเชื่อว่า งานเขียนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้ ทำอย่างไรคนเริ่มฝึกเขียนในครั้งแรกๆจะเกิดแรงบันดาลใจและลงมือเขียนเรื่องเล่าได้โดยไม่ยากจนเกินไปนัก
ให้แปรเปลี่ยน “ยาขมในงานเขียน” เป็น “กาแฟหอมหวานที่จักชวนลิ้มลอง”
ต้องบอกว่านี้เป็นความโชคดียิ่งนัก ที่การจัดเวทีในครั้งนี้ได้วิทยากรในฐานะ “คนต้นเรื่อง” ที่มากประสบการณ์และทักษะในการเขียนเรื่องเล่าอยู่แล้ว ทำให้สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดให้กับผู้เข้าร่วมวงยิ่งขึ้น ทั้ง "นพ.อำพล จินดาวัฒนะ" และ "คุณสัณหกิจ รัตนกุล" ที่มาแลกเปลี่ยนเทคนิควิธีการเขียนเรื่องเล่าที่หลากหลาย รวมถึงตัวผม ที่ร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องประสบการณ์ตรงในการเขียนเรื่องเล่า และอะไรเกิดขึ้นเมื่อได้เขียน
วิทยากรคนแรก คือ “สัณหกิจ รัตนกุล” น้องจาก “งานทรัพยากรบุคคล” ได้ชี้ให้เห็น ๔ วิธีการในการเขียนเรื่องเล่า
วิธีที่ ๑ เขียนเล่าถึงเหตุการณ์และพัฒนาการในการทำงานและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน
วิธีที่ ๒ เขียนแบบ AAR เป็นการสรุปผลจากการทำงานกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเมื่อสิ้นสุดลง ว่ามีอะไรเป็นไปตามความคาดหวัง ต่ำกว่าความคาดหวังและข้อเสนอแนะหากต้องทำกิจกรรมนั้นอีกในอนาคต
วิธีที่ ๓ เขียนโดยเล่าเหตุการณ์ที่มีการดำเนินการที่เป็นเลิศในเรื่องนั้น หรือ Best Practice
วิธีที่ ๔ เขียนเพื่อสรุปความรู้และประสบการณ์ในการทำงาน ที่สะท้อนความคิดเห็นหรือแนวคิดในการปฏิบัติงาน
วิทยากรคนที่สอง คือตัวผมเอง ที่ได้เล่าประสบการณ์การเขียน “เรื่องเล่า” นำเสนอผ่านสังคมออนไลน์ในรูปแบบ Blog http://bwisutttoto.blogspot.com/ กว่า ๑๒๐ เรื่อง โดยชี้ให้เห็นหลักการ ๗ ข้อ ที่ “นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์” ได้แนะนำไว้ ซึ่งก็คือ
หลักการที่ ๑ บอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ต้องเป็นนักเขียนก็เขียนได้
หลักการที่ ๒ เริ่มจากสิ่งที่ “กำลังเห็น” หรือ “รับรู้” อยู่ตรงหน้า
หลักการที่ ๓ เขียนให้บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ทุกที่ ทุกเวลา
หลักการที่ ๔ ไม่ต้องสนใจถูกผิด ดีหรือไม่ดี แค่เขียนแล้วจดจ่ออยู่กับการเขียน
หลักการที่ ๕ สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะกำลังเขียนให้มาก ๆ
หลักการที่ ๖ ฝึกเขียนติดต่อกันให้ได้ สัก ๒๑ วัน
หลักการที่ ๗ ค่อย ๆ ขยายขอบเขตการเขียนตามคำถามดี ๆ
นอกจากนั้นแล้วผมยังได้ชี้ให้เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ๗ ประการที่เป็นผลมาจากการเขียนเรื่องเล่า ได้แก่ (๑) บันทึกไว้เพื่อเป็นการทบทวน (๒) เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้า (๓) ได้พัฒนาทักษะการเขียน (๔) เป็นการตกผลึกทางความคิด (๕) ได้เผยแพร่งานและแนวคิดของตนเอง (๖) ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่น และ (๗) ได้เรียนรู้และรู้จักคนอื่นๆมากยิ่งขึ้น
วิทยากรคนที่สาม “นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้เน้นย้ำว่าเรื่องการเขียน เป็น ๑ ใน ๔ เรื่องของ “หัวใจนักปราชญ์” นั่นก็คือ “สุ (ฟัง-อ่าน) จิ (คิด) ปุ (ถาม) ลิ (ลิขิต)”
และหลังจากนั้นคุณหมอได้นำตัวอย่างงานเขียนในเรื่อง “ไปดูฟุตบอลยุโรป” ๒ ลีลา มาให้ผู้ร่วมวงได้วิพากษ์วิจารณ์กัน
ภายหลังจากที่วิทยากรทั้ง ๓ คนนำเสนอเรียบร้อยแล้ว ไฮไลท์สำคัญของการจัดเวทีครั้งนี้คือ การให้ทุกคนฝึกทดลองเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตตนเอง “โดยเขียนเรื่องอะไรก็ได้ให้เสร็จภายใน ๑๕ นาทีต่อจากนี้”
อดทึ่งไม่ได้จริง ๆ ครับ กับผลงาน “เรื่องเล่าที่หลากหลาย หลากสไตล์ หลากสีสัน หลากเรื่องราวที่เรียงร้อยถ้อยคำ” กว่า ๓๐ เรื่อง ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน ๒ ชั่วโมงนี้ ที่ครอบครัวสุชนได้รังสรรค์ออกมาร่วมกัน รวมถึงตัววิทยากรเองด้วย และขออาสาให้อ่านผลงานให้ฟังซึ่งกันและกัน
เรื่องเล่าที่ถูกอ่านจากปากของผู้เขียนราว ๑๐ เรื่อง บางเรื่องเรียกรอยยิ้ม บางเรื่องเรียกเสียงหัวเราะ บางเรื่องก็เรียกน้ำตาให้ซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว
เหล่านี้คือตัวอย่าง “เรื่องเล่า” ๕ เรื่อง ที่ผมมีอยู่ในมือขณะนี้
เรื่องที่ ๑ : ลูกอม ๓ เม็ดบาท สอน-คิด ชีวิต ของ “เตชิด ชาวบางพรหม”
เจดีย์ยอดแหลมตั้งตรงเฉียดฟ้า เป็นบ้านเกิดของผม ความคุ้นชินในวิถีชาวพุทธ การจับจ่ายซื้อของ เป็นกิจวัตรแบบตลาดสด สังคมดิ้นรน หาเช้ากินค่ำ
ผมเดินตลาด ตะเวนขายขนมตั้งแต่ ๑๐ ขวบ หาเงินเรียนไปวันๆ ไม่ได้คิดเรียนได้เกรดดี ไม่ต้องเอาที่ ๑ หรือที่ ๒ ไปอวดใคร สิ่งที่คิดในสมองตอนนั้นมีคำที่ท่องอยู่ในสมองว่า “ต้องขายให้หมด”
เช้าก็ไปเรียนเจอเพื่อนๆ ไม่ให้อายเด็กข้างบ้านก็พอ แต่ก็ไม่วายพกลูกอม ๓ เม็ดบาท จากร้านข้างบ้านไปขายเพื่อน ๒ เม็ดบาท ทำแบบนี้ทุกวัน ต้นทุน ๒๐ บาท จะได้ลูกอม ๖๐ เม็ด ถ้าขายหมดจะได้เงิน ๓๐ บาท กำไรเห็นๆ ทันที
ฉะนั้นเรื่องการค้าขายหาเงิน ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิตผม ในวัยเด็กก็ต้องดิ้นรนกันไป เมื่อวันหนึ่งเราพบว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องง่าย มันขึ้นอยู่กับปัจจัยความขยันและพื้นที่ที่ทำการค้าได้ เรื่องอื่นๆ จึงตามมา
“คุณภาพชีวิต” และ “ทักษะชีวิต” จึงเป็นเรื่องที่ตามมาสมัยเริ่มเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
วิธีคิดปกติ คือ ต้องเรียนที่ไหน? จบแล้วทำมาหากินอะไร? มีชีวิตอยู่กับอาชีพแบบไหน? อนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไร?
ดังนั้นการคิดคำนวณแบบ ๓ เม็ดบาท จึงกลับมาเป็นต้นทุนความคิดที่จะร้อยเรียงการคำนวณ เพื่อเรียงร้อยเรื่องราวชีวิตใหม่เสมอ
เรื่องที่ ๒ : กินกับนุช ของ “ชญาดา ฟักน่วม”
เป็นคนชอบกินค่ะ …. แต่ก็จะกินเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ (งงมั้ย ๕๕๕)
พี่ ๆ ที่ สช. จะยกให้กับการสรรหาของกิน ไปกินที่ไหน แถวไหนมีอะไรอร่อย ถ้าไม่ถามเจ้เก๋มือทองอันดับหนึ่ง ก็จะได้ยินว่า “ถามไอ้นุชมัน ซิ”
อาหารหลัก ๆ ที่ชอบกินก็ “กุ้ง” คะ “ต้มยำกุ้ง" นี้ถือว่าเป็นของโปรดที่สุดแล้ว
ถ้าให้ยกตัวอย่างร้านโปรดแถวนนท์ ที่ถ้าถามว่า “จะกินต้มยำกุ้งไปกินที่ไหนดี” นุชก็จะมีคำตอบให้คำตอบเดียว คือ “ต้มยำกุ้งท่าน้ำนนท์ไง” ร้านนี้อร่อยตรงไหน มาลองดูกันค่ะ
ร้านต้มยำกุ้งท่าน้ำนนท์ อยู่บริเวณศาลเจ้าตรงท่าน้ำนนท์ จากวงเวียนหอนาฬิกาไปทางซ้ายมือจะสุดทางพอดี เป็นร้านอาหารตามสั่งธรรมดานี่ล่ะค่ะ เพียงแต่ของขึ้นชื่อของร้าน คือ “ต้มยำกุ้ง” และอีกเมนูที่ต้องสั่งคู่กันตลอด คือ “ไข่เจียวกากหมู”
รสชาติของต้มยำกุ้งแท้ ๆ คือเป็นน้ำใส แบบไทย ๆ ไม่มีการเติมนมสดเหมือนร้านทั่วไปสมัยนี้ เวลาสั่งคนทำจะถามว่า “น้ำข้นหรือน้ำใส”
แม้ร้านจะดูธรรมดาแต่รสชาติอาหารกับบรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยาสบาย ๆ (ถ้าอากาศไม่ร้อน) ถ้ามีโอกาสก็มาลองชิมกันได้นะคะ
ร้านนี้จะเปิดวันธรรมดา หยุดเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์
เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็เปรี้ยวปาก คงต้องหาเวลาไปกินในเวลาอันใกล้นี้แน่ ๆ คราวหน้าถ้ามีร้านไหนน่าสนใจ จะเอามาเล่าให้ฟังอีกนะคะ
เรื่องที่ ๓ : น้ำพักน้ำแรง ของ "กรกนก ตันตระกูล"
ครอบครัวของชั้นเป็นครอบครัวเล็ก ๆ พ่อแม่ลูก ชีวิตของเราดูแลลูกกันเอง ไม่เหมือนหลายครอบครัวที่มีปู่ย่าตายายมาคอยเลี้ยงหลานให้ เราจึงบริหารการใช้ชีวิตด้วยตัวของเราเอง บ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันเป็นบ้านที่พ่อทิ้งมรดกเอาไว้ ก่อนพ่อจะเสียชีวิต พ่อได้สั่งไว้ว่า “ถ้าพ่อตายไปวันไหน ขอให้ยกบ้านหลังนี้ให้น้องชาย เพราะน้องยังเรียน ไม่จบ พ่อไม่มีอะไรจะให้”
จากจุดนั้น ทำให้ได้ซื้อบ้านเก่า ๆ เนื้อที่ ๙๒ ตารางวา ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เอาไว้ ๑ หลังด้วยราคาที่แสนถูก สภาพบ้านเก่าจนถ้ามีพายุแรง ๆ คงพัง
จากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี ๒๕๕๔ ที่แทบจะทุกบ้านทุกครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อนในครั้งนั้น บ้านของชั้นอยู่ในเขตบางซื่อถือว่ารอดหวุดหวิด แต่ก็เกิดผลกระทบเรื่องการอยู่การกิน จึงทำให้หัวอกแม่อย่างเราคำนึงถึงความลำบากของลูก ครอบครัวเราจึงย้ายที่ตั้งไปอาศัยอยู่บ้านแม่สามีที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย นับแล้วระยะเวลาประมาณ ๑ เดือน ทำให้ได้คิดว่า การที่เราอาศัยบ้านคนอื่นอยู่มันรู้สึกไม่สะดวกใจ จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจเราต้องทำอะไรสักอย่าง เราต้องวางแผนสร้างบ้านใหม่ ซึ่งก็ได้เพื่อนลุงช่วยจัดการหาช่าง ซื้อวัสดุในการสร้างบ้าน
๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ วันที่ลงเสาเอกก็มาถึง ก่อนเดินทางมาตัวเองได้ตั้งจิตจุดธูปเชิญดวงวิญญาณพ่อไปร่วมในพิธีด้วย วันนั้นอากาศดีมาก มีฝนโปรยละออง ทำให้รู้สึกว่าเทวดาอวยพร พิธีดำเนินไปตามประเพณีของคนอีสาน
การสร้างบ้านหลังนี้ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง วาดแปลนบ้านเอง ได้รู้ว่าลงเสาเอกต้องทำเดือนไหน รู้ข้อดีข้อเสียของการเลือกวัสดุก่อสร้าง รู้ว่าทรายที่ถูกที่สุดคือ "ทรายริมโขง" ได้รู้ว่าการเลือกสีบ้านต้องเลือกให้ถูกโฉลกกับเจ้าของบ้าน เราเกิดวันจันทร์ตัวบ้านสีเหลือง หลังคาบ้านสีน้ำเงิน การเลือกต้นไม้ถูกโฉลกต้องเลือกต้นโมก ต้นแก้ว ต้นมะลิ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราก็เรียนรู้จากบ้านหลังนี้
วันเวลาผ่านไปกว่า ๖ เดือนการสร้างบ้านดำเนินไปจนแล้วเสร็จเดือนธันวาคม ๒๕๕๕
๑ มกราคม ๒๕๕๖ เป็นวันเข้าบ้านใหม่ ได้อัญเชิญสมบัติของพ่อไปอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วย คือ หลวงพ่อฉิม พระพุทธรูปที่พ่อรักมาก ให้ท่านปกปักรักษาดูแลบ้านหลังนี้ให้ร่มเย็นเป็นสุข และตัวเองก็รู้ว่าพ่อก็มองลูกอยู่ข้างๆ และภูมิใจในน้ำพักน้ำแรงของลูกคนนี้
เรื่องที่ ๓ : ลูกหลง ของ "นพ.อำพล จินดาวัฒนะ"
พ่อผมเป็นทหาร เติบโตมาจากนายสิบ ตอนพ่อตายอายุได้ ๕๐ ปี มียศเป็นพันโท แม่เป็นลูกแม่ค้า ทำหน้าที่แม่บ้าน ทั้งพ่อแม่เป็นคนราชบุรี
ผมมีพี่น้อง ๖ คน เป็นคนสุดท้อง
แม่ท้องผมตอนที่พ่อย้ายไปอยู่โคราช ตอนนั้นมีพี่ชาย ๓ คน พี่สาว ๒ คน แม่ตั้งใจว่าจะพอแค่นั้น เพราะมีลูกมากแล้ว พ่อเป็นทหารเงินเดือนน้อย ต้องค้าขายโน่นนี่มาจุนเจือครอบครัว
พ่อแม่เลือกคุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัย แต่สมัยนั้นถุงยางอนามัยคงยังคุณภาพไม่ดี วันหนึ่งถุงยางรั่ว ทำให้แม่ตั้งท้องที่ ๖ คลอดออกมาเป็นผม
ตอนท้องแก่ แม่อุ้มท้องผมจากโคราชไปคลอดที่ศิริราช และทำหมัน
ที่จริงพ่อไม่อยากให้แม่ทำหมัน เพราะคนสมัยนั้นเชื่อว่า ทำหมันแล้วจะไม่แข็งแรง พ่อคงกลัวแม่ทำงานหนักไม่ได้
แต่แม่ก็ตัดสินใจทำหมัน แล้วอุ้มผมขึ้นรถไฟกลับไปเลี้ยงดูที่โคราช
ชีวิตผมได้เกิดมาเป็นลูกหลง ก็เพราะถุงยางอนามัยไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้มี “นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” ในวันนี้
เรื่องที่ ๔ : ความลับ ของ “วิสุทธิ บุญญะโสภิต”
ผมเชื่อว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป การเกิดขึ้นของสิ่งหนึ่งย่อมมีเหตุผลรองรับเสมอ แม้แต่ “ชื่อของผม” ก็ยืนอยู่บนหลักการดังกล่าว
ย้อนหลังกลับไปเมื่อกว่า ๕๐ ปี ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อแปลก ๆ ว่า “ท่าฬ่อ” ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร สภาพของหมู่บ้านยังเต็มไปด้วยป่า มองไกลสุดตาออกไปจะเห็นทุ่งนา สลับกับเรือกสวนกล้วย ส้ม ขนุน มะพร้าว ถนนหนทางก็ยังเป็นทางเดินเล็ก ๆ ที่เกิดจากการที่ผู้คนเดินไปมาหาสู่กันเป็นประจำ
ณ บ้านหลังนั้น เด็กน้อยเพศชายคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ในยามย่ำรุ่งของเช้าวันอังคารที่ ๖ มิถุนายน ปีเดียวกับที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ท่ามกลางครอบครัวที่พ่อ แม่ เรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า “เกษตรกร”
“แม่จ๋า ทำไมผมจึงชื่อโต” ผมเอ่ยถามแม่เมื่อเติบโตรู้ความในวันหนึ่ง
“ก็เอ็งหัวมันโต มันใหญ่มากเลยตอนลูกคลอดมาใหม่ ๆ”
ตั้งแต่นั้นมา ผมก็อดภูมิใจในชื่อเล่น “โต” ที่พ่อและแม่ได้ตั้งใจตั้งให้ผมมาจนถึงวันนี้
“เอ็งรู้ไหมว่า ทำไมเอ็งชื่อว่า “วิสุทธิ” เป็นคำถามที่พ่อเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่ครอบครัวเราที่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง ล้อมวงกินข้าวเย็นในอีกวันหนึ่ง
“ผมก็สงสัยมานาน พ่อช่วยบอกผมหน่อยสิ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกลูก ตอนนั้นรัฐบาลรณรงค์ให้ครอบครัวไปทำหมันกัน ใครมีลูกมากจะยากจน พอแม่คลอดเอ็ง พ่อก็เลยไปทำหมันที่สุขศาลาข้างบ้าน จึงคิดกันว่าเอ็งจะเป็นลูกคนสุดท้อง พ่อกับแม่จึงช่วยกันคิดว่า จะตั้งชื่ออะไรดีที่บ่งบอกว่าเป็นคนสุดท้าย พากันไปหาพระที่วัด พระท่านก็บอกว่า “สุด สุด สุด วิสุทธิ ดีที่สุด” พ่อก็เลยตั้งชื่อ “วิสุทธิ” ให้กับเอ็งไง”
เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากสมาชิกในวงอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมินัดหมายกับที่มาของชื่อเล่นและชื่อจริงของผม “วิสุทธิ บุญญะโสภิต”
ในช่วงสุดท้ายก่อนปิดเวที “นพ.อำพล” ได้แนะเคล็ดลับการเป็นนักเขียน ๗ ประการ ที่เรียงร้อยอย่างคล้องจองว่า “มีหัวข้อ ย่อหน้า ภาษา ลีลา ลูกเล่น เน้นบางจุด สุดท้ายสรุป” อีกทั้งยังได้กล่าวชื่นชมผลงานที่ผลิตกันออกมาได้อย่างดีเยี่ยมภายในเวลาที่จำกัด บ่งบอกว่า “ใคร ๆ ก็เขียนเรื่องเล่าได้” และได้มอบหมายให้จัดรวมเล่มเป็นอีบุ๊ค (e-book) เผยแพร่ให้คนในครอบครัวสุชนได้อ่านเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันต่อไป
อย่างที่ผมย้ำกับใครหลายๆคนว่า “ไม่ต้องเป็นนักเขียนก็เขียนได้” แค่เริ่มต้นตัดคำว่า “อยาก” ออก ให้เหลือแต่คำว่า “เขียน” จากนั้นก็อย่ารอช้า ลงมือโดยทันที
“ไม่ยากอย่างที่คิด…………………วันละนิดถ้าเริ่มเขียน
อะไรก็น่าเรียน………………………. มันวนเวียนอยู่รอบตัว
อธิบายสิ่งที่เห็น…………………….. หยิบมาเป็นเรื่องจั่วหัว
วันนี้เริ่มออกตัว………………………รับรองชัวร์คุณเขียนเป็น”
นี้คือกาพย์ยานี ๑๑ ที่ผมแต่งขึ้นสด ๆ จากเวที We Can Do ที่จัดขึ้นสำหรับ “ชาวสุชน-คนทำงานในสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)” ในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ กับตอนที่ว่า “การเขียนเรื่องเล่าเร้าพลัง” ด้วยความเชื่อว่า งานเขียนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้ ทำอย่างไรคนเริ่มฝึกเขียนในครั้งแรกๆจะเกิดแรงบันดาลใจและลงมือเขียนเรื่องเล่าได้โดยไม่ยากจนเกินไปนัก
ให้แปรเปลี่ยน “ยาขมในงานเขียน” เป็น “กาแฟหอมหวานที่จักชวนลิ้มลอง”
ต้องบอกว่านี้เป็นความโชคดียิ่งนัก ที่การจัดเวทีในครั้งนี้ได้วิทยากรในฐานะ “คนต้นเรื่อง” ที่มากประสบการณ์และทักษะในการเขียนเรื่องเล่าอยู่แล้ว ทำให้สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดให้กับผู้เข้าร่วมวงยิ่งขึ้น ทั้ง "นพ.อำพล จินดาวัฒนะ" และ "คุณสัณหกิจ รัตนกุล" ที่มาแลกเปลี่ยนเทคนิควิธีการเขียนเรื่องเล่าที่หลากหลาย รวมถึงตัวผม ที่ร่วมแลกเปลี่ยนในเรื่องประสบการณ์ตรงในการเขียนเรื่องเล่า และอะไรเกิดขึ้นเมื่อได้เขียน
วิทยากรคนแรก คือ “สัณหกิจ รัตนกุล” น้องจาก “งานทรัพยากรบุคคล” ได้ชี้ให้เห็น ๔ วิธีการในการเขียนเรื่องเล่า
วิธีที่ ๑ เขียนเล่าถึงเหตุการณ์และพัฒนาการในการทำงานและการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน
วิธีที่ ๒ เขียนแบบ AAR เป็นการสรุปผลจากการทำงานกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเมื่อสิ้นสุดลง ว่ามีอะไรเป็นไปตามความคาดหวัง ต่ำกว่าความคาดหวังและข้อเสนอแนะหากต้องทำกิจกรรมนั้นอีกในอนาคต
วิธีที่ ๓ เขียนโดยเล่าเหตุการณ์ที่มีการดำเนินการที่เป็นเลิศในเรื่องนั้น หรือ Best Practice
วิธีที่ ๔ เขียนเพื่อสรุปความรู้และประสบการณ์ในการทำงาน ที่สะท้อนความคิดเห็นหรือแนวคิดในการปฏิบัติงาน
วิทยากรคนที่สอง คือตัวผมเอง ที่ได้เล่าประสบการณ์การเขียน “เรื่องเล่า” นำเสนอผ่านสังคมออนไลน์ในรูปแบบ Blog http://bwisutttoto.blogspot.com/ กว่า ๑๒๐ เรื่อง โดยชี้ให้เห็นหลักการ ๗ ข้อ ที่ “นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์” ได้แนะนำไว้ ซึ่งก็คือ
หลักการที่ ๑ บอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ต้องเป็นนักเขียนก็เขียนได้
หลักการที่ ๒ เริ่มจากสิ่งที่ “กำลังเห็น” หรือ “รับรู้” อยู่ตรงหน้า
หลักการที่ ๓ เขียนให้บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ทุกที่ ทุกเวลา
หลักการที่ ๔ ไม่ต้องสนใจถูกผิด ดีหรือไม่ดี แค่เขียนแล้วจดจ่ออยู่กับการเขียน
หลักการที่ ๕ สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะกำลังเขียนให้มาก ๆ
หลักการที่ ๖ ฝึกเขียนติดต่อกันให้ได้ สัก ๒๑ วัน
หลักการที่ ๗ ค่อย ๆ ขยายขอบเขตการเขียนตามคำถามดี ๆ
นอกจากนั้นแล้วผมยังได้ชี้ให้เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ๗ ประการที่เป็นผลมาจากการเขียนเรื่องเล่า ได้แก่ (๑) บันทึกไว้เพื่อเป็นการทบทวน (๒) เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้า (๓) ได้พัฒนาทักษะการเขียน (๔) เป็นการตกผลึกทางความคิด (๕) ได้เผยแพร่งานและแนวคิดของตนเอง (๖) ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่น และ (๗) ได้เรียนรู้และรู้จักคนอื่นๆมากยิ่งขึ้น
วิทยากรคนที่สาม “นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ได้เน้นย้ำว่าเรื่องการเขียน เป็น ๑ ใน ๔ เรื่องของ “หัวใจนักปราชญ์” นั่นก็คือ “สุ (ฟัง-อ่าน) จิ (คิด) ปุ (ถาม) ลิ (ลิขิต)”
และหลังจากนั้นคุณหมอได้นำตัวอย่างงานเขียนในเรื่อง “ไปดูฟุตบอลยุโรป” ๒ ลีลา มาให้ผู้ร่วมวงได้วิพากษ์วิจารณ์กัน
ภายหลังจากที่วิทยากรทั้ง ๓ คนนำเสนอเรียบร้อยแล้ว ไฮไลท์สำคัญของการจัดเวทีครั้งนี้คือ การให้ทุกคนฝึกทดลองเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับชีวิตตนเอง “โดยเขียนเรื่องอะไรก็ได้ให้เสร็จภายใน ๑๕ นาทีต่อจากนี้”
อดทึ่งไม่ได้จริง ๆ ครับ กับผลงาน “เรื่องเล่าที่หลากหลาย หลากสไตล์ หลากสีสัน หลากเรื่องราวที่เรียงร้อยถ้อยคำ” กว่า ๓๐ เรื่อง ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ใน ๒ ชั่วโมงนี้ ที่ครอบครัวสุชนได้รังสรรค์ออกมาร่วมกัน รวมถึงตัววิทยากรเองด้วย และขออาสาให้อ่านผลงานให้ฟังซึ่งกันและกัน
เรื่องเล่าที่ถูกอ่านจากปากของผู้เขียนราว ๑๐ เรื่อง บางเรื่องเรียกรอยยิ้ม บางเรื่องเรียกเสียงหัวเราะ บางเรื่องก็เรียกน้ำตาให้ซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว
เหล่านี้คือตัวอย่าง “เรื่องเล่า” ๕ เรื่อง ที่ผมมีอยู่ในมือขณะนี้
เรื่องที่ ๑ : ลูกอม ๓ เม็ดบาท สอน-คิด ชีวิต ของ “เตชิด ชาวบางพรหม”
เจดีย์ยอดแหลมตั้งตรงเฉียดฟ้า เป็นบ้านเกิดของผม ความคุ้นชินในวิถีชาวพุทธ การจับจ่ายซื้อของ เป็นกิจวัตรแบบตลาดสด สังคมดิ้นรน หาเช้ากินค่ำ
ผมเดินตลาด ตะเวนขายขนมตั้งแต่ ๑๐ ขวบ หาเงินเรียนไปวันๆ ไม่ได้คิดเรียนได้เกรดดี ไม่ต้องเอาที่ ๑ หรือที่ ๒ ไปอวดใคร สิ่งที่คิดในสมองตอนนั้นมีคำที่ท่องอยู่ในสมองว่า “ต้องขายให้หมด”
เช้าก็ไปเรียนเจอเพื่อนๆ ไม่ให้อายเด็กข้างบ้านก็พอ แต่ก็ไม่วายพกลูกอม ๓ เม็ดบาท จากร้านข้างบ้านไปขายเพื่อน ๒ เม็ดบาท ทำแบบนี้ทุกวัน ต้นทุน ๒๐ บาท จะได้ลูกอม ๖๐ เม็ด ถ้าขายหมดจะได้เงิน ๓๐ บาท กำไรเห็นๆ ทันที
ฉะนั้นเรื่องการค้าขายหาเงิน ถือเป็นเรื่องปกติของชีวิตผม ในวัยเด็กก็ต้องดิ้นรนกันไป เมื่อวันหนึ่งเราพบว่า เรื่องเงินเป็นเรื่องง่าย มันขึ้นอยู่กับปัจจัยความขยันและพื้นที่ที่ทำการค้าได้ เรื่องอื่นๆ จึงตามมา
“คุณภาพชีวิต” และ “ทักษะชีวิต” จึงเป็นเรื่องที่ตามมาสมัยเริ่มเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
วิธีคิดปกติ คือ ต้องเรียนที่ไหน? จบแล้วทำมาหากินอะไร? มีชีวิตอยู่กับอาชีพแบบไหน? อนาคตต่อไปจะเป็นอย่างไร?
ดังนั้นการคิดคำนวณแบบ ๓ เม็ดบาท จึงกลับมาเป็นต้นทุนความคิดที่จะร้อยเรียงการคำนวณ เพื่อเรียงร้อยเรื่องราวชีวิตใหม่เสมอ
เรื่องที่ ๒ : กินกับนุช ของ “ชญาดา ฟักน่วม”
เป็นคนชอบกินค่ะ …. แต่ก็จะกินเฉพาะสิ่งที่ตัวเองชอบ (งงมั้ย ๕๕๕)
พี่ ๆ ที่ สช. จะยกให้กับการสรรหาของกิน ไปกินที่ไหน แถวไหนมีอะไรอร่อย ถ้าไม่ถามเจ้เก๋มือทองอันดับหนึ่ง ก็จะได้ยินว่า “ถามไอ้นุชมัน ซิ”
อาหารหลัก ๆ ที่ชอบกินก็ “กุ้ง” คะ “ต้มยำกุ้ง" นี้ถือว่าเป็นของโปรดที่สุดแล้ว
ถ้าให้ยกตัวอย่างร้านโปรดแถวนนท์ ที่ถ้าถามว่า “จะกินต้มยำกุ้งไปกินที่ไหนดี” นุชก็จะมีคำตอบให้คำตอบเดียว คือ “ต้มยำกุ้งท่าน้ำนนท์ไง” ร้านนี้อร่อยตรงไหน มาลองดูกันค่ะ
ร้านต้มยำกุ้งท่าน้ำนนท์ อยู่บริเวณศาลเจ้าตรงท่าน้ำนนท์ จากวงเวียนหอนาฬิกาไปทางซ้ายมือจะสุดทางพอดี เป็นร้านอาหารตามสั่งธรรมดานี่ล่ะค่ะ เพียงแต่ของขึ้นชื่อของร้าน คือ “ต้มยำกุ้ง” และอีกเมนูที่ต้องสั่งคู่กันตลอด คือ “ไข่เจียวกากหมู”
รสชาติของต้มยำกุ้งแท้ ๆ คือเป็นน้ำใส แบบไทย ๆ ไม่มีการเติมนมสดเหมือนร้านทั่วไปสมัยนี้ เวลาสั่งคนทำจะถามว่า “น้ำข้นหรือน้ำใส”
แม้ร้านจะดูธรรมดาแต่รสชาติอาหารกับบรรยากาศริมน้ำเจ้าพระยาสบาย ๆ (ถ้าอากาศไม่ร้อน) ถ้ามีโอกาสก็มาลองชิมกันได้นะคะ
ร้านนี้จะเปิดวันธรรมดา หยุดเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์
เขียนมาถึงตรงนี้แล้วก็เปรี้ยวปาก คงต้องหาเวลาไปกินในเวลาอันใกล้นี้แน่ ๆ คราวหน้าถ้ามีร้านไหนน่าสนใจ จะเอามาเล่าให้ฟังอีกนะคะ
เรื่องที่ ๓ : น้ำพักน้ำแรง ของ "กรกนก ตันตระกูล"
ครอบครัวของชั้นเป็นครอบครัวเล็ก ๆ พ่อแม่ลูก ชีวิตของเราดูแลลูกกันเอง ไม่เหมือนหลายครอบครัวที่มีปู่ย่าตายายมาคอยเลี้ยงหลานให้ เราจึงบริหารการใช้ชีวิตด้วยตัวของเราเอง บ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบันเป็นบ้านที่พ่อทิ้งมรดกเอาไว้ ก่อนพ่อจะเสียชีวิต พ่อได้สั่งไว้ว่า “ถ้าพ่อตายไปวันไหน ขอให้ยกบ้านหลังนี้ให้น้องชาย เพราะน้องยังเรียน ไม่จบ พ่อไม่มีอะไรจะให้”
จากจุดนั้น ทำให้ได้ซื้อบ้านเก่า ๆ เนื้อที่ ๙๒ ตารางวา ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เอาไว้ ๑ หลังด้วยราคาที่แสนถูก สภาพบ้านเก่าจนถ้ามีพายุแรง ๆ คงพัง
จากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ปี ๒๕๕๔ ที่แทบจะทุกบ้านทุกครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อนในครั้งนั้น บ้านของชั้นอยู่ในเขตบางซื่อถือว่ารอดหวุดหวิด แต่ก็เกิดผลกระทบเรื่องการอยู่การกิน จึงทำให้หัวอกแม่อย่างเราคำนึงถึงความลำบากของลูก ครอบครัวเราจึงย้ายที่ตั้งไปอาศัยอยู่บ้านแม่สามีที่อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย นับแล้วระยะเวลาประมาณ ๑ เดือน ทำให้ได้คิดว่า การที่เราอาศัยบ้านคนอื่นอยู่มันรู้สึกไม่สะดวกใจ จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจเราต้องทำอะไรสักอย่าง เราต้องวางแผนสร้างบ้านใหม่ ซึ่งก็ได้เพื่อนลุงช่วยจัดการหาช่าง ซื้อวัสดุในการสร้างบ้าน
๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕ วันที่ลงเสาเอกก็มาถึง ก่อนเดินทางมาตัวเองได้ตั้งจิตจุดธูปเชิญดวงวิญญาณพ่อไปร่วมในพิธีด้วย วันนั้นอากาศดีมาก มีฝนโปรยละออง ทำให้รู้สึกว่าเทวดาอวยพร พิธีดำเนินไปตามประเพณีของคนอีสาน
การสร้างบ้านหลังนี้ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง วาดแปลนบ้านเอง ได้รู้ว่าลงเสาเอกต้องทำเดือนไหน รู้ข้อดีข้อเสียของการเลือกวัสดุก่อสร้าง รู้ว่าทรายที่ถูกที่สุดคือ "ทรายริมโขง" ได้รู้ว่าการเลือกสีบ้านต้องเลือกให้ถูกโฉลกกับเจ้าของบ้าน เราเกิดวันจันทร์ตัวบ้านสีเหลือง หลังคาบ้านสีน้ำเงิน การเลือกต้นไม้ถูกโฉลกต้องเลือกต้นโมก ต้นแก้ว ต้นมะลิ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราก็เรียนรู้จากบ้านหลังนี้
วันเวลาผ่านไปกว่า ๖ เดือนการสร้างบ้านดำเนินไปจนแล้วเสร็จเดือนธันวาคม ๒๕๕๕
๑ มกราคม ๒๕๕๖ เป็นวันเข้าบ้านใหม่ ได้อัญเชิญสมบัติของพ่อไปอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วย คือ หลวงพ่อฉิม พระพุทธรูปที่พ่อรักมาก ให้ท่านปกปักรักษาดูแลบ้านหลังนี้ให้ร่มเย็นเป็นสุข และตัวเองก็รู้ว่าพ่อก็มองลูกอยู่ข้างๆ และภูมิใจในน้ำพักน้ำแรงของลูกคนนี้
เรื่องที่ ๓ : ลูกหลง ของ "นพ.อำพล จินดาวัฒนะ"
พ่อผมเป็นทหาร เติบโตมาจากนายสิบ ตอนพ่อตายอายุได้ ๕๐ ปี มียศเป็นพันโท แม่เป็นลูกแม่ค้า ทำหน้าที่แม่บ้าน ทั้งพ่อแม่เป็นคนราชบุรี
ผมมีพี่น้อง ๖ คน เป็นคนสุดท้อง
แม่ท้องผมตอนที่พ่อย้ายไปอยู่โคราช ตอนนั้นมีพี่ชาย ๓ คน พี่สาว ๒ คน แม่ตั้งใจว่าจะพอแค่นั้น เพราะมีลูกมากแล้ว พ่อเป็นทหารเงินเดือนน้อย ต้องค้าขายโน่นนี่มาจุนเจือครอบครัว
พ่อแม่เลือกคุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัย แต่สมัยนั้นถุงยางอนามัยคงยังคุณภาพไม่ดี วันหนึ่งถุงยางรั่ว ทำให้แม่ตั้งท้องที่ ๖ คลอดออกมาเป็นผม
ตอนท้องแก่ แม่อุ้มท้องผมจากโคราชไปคลอดที่ศิริราช และทำหมัน
ที่จริงพ่อไม่อยากให้แม่ทำหมัน เพราะคนสมัยนั้นเชื่อว่า ทำหมันแล้วจะไม่แข็งแรง พ่อคงกลัวแม่ทำงานหนักไม่ได้
แต่แม่ก็ตัดสินใจทำหมัน แล้วอุ้มผมขึ้นรถไฟกลับไปเลี้ยงดูที่โคราช
ชีวิตผมได้เกิดมาเป็นลูกหลง ก็เพราะถุงยางอนามัยไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้มี “นพ.อำพล จินดาวัฒนะ” ในวันนี้
เรื่องที่ ๔ : ความลับ ของ “วิสุทธิ บุญญะโสภิต”
ผมเชื่อว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไป การเกิดขึ้นของสิ่งหนึ่งย่อมมีเหตุผลรองรับเสมอ แม้แต่ “ชื่อของผม” ก็ยืนอยู่บนหลักการดังกล่าว
ย้อนหลังกลับไปเมื่อกว่า ๕๐ ปี ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อแปลก ๆ ว่า “ท่าฬ่อ” ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร สภาพของหมู่บ้านยังเต็มไปด้วยป่า มองไกลสุดตาออกไปจะเห็นทุ่งนา สลับกับเรือกสวนกล้วย ส้ม ขนุน มะพร้าว ถนนหนทางก็ยังเป็นทางเดินเล็ก ๆ ที่เกิดจากการที่ผู้คนเดินไปมาหาสู่กันเป็นประจำ
ณ บ้านหลังนั้น เด็กน้อยเพศชายคนหนึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ในยามย่ำรุ่งของเช้าวันอังคารที่ ๖ มิถุนายน ปีเดียวกับที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ท่ามกลางครอบครัวที่พ่อ แม่ เรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่า “เกษตรกร”
“แม่จ๋า ทำไมผมจึงชื่อโต” ผมเอ่ยถามแม่เมื่อเติบโตรู้ความในวันหนึ่ง
“ก็เอ็งหัวมันโต มันใหญ่มากเลยตอนลูกคลอดมาใหม่ ๆ”
ตั้งแต่นั้นมา ผมก็อดภูมิใจในชื่อเล่น “โต” ที่พ่อและแม่ได้ตั้งใจตั้งให้ผมมาจนถึงวันนี้
“เอ็งรู้ไหมว่า ทำไมเอ็งชื่อว่า “วิสุทธิ” เป็นคำถามที่พ่อเอ่ยถามขึ้นหลังจากที่ครอบครัวเราที่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง ล้อมวงกินข้าวเย็นในอีกวันหนึ่ง
“ผมก็สงสัยมานาน พ่อช่วยบอกผมหน่อยสิ”
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกลูก ตอนนั้นรัฐบาลรณรงค์ให้ครอบครัวไปทำหมันกัน ใครมีลูกมากจะยากจน พอแม่คลอดเอ็ง พ่อก็เลยไปทำหมันที่สุขศาลาข้างบ้าน จึงคิดกันว่าเอ็งจะเป็นลูกคนสุดท้อง พ่อกับแม่จึงช่วยกันคิดว่า จะตั้งชื่ออะไรดีที่บ่งบอกว่าเป็นคนสุดท้าย พากันไปหาพระที่วัด พระท่านก็บอกว่า “สุด สุด สุด วิสุทธิ ดีที่สุด” พ่อก็เลยตั้งชื่อ “วิสุทธิ” ให้กับเอ็งไง”
เสียงหัวเราะดังขึ้นมาจากสมาชิกในวงอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมินัดหมายกับที่มาของชื่อเล่นและชื่อจริงของผม “วิสุทธิ บุญญะโสภิต”
ในช่วงสุดท้ายก่อนปิดเวที “นพ.อำพล” ได้แนะเคล็ดลับการเป็นนักเขียน ๗ ประการ ที่เรียงร้อยอย่างคล้องจองว่า “มีหัวข้อ ย่อหน้า ภาษา ลีลา ลูกเล่น เน้นบางจุด สุดท้ายสรุป” อีกทั้งยังได้กล่าวชื่นชมผลงานที่ผลิตกันออกมาได้อย่างดีเยี่ยมภายในเวลาที่จำกัด บ่งบอกว่า “ใคร ๆ ก็เขียนเรื่องเล่าได้” และได้มอบหมายให้จัดรวมเล่มเป็นอีบุ๊ค (e-book) เผยแพร่ให้คนในครอบครัวสุชนได้อ่านเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันต่อไป
วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ซินจ่าวเวียดนาม ตอนที่ ๔ : ดานัง เมืองแห่งหาดทรายขาวและภูเขาหินอ่อน
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
“น้องวิน” ลูกรัก
ในการเดินทางของพ่อครั้งนี้ “เมืองดานัง” เป็นเพียงแค่ “ทางผ่าน”เท่านั้น คือ เดินทางจากเมืองเว้ในบ่ายของวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ผ่านเมืองดานังเพื่อไปพักค้างคืนที่เมืองฮอยอัน และในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ก็เดินทางกลับจากฮอยอันเพื่อกลับไปพักค้างคืนที่เมืองเว้อีกครั้ง ทำให้พ่อจึงได้นั่งรถผ่าน “ช่องเขาหายเวิน” ทั้งไปและกลับเลยทีเดียว
น้องวินคงจำอุโมงค์หายเวินได้นะครับ ซึ่งในคราวที่ครอบครัวเราไปท่องเที่ยวเมื่อ ๓ ปีก่อน เราก็นั่งรถผ่านอุโมงค์แห่งนี้ ที่ในครั้งนั้นลูกรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร เพราะเมืองดานังเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเว้กับเมืองฮอยอัน โดยมีทิวเขา "หายเวิน (Hai Van)" ซึ่งยาวกว่า ๒๑ กิโลเมตรขวางกั้นไว้ “หายเวิน” หมายความว่า ทะเลและเมฆ เพราะด้านล่างคือทะเล ส่วนบนยอดปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกตลอดปี ช่องเขาหายเวินถือเป็นเส้นแบ่งเขตปกครองระหว่างจังหวัดเถื่อเทียนเว้ในภาคเหนือและนครดานังในภาคใต้
อีกทั้งเป็นช่องเขาที่สวยงามที่สุด แต่ก็เป็นช่องทางที่อันตรายที่สุดบนเส้นทางจากเหนือจรดใต้ ทำให้รัฐบาลเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ขุดเจาะอุโมงค์ทะลุเขาที่มีความยาวที่สุดในแถบอาเซียน กว่า ๖.๒๘ กิโลเมตร ช่วยทำให้ล่นระยะเวลาการเดินทางไปได้อย่างมาก และมีความปลอดภัยกว่าสมัยก่อนที่ต้องขับรถลัดเลาะไปตามเชิงเขา และเกิดอุบัติเหตุสูงมิใช่น้อย
ขณะนี้ประเทศเวียดนามกำลังลงทุนเจาะอุโมงค์คู่ขนานกับอุโมงค์แห่งนี้อยู่ เป็นอุโมงค์รถไฟฟ้าความเร็วสูง และคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกไม่ช้านี้
"ดานัง" หรือ "ด่าหนัง" เป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลางตอนใต้ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ จัดเป็น ๑ ใน ๕ เขตการปกครองส่วนท้องถิ่นในเวียดนาม ทิศเหนือติดกับเมืองเว้ ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดกับจังหวัดกว๋างนาม ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ ๗๖๔ กิโลเมตร และห่างจากเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ ไปทางเหนือ ๙๖๔ กิโลเมตร
ระหว่างเดินทางพ่อสังเกตทิวทัศน์สองข้างทางเป็นชายทะเลที่สวยงามตลอดเส้นทาง ดูสวยงามมาก และที่สะดุดตามาก คือ ได้เห็นเรือหน้าตาแปลก ๆ คล้ายกะลา ซึ่งไกด์บอกกับคณะของเราว่าเขาเรียกว่า “เรือกะลา” ลอยริมฝั่งทะเลเต็มไปหมด
ตามประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ว่าในเดือนสิงหาคม ปี ๒๔๐๑ กองทหารฝรั่งเศสยกพลขึ้นบกที่ดานัง ตามพระบัญชาของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ เพื่อประกาศพื้นที่นี้เป็นอาณานิคมภายใต้อาณัติของฝรั่งเศส และถูกเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า "ตูราน (Tourane)" ขณะนั้นถือว่าเป็น ๑ ใน ๕ เมืองสำคัญบนคาบสมุทรอินโดนีเซีย
ในระหว่างสงครามเวียดนาม เมืองนี้เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของกองทัพสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจำนวนประชากรในเมืองนี้จึงได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า ๑ ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยสงคราม
ก่อนปี ๒๕๔๐ ดานังยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดกว๋างนาม-ดานัง จนกระทั่งวันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๔๐ ดานังได้ถูกแยกออกจากจังหวัดกว๋างนาม และเป็นเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งที่ ๔ ของเวียดนาม
สถานที่ที่คณะของพ่อได้มีโอกาสแวะชมคือ “ร้านไข่มุก” ซึ่งที่ร้านแห่งนี้ได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับชาวคณะของเราได้อย่างมาก เพราะเจ้าร้านที่เป็นสตรีสาวชาวเวียดนามที่สามารถพูดภาษาไทยได้ชัดเจน และมีลีลามีลูกเล่นลูกฮากับลูกค้าของเธอได้อย่างเชี่ยวชาญ
สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่คณะของเราได้แวะชม นั่นก็คือ "ร้านรูปปั้นที่ทำมาจากหยก" ซึ่งภายในร้านเต็มไปด้วยรูปแกะสลักที่ทำมาจากหยกหลากหลายจนลายตา มีตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ สวยงามมากเต็มร้านไปหมด ซึ่งพ่อทึ่งไปกับฝีมือของช่างแกะสลักเป็นอย่างมาก
สิ่งที่พ่อประทับใจมากในวันนี้ก็คือ ได้มีโอกาสไปกราบสักการะ "เจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่" ที่ตั้งอยู่แหลมเซินจร่า อยู่ภายใน "วัดหลิงอึ๋ง"
เมื่อพ่อมายืนต่อหน้าองค์ "เจ้าแม่กวนอิม" ทำให้พ่อรำลึกถึงสมัยที่ยังไม่มีน้องวิน แม่กุ้งจะให้พ่อพาไปกราบขอพรพระองค์ท่านที่วัดเขาสมอแคลง ที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ทันที
"วัดหลินอึ๋ง" เป็นวัดสร้างใหม่และใหญ่ที่สุดของเมืองดานัง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่รวบรวมความเชื่อ ความศรัทธาของธาตุทั้งห้าและจิตใจของผู้คนอยู่ในที่นี้ ภายในวิหารใหญ่ของวัเป็นสถานที่บูชาเจ้าแม่กวนอิมและเทพองค์ต่าง ๆ ตามความเชื่อของชาวบ้านแถบนี้
รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ตั้งตระหง่านมีความสูงถึง ๖๗ เมตรสูงที่สุดในเวียดนาม โดยเป็นรูปปั้นท่ายืนสูงถือแจกันโรยน้ำทิพย์ประทานพรให้ชาวบ้านที่ออกจับปลาในทะเลให้มีความปลอดภัย ตั้งอยู่บนฐานดอกบัว กว้าง ๓๕ เมตร ยืนหันหลังให้ภูเขาและหันหน้าออกทะเล คอยปกป้องคุ้มครองชาวประมงที่ออกไปหาปลานอกชายฝั่ง นอกจากนั้นยังมีหินอ่อนแกะสลักเป็นรูป ๑๘ พระอรหันต์ขนาดใหญ่อยู่ภายในวัด
ไกด์ในรถบัสที่พ่อนั่งไปด้วยเล่าให้ฟังว่า เมื่อคราวเกิดพายุไต้ฝุ่น “ไห่เหยี่ยน” ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี ๒๕๕๖ มีผู้เสียชีวิตเกือบ ๔ พันคนนั้น มีทิศทางตรงมาที่เมืองดานัง แต่ด้วยอานุภาพของเจ้าแม่กวนอิม ทำให้ไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศไปยังประเทศจีนแทน ฉะนั้นคนเวียดนามและนักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ จึงศรัทธา และเดินทางมากราบสักการะขอพรเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้อย่างแน่นขนัด
นอกเหนือจากวัดแห่งนี้จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านมากราบไหว้บูชาและขอพรแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถมองวิวเมืองดานังได้สวยงามมาก
หากมองจากยอดเขาอันเป็นที่ตั้งขององค์เจ้าแม่กวนอินลงไปจะมองเห็นชายหาดที่ชื่อว่า “บ๊ายบุต” ถือเป็นชายหาดที่สวยที่สุดของคาบสมุทรเซินจ่า เป็นเขตที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเพราะความเป็นธรรมชาติดั้งเดิมและบรรยากาศที่สงบร่มเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักของตัวเมืองที่กำลังพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มพลังแห่งยุคสมัย
"วัดหลิงอื๊ง-บ๊ายบุต" คือ แหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณที่เสียงระฆังประสานกับเสียงเพรียกของคลื่นลม สร้างเป็นเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติที่ช่วยให้จิตใจดีงามเบิกบานผ่องใสและปรารถนาจะทำแต่สิ่งที่ดีงาม
เหล่านี้คือช่วงเวลาสั้น ๆ ในดานัง ที่แม้เป็นเพียงทางผ่านแต่ก็สร้างประทับใจให้พ่อจดจำไม่น้อย จึงต้องหยิบมาเล่าให้ลูกฟัง
รักลูกเสมอ
“พ่อโต”
“น้องวิน” ลูกรัก
ในการเดินทางของพ่อครั้งนี้ “เมืองดานัง” เป็นเพียงแค่ “ทางผ่าน”เท่านั้น คือ เดินทางจากเมืองเว้ในบ่ายของวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ผ่านเมืองดานังเพื่อไปพักค้างคืนที่เมืองฮอยอัน และในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ก็เดินทางกลับจากฮอยอันเพื่อกลับไปพักค้างคืนที่เมืองเว้อีกครั้ง ทำให้พ่อจึงได้นั่งรถผ่าน “ช่องเขาหายเวิน” ทั้งไปและกลับเลยทีเดียว
น้องวินคงจำอุโมงค์หายเวินได้นะครับ ซึ่งในคราวที่ครอบครัวเราไปท่องเที่ยวเมื่อ ๓ ปีก่อน เราก็นั่งรถผ่านอุโมงค์แห่งนี้ ที่ในครั้งนั้นลูกรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร เพราะเมืองดานังเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเว้กับเมืองฮอยอัน โดยมีทิวเขา "หายเวิน (Hai Van)" ซึ่งยาวกว่า ๒๑ กิโลเมตรขวางกั้นไว้ “หายเวิน” หมายความว่า ทะเลและเมฆ เพราะด้านล่างคือทะเล ส่วนบนยอดปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกตลอดปี ช่องเขาหายเวินถือเป็นเส้นแบ่งเขตปกครองระหว่างจังหวัดเถื่อเทียนเว้ในภาคเหนือและนครดานังในภาคใต้
อีกทั้งเป็นช่องเขาที่สวยงามที่สุด แต่ก็เป็นช่องทางที่อันตรายที่สุดบนเส้นทางจากเหนือจรดใต้ ทำให้รัฐบาลเวียดนามซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ขุดเจาะอุโมงค์ทะลุเขาที่มีความยาวที่สุดในแถบอาเซียน กว่า ๖.๒๘ กิโลเมตร ช่วยทำให้ล่นระยะเวลาการเดินทางไปได้อย่างมาก และมีความปลอดภัยกว่าสมัยก่อนที่ต้องขับรถลัดเลาะไปตามเชิงเขา และเกิดอุบัติเหตุสูงมิใช่น้อย
ขณะนี้ประเทศเวียดนามกำลังลงทุนเจาะอุโมงค์คู่ขนานกับอุโมงค์แห่งนี้อยู่ เป็นอุโมงค์รถไฟฟ้าความเร็วสูง และคาดว่าจะแล้วเสร็จในอีกไม่ช้านี้
"ดานัง" หรือ "ด่าหนัง" เป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลางตอนใต้ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ จัดเป็น ๑ ใน ๕ เขตการปกครองส่วนท้องถิ่นในเวียดนาม ทิศเหนือติดกับเมืองเว้ ทิศตะวันตกและทิศใต้ติดกับจังหวัดกว๋างนาม ทิศตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ ๗๖๔ กิโลเมตร และห่างจากเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ ไปทางเหนือ ๙๖๔ กิโลเมตร
ระหว่างเดินทางพ่อสังเกตทิวทัศน์สองข้างทางเป็นชายทะเลที่สวยงามตลอดเส้นทาง ดูสวยงามมาก และที่สะดุดตามาก คือ ได้เห็นเรือหน้าตาแปลก ๆ คล้ายกะลา ซึ่งไกด์บอกกับคณะของเราว่าเขาเรียกว่า “เรือกะลา” ลอยริมฝั่งทะเลเต็มไปหมด
ตามประวัติศาสตร์ บันทึกไว้ว่าในเดือนสิงหาคม ปี ๒๔๐๑ กองทหารฝรั่งเศสยกพลขึ้นบกที่ดานัง ตามพระบัญชาของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ เพื่อประกาศพื้นที่นี้เป็นอาณานิคมภายใต้อาณัติของฝรั่งเศส และถูกเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อภาษาฝรั่งเศสว่า "ตูราน (Tourane)" ขณะนั้นถือว่าเป็น ๑ ใน ๕ เมืองสำคัญบนคาบสมุทรอินโดนีเซีย
ในระหว่างสงครามเวียดนาม เมืองนี้เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของกองทัพสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจำนวนประชากรในเมืองนี้จึงได้เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า ๑ ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ลี้ภัยสงคราม
ก่อนปี ๒๕๔๐ ดานังยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดกว๋างนาม-ดานัง จนกระทั่งวันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๔๐ ดานังได้ถูกแยกออกจากจังหวัดกว๋างนาม และเป็นเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งที่ ๔ ของเวียดนาม
สถานที่ที่คณะของพ่อได้มีโอกาสแวะชมคือ “ร้านไข่มุก” ซึ่งที่ร้านแห่งนี้ได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับชาวคณะของเราได้อย่างมาก เพราะเจ้าร้านที่เป็นสตรีสาวชาวเวียดนามที่สามารถพูดภาษาไทยได้ชัดเจน และมีลีลามีลูกเล่นลูกฮากับลูกค้าของเธอได้อย่างเชี่ยวชาญ
สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่คณะของเราได้แวะชม นั่นก็คือ "ร้านรูปปั้นที่ทำมาจากหยก" ซึ่งภายในร้านเต็มไปด้วยรูปแกะสลักที่ทำมาจากหยกหลากหลายจนลายตา มีตั้งแต่ขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ สวยงามมากเต็มร้านไปหมด ซึ่งพ่อทึ่งไปกับฝีมือของช่างแกะสลักเป็นอย่างมาก
สิ่งที่พ่อประทับใจมากในวันนี้ก็คือ ได้มีโอกาสไปกราบสักการะ "เจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่" ที่ตั้งอยู่แหลมเซินจร่า อยู่ภายใน "วัดหลิงอึ๋ง"
เมื่อพ่อมายืนต่อหน้าองค์ "เจ้าแม่กวนอิม" ทำให้พ่อรำลึกถึงสมัยที่ยังไม่มีน้องวิน แม่กุ้งจะให้พ่อพาไปกราบขอพรพระองค์ท่านที่วัดเขาสมอแคลง ที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ทันที
"วัดหลินอึ๋ง" เป็นวัดสร้างใหม่และใหญ่ที่สุดของเมืองดานัง เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่รวบรวมความเชื่อ ความศรัทธาของธาตุทั้งห้าและจิตใจของผู้คนอยู่ในที่นี้ ภายในวิหารใหญ่ของวัเป็นสถานที่บูชาเจ้าแม่กวนอิมและเทพองค์ต่าง ๆ ตามความเชื่อของชาวบ้านแถบนี้
รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมที่ตั้งตระหง่านมีความสูงถึง ๖๗ เมตรสูงที่สุดในเวียดนาม โดยเป็นรูปปั้นท่ายืนสูงถือแจกันโรยน้ำทิพย์ประทานพรให้ชาวบ้านที่ออกจับปลาในทะเลให้มีความปลอดภัย ตั้งอยู่บนฐานดอกบัว กว้าง ๓๕ เมตร ยืนหันหลังให้ภูเขาและหันหน้าออกทะเล คอยปกป้องคุ้มครองชาวประมงที่ออกไปหาปลานอกชายฝั่ง นอกจากนั้นยังมีหินอ่อนแกะสลักเป็นรูป ๑๘ พระอรหันต์ขนาดใหญ่อยู่ภายในวัด
ไกด์ในรถบัสที่พ่อนั่งไปด้วยเล่าให้ฟังว่า เมื่อคราวเกิดพายุไต้ฝุ่น “ไห่เหยี่ยน” ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี ๒๕๕๖ มีผู้เสียชีวิตเกือบ ๔ พันคนนั้น มีทิศทางตรงมาที่เมืองดานัง แต่ด้วยอานุภาพของเจ้าแม่กวนอิม ทำให้ไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศไปยังประเทศจีนแทน ฉะนั้นคนเวียดนามและนักท่องเที่ยวจากประเทศต่าง ๆ จึงศรัทธา และเดินทางมากราบสักการะขอพรเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้อย่างแน่นขนัด
นอกเหนือจากวัดแห่งนี้จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านมากราบไหว้บูชาและขอพรแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถมองวิวเมืองดานังได้สวยงามมาก
หากมองจากยอดเขาอันเป็นที่ตั้งขององค์เจ้าแม่กวนอินลงไปจะมองเห็นชายหาดที่ชื่อว่า “บ๊ายบุต” ถือเป็นชายหาดที่สวยที่สุดของคาบสมุทรเซินจ่า เป็นเขตที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบเพราะความเป็นธรรมชาติดั้งเดิมและบรรยากาศที่สงบร่มเย็น ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักของตัวเมืองที่กำลังพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มพลังแห่งยุคสมัย
"วัดหลิงอื๊ง-บ๊ายบุต" คือ แหล่งท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณที่เสียงระฆังประสานกับเสียงเพรียกของคลื่นลม สร้างเป็นเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติที่ช่วยให้จิตใจดีงามเบิกบานผ่องใสและปรารถนาจะทำแต่สิ่งที่ดีงาม
เหล่านี้คือช่วงเวลาสั้น ๆ ในดานัง ที่แม้เป็นเพียงทางผ่านแต่ก็สร้างประทับใจให้พ่อจดจำไม่น้อย จึงต้องหยิบมาเล่าให้ลูกฟัง
รักลูกเสมอ
“พ่อโต”
วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ซินจ่าวเวียดนาม ตอนที่ ๓ : มนต์ขลังเมืองเว้.....เสน่ห์ประวัติศาสตร์อันตรึงใจ
๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗
“น้องวิน” ลูกชายที่น่ารัก
ระหว่างที่พ่อเขียนจดหมายหาลูกฉบับนี้ พ่อได้กลับมาถึงประเทศไทยตั้งแต่คืนวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์แล้วครับ แต่ภาพของกระทงที่ลอยไปบนแม่น้ำหอม (Song Houng river) แม่น้ำแห่งสัญลักษณ์เมืองเว้ แม่น้ำที่ไม่ว่าใครๆก็ตามที่เดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ก็ต้องหาเวลามาล่องเรือชมแม่น้ำแห่งนี้ให้จงได้ ภายใต้ค่ำคืนที่ท้องฟ้าแต้มประดับด้วยหมู่ดาว ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพ่อมิเสื่อมคลาย
ระหว่างที่เรือมังกรสองหัว (Dragon Boat) ซึ่งเป็นเรือที่ใช้ในราชสำนักของเวียดนามเมื่อหลายร้อยปีก่อน กำลังล่องไปและมาหยุดกลางแม่น้ำหอม เสียงขับกล่อมบทเพลงอันเพราะพริ้งของนักร้องประจำชาติในชุด “อ๋าวหย่าย” พร้อมกับเสียงบรรเลงจากพิณน้ำเต้า และเครื่องดีดสีตีเป่าอื่นๆตามแบบฉบับของนาฎลีลาเก่าแก่ของเวียดนาม ก็ดังประสานขึ้นอย่างกลมกลืนไปกับการไหลของสายน้ำ โดยเฉพาะกับ “เพลงพระราชนิพนธ์สายฝน” ที่ได้รับเสียงปรบมือมากเป็นพิเศษ
มนต์สะกดของสายน้ำหอม และหญิงสาวเอวบางร่างน้อย เนื้อผ้าอันบางพลิ้วรัดรูปภายใต้แสงวิบวาววามของค่ำคืนแห่งท้องน้ำ ยิ่งฉายให้เห็นความงามในอีกมิติอย่างไม่ต้องสงสัย
มนต์เสน่ห์ของสายน้ำหอมจึงติดตามพ่อกลับมายังประเทศไทยและไหลรินอยู่ในดวงใจ ดั่งการไหลของสายน้ำหอมที่ไหลผ่านผืนดินและป่าเขามายาวไกล ผ่านเซาะแมกไม้ทั้งที่อยู่บนบกและใต้ผืนน้ำจำนวนมากจนแม่น้ำถูกปรุงแต่งด้วยสมุนไพรจนมีกลิ่นหอมไปโดยปริยาย และทำให้ชาวเมืองเว้พร้อมใจกันเรียกชื่อแม่น้ำสายนี้ว่า “แม่น้ำหอม” สืบมาจนปัจจุบัน
อีกทั้งสายน้ำหอมยังมีประวัติศาสตร์สัมพันธ์กับราชวงศ์เหงียนที่มีกษัตริย์ยาลองเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ ซึ่งได้สถาปนาเมืองเว้เป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ.๒๓๔๘ และสร้าง "พระราชวังไดนอย" (Dai Noi ) ขึ้นอย่างใหญ่โตริมฝั่งแม่น้ำหอมแห่งนี้อีกด้วย
ทำให้พ่ออดไม่ได้ที่จะต้องเล่าเรื่อง “มนต์ขลังเมืองเว้ เสน่ห์ประวัติศาสตร์อันตราตรึงใจ” ให้ลูกฟังในครั้งนี้
พ่อมานอนพักที่เมืองเว้ถึง ๒ คืน จึงได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่นี้ที่น่าเรียนรู้หลายด้าน โดยเฉพาะการสัญจรไปมาที่ยังใช้จักรยานเป็นพาหนะกันเต็มท้องถนน เสียงกระดิ่งดังลั่นเพื่อบอกสัญญาณขอทาง พ่อออกไปยืนดูบริเวณสี่แยกซึ่งไม่มีไฟแดงเหมือนกลับที่บ้านเรา แต่ก็น่าแปลกใจเป็นอย่างมากที่รถยนต์ จักรยานยนต์และจักรยานที่มากมาย ก็สามารถแล่นไปได้อย่างคล่องตัว ทำให้พ่ออดคิดไม่ได้ว่า “ถ้าเป็นบ้านเรา ป่านนี้คงชนกันระเนระนาดกันไปแล้ว”
อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นเมืองจักรยาน พ่อจึงไม่เห็นคนเวียดนามมีรูปร่างอ้วนเลย จึงอดคิดถึงมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเมื่อปีก่อนที่มีเรื่องการส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันว่า ถ้าเมืองไทยทำได้แบบที่เมืองเว้นี้คงจะดีไม่น้อย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนที่นั่นมีสุขภาพดี
พ่อขอย้อนเล่าประวัติศาสตร์ให้ลูกฟังในเบื้องต้นก่อนนะครับ
“เมืองเว้” เป็นเมืองเอกของจังหวัดเถื่อเทียน ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนาม ริมฝั่งแม่น้ำหอม ถัดเข้ามาในแผ่นดินจากริมฝั่งทะเลจีนใต้เพียง ๒ – ๓ ไมล์ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ประมาณ ๕๔๐ กิโลเมตร และห่างจากนครโฮจิมินห์ (เดิมชื่อเมืองไซ่ง่อน) ไปทางเหนือประมาณ ๖๔๔ กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ นอกจากนี้ยังเป็นเขตพื้นที่ป่าไม้สำคัญที่สุดของเวียดนาม
เคยเป็นเมืองหลวงเก่าในสมัย “ราชวงศ์เหงียน” ช่วงปี ๒๓๔๕ – ๒๔๘๘ “เมืองเว้” จึงมีชื่อเสียงจากโบราณสถานที่มีอยู่ทั่วเมือง และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖
หลังจาก “อาณาจักรจามปา” ล่มสลายลง “เมืองเว้” เมืองเล็กๆที่อยู่ในความปกครองของ “ขุนนางเหงียนฮวาง” ในแผ่นดินของ “ราชวงศ์เล” แต่ “ราชวงศ์เล” ปกครองได้ไม่นานก็เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนขึ้น ทางตอนเหนือตกไปอยู่ในการปกครองของ “ขุนนางตริงห์” ทางตอนใต้ตกอยู่ในการปกครองของ “ขุนนางเหงียน”
ต่อมาได้ขัดแย้งกันและได้เกิดสงครามขึ้นมา พี่น้อง “ตระกูลเตยเซิน” ก่อกบฏขึ้นและยึดเวียดนามได้ทั้งหมด “เหงียนฉวาง” หรือที่คนไทยรู้จักพระองค์ในชื่อว่า “องเชียงสือ” ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้อยู่ในขณะนั้น จึงได้ลี้ภัยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชการที่ ๑ ของไทยเรานานถึง ๔ ปี แล้วจึงกลับไปปราบกบฏลงได้ ในปี ๒๓๔๕ และรวบรวมดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน โดยเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “เวียดนาม” พร้อมกับสถาปนาตนเองเป็น “จักรพรรดิยาลอง” แห่ง “ราชวงศ์เหงียน” ขึ้นปกครอง และใช้เมืองเว้เป็นราชธานี
หลังจากที่ “จักรพรรดิยาลอง” ปกครองได้เพียง ๓๓ ปี ฝรั่งเศสก็บุกเข้าโจมตีเมืองเว้ ในช่วงระยะเวลานี้จักรพรรดิแต่ละองค์ต่างผลัดกันขึ้นสู้ชิงบัลลังก์ในช่วงสั้นๆ การเดินขบวนต่อต้านฝรั่งเศสและการต่อสู้กับลัทธิจักรพรรดินิยม รวมถึงเหตุการณ์ต่อมาคือ การยึดครองของญี่ปุ่นในมหาสงครามเอเชียบูรพาเมื่อปี ๒๔๘๘
เหตุการณ์ในปี ๒๔๘๘ ทำให้ “จักรพรรดิบาวได๋” ทรงตัดสินใจสละราชสมบัติ “เมืองเว้” เป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “ราชวงค์เหงียน” จึงกลายเป็นราชธานีสุดท้ายของ “ราชวงศ์เหงียน” เช่นเดียวกัน
ต่อมาในปี ๒๔๙๒ “จักรพรรดิบาวได๋” ทรงได้รับการช่วยเหลือจากชาวฝรั่งเศสในอาณานิคม และทรงก่อตั้งเมืองหลวงใหม่ คือ ไซ่ง่อน ทางใต้ของประเทศ
ในช่วง “สงครามเวียดนาม” “เมืองเว้” อยู่ในอาณาเขตของเวียดนามใต้ซึ่งอยู่ใกล้กับเวียดนามเหนือ ผลของสงครามในปี ๒๕๑๑ จึงทำให้ตัวเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะโบราณสถานหลายแห่งที่ถูกยิงและถูกระเบิดจากกองทัพอเมริกัน
แม้หลังสงครามสงบลงแล้ว เหล่าโบราณสถานก็ยังไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้นำคอมมิวนิสต์และชาวเวียดนามบางส่วนมองว่า เป็นสัญลักษณ์ของระบอบศักดินาในอดีตแต่หลังจากที่แนวคิดทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ก็เริ่มมีการบูรณะโบราณสถานบางส่วนมาจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่า “เมืองเว้” จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามรวมชาติเวียดนามไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้นักเดินทางได้เข้าไปเยี่ยมชม ตั้งแต่พระราชวัง สุสานจักรพรรดิที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองในอดีต โบราณสถานอันงดงามและทรงคุณค่า วัฒนธรรมที่มีแบบฉบับของตนเอง
ในการเดินทางครั้งนี้พ่อได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งเลยทีเดียว
“วัดเทียนมู่” เป็นวัดพุทธมหายาน สร้างขึ้นในปี ๒๑๔๔ ในสมัย “ขุนนางเหงียนฮวาง” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม เป็นอาคารทรงเจดีย์แปดเหลี่ยม ๗ ชั้น แต่ละชั้นเป็นตัวแทนของชาติภพต่างๆ ของพระพุทธเจ้า สูง ๒๑ เมตร ส่วนทางฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่ตั้งของศิลาจารึกและระฆังสำริดขนาดใหญ่หนักถึง ๒,๐๐๐ กิโลกรัม ถัดมาทางด้านหลังของเจดีย์เป็นประตูทางเข้าสู่บริเวณภายในวัด มีรูปปั้นเทพเจ้า ๖ องค์ คอยยืนเฝ้าปกป้องไม่ให้ความชั่วร้ายเข้ามาเยือน
วัดแห่งนี้เองมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการเมืองในช่วงยุคหลังของเวียดนาม เมื่อพระภิกษุ “ทิจ กวาง ดิ๊ก” เจ้าอาวาสของวัดเทียนมู่ได้ใช้รถออสตินสีฟ้าคันเล็กเป็นพาหนะไปเผาตัวเองที่กลางกรุงไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ในช่วงสายของวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๖ เพื่อประท้วงรัฐบาลที่บังคับให้ประชาชนไปนับถือศาสนาคริสต์ และการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาล “โงดินห์เดียม” ที่เป็นคาทอลิก รวมทั้งใช้ความรุนแรงขัดขวางการฉลองวันวิสาขบูชาของประชาชนในประเทศ ปัจจุบันรถออสตินสีฟ้าคันนั้นได้ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ภายในวัดแห่งนี้
คณะของเราได้เดินทางต่อไปที่พระราชวังหลวงของกษัตริย์ “ราชวงศ์เหงียน” ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดเทียนมู่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่และงดงามของเมืองเว้ พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ๒๓๔๘ ใน “สมัยจักรพรรดิ์ยาลอง” แล้วเสร็จในปี ๒๓๗๕ ในสมัยจักรพรรดิมิงห์หม่าง รวมระยะเวลาก่อสร้าง ๒๗ ปี เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์เหงียน ๑๓ พระองค์
พระราชวังนี้สร้างตามแบบพระราชวังต้องห้ามของประเทศจีนแต่ได้ย่อส่วนลงมาจากต้นแบบ แม้ว่าจะถูกย่อส่วนแต่ก็ยังใหญ่โตไม่น้อย เช่น กำแพงวังมีความยาวถึง ๑๑ กม. (ด้านละประมาณ ๒.๕ กม.) มีความสูง ๖ เมตร หนา ๒ เมตร มี ๑๑ ประตู มี ๒๔ ป้อมปราการ พระราชวังนี้ได้ออกแบบให้มีกำแพงล้อมรอบถึง ๓ ชั้น แต่ละชั้นจะประกอบไปด้วยพระราชวังและตำหนักต่าง ๆ
พระราชวังแห่งนี้ถูกเผาจากฝรั่งเศสในปี ๒๔๘๘ ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นอันมาก จากนั้นก็กลายเป็นพระราชวังร้าง ครั้นถึงปี ๒๕๑๑ หรือสมัยสงครามเวียดนามก็ถูกเครื่องบินสหรัฐทิ้งระเบิด เนื่องจากเป็นที่ซ่องสุมของพวกคอมมิวนิสต์ เมื่อสงครามสงบ องค์การยูเนสโกจึงเข้ามาบูรณะและได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ๒๕๓๖
จุดน่าสนใจของการเที่ยวชม หลังจากที่นักท่องเที่ยวข้ามสะพานเดินลองผ่านซุ้มประตูหรือกำแพงชั้นนอกเข้าไป จะได้พบกับ “ซุนทานกง” หรือ “ปืนใหญ่” ๙ เทพเจ้า ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ หมายถึงเทพ ๕ องค์ ตัวแทนของธาตุทั้งห้า คือ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีก ๔ องค์ เป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้ง ๔ ฤดู ใน ๑ ปี
ถัดมาเป็นกำแพงเหลือง ซึ่งเป็นกำแพงชั้นกลางที่ล้อมรอบนครของจักรพรรดิ พระราชวัง วัด และสวนดอกไม้เอาไว้ ในส่วนนี้มีประตูทางเข้าที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม ๔ ประตู ประตูที่สำคัญที่สุด คือ “โหงะโมน” หรือ “ประตูเที่ยงวัน” ที่สร้างขึ้นครั้งแรกด้วยหินแกรนิตในสมัยพระเจ้ามิงห์หม่าง
เมื่อพ่อเดินผ่านลอดประตูชั้นที่สองโดยข้ามสะพานน้ำทอง ซึ่งเคยถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิเท่านั้น จะเจอกับพระราชวังไทเฮา อันเป็นวังที่สำคัญที่สุดในนครจักรพรรดิ ใช้สำหรับต้อนรับเชื้อพระวงศ์ระดับสูง และนักการทูตต่างประเทศ นอกจากนั้นราชสำนักยังใช้เป็นที่จัดงานฉลองสำคัญต่างๆ เช่นกัน
ส่วนวัดวาอารามภายในกำแพงแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับขุนนางหลายคน วัดสำคัญคือ “วัดเถเหมียว” ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับผู้ปกครองในราชวงศ์เหงียน
ถัดมาส่วนในสุดของนครจักรพรรดิ คือ “ตือกามแทงห์” หรือนครต้องห้ามของจักรพรรดิ ที่ถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์นั้น
ในขณะที่พ่อเข้าไปเที่ยวชมในบริเวณราชวังครั้งนี้ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิสังขรณ์ จึงได้เห็นช่างหลายสิบคนมาทำงานกระจายอยู่ทั่วบริเวณราชวัง ซึ่งในบางจุดที่เสร็จแล้วดูสวยสดงดงามยิ่งนัก ซึ่งพ่อคิดว่าเมื่อบูรณะและทาสีใหม่เสร็จสิ้นแล้ว พระราชวังแห่งนี้คงกลับมาสวยงามเหมือนเมื่อครั้งอดีตเป็นแน่แท้
ในบ่ายวันเสาร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ คณะของเรากลับมายังเมืองเว้อีกครั้งหนึ่ง โดยก่อนเข้าพักที่โรงแรมที่พัก ได้แวะเที่ยวชมสุสานของพระเจ้าไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh) ที่เป็นสุสานที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันออกร่วมกับสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็นสถาปัตยกรรมสุดแปลกที่เกิดจากการผสมผสานแบบสุดขั้วระหว่างจีนและยุโรป
สุสานแห่งนี้ถูกสร้างในสมัย “จักรพรรดิไคดิงห์” เพื่อใช้เป็นสุสานของพระองค์ แต่แล้วสุสานไม่ทันสร้างเสร็จก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน ภารกิจสร้างสุสานแห่งนี้ต่อจึงตกเป็นของ “จักรพรรดิบาวได๋” ผู้เป็นพระราชโอรส สุสานแห่งนี้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง ๑๑ ปี
“จักรพรรดิไคดิงห์” ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ ๑๒ ของราชวงศ์เหงียน ขึ้นครองราชย์ในปี ๒๔๕๙ โดยการสนับสนุนจากฝรั่งเศส ทั้งนี้เป็นเพราะในช่วงนั้น เวียดนามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ฐานะจริง ๆ ขององค์ไคดิงห์ ก็คือ ผู้ปกครองอันนัม โดยทางฝรั่งเศส (ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม) ได้แบ่งเวียดนามออกเป็นสามส่วน มี “ตังเกี๋ย” ทางตอนบน “อันนัม” ในตอนกลาง และ “โคชินจีน” ทางตอนใต้
พระองค์ทรงให้ความร่วมมือกับทางเจ้าอาณานิคมในการต่อต้านขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชกลุ่มต่าง ๆ จนถูกกล่าวหาว่า “พระองค์นั้นขายชาติ” แม้แต่โฮจิมินห์ เองก็ยังเขียนบทละครขึ้นเพื่อล้อเลียนพระองค์ในทำนองว่า “แม้จะดูยิ่งใหญ่ มีชีวิตที่หรูหรา แต่ก็ไม่มีพลังอำนาจอันใด เพราะเป็นเพียงหุ่นเชิดของฝรั่งเศสเท่านั้น”
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเรื่องที่เป็น “ขี้ปากชาวบ้าน” มาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ “รสนิยมทางเพศ” ของพระองค์ ไกด์ชาวเวียดนามถึงกับพูดว่า “พระองค์ไม่ทรงโปรดอิสตรี” จึงทำให้ไม่มีองค์รัชทายาท จึงต้องยกราชสมบัติให้กับ “จักรพรรดิบ๋าวได่” ซึ่งเป็นราชโอรสบุญธรรมของพระองค์
พ่อเดินเที่ยวชมไปตามทางเดินขึ้นสุสานที่ได้รับการตกแต่งเป็นบันไดมังกรอันโอ่อ่า ไปสู่ลานชั้นหนึ่ง จากนั้นมีบันไดต่อไปยังลานชั้นสองที่เรียงรายด้วยรูปปั้นหินของช้าง ม้า ข้าราชการทหารและพลเรือน กลางลานมีแผ่นจารึกเขียนด้วยอักษรจีน นิพนธ์โดย “จักรพรรดิบาวได๋” เพื่อรำลึกถึงพระบิดาของพระองค์
ส่วนด้านบนสุดเป็น “พระราชวังเทียนดิงห์” ภายในมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องสีปูพื้นจิตรกรรมฝาผนังภาพ มังกรในม่านเมฆขนาดใหญ่ที่วาดโดยใช้ศิลปินที่เขียนภาพด้วยเท้า ประดับอยู่บนเพดานกลางห้องโถง ส่วนทางซ้ายและขวาเป็นภาพอันเต็มไปด้วยสีสันที่ตกแต่งด้วยการฝังกระจก สีและกระเบื้องนับพันชิ้น แสดงถึงเรื่องราวมากมายของสัตว์ ต้นไม้ และดอกไม้
แต่ห้องที่สำคัญที่สุดจะเป็นห้องที่มีรูปหล่อสำริดปิดด้วยทองขนาดเท่าองค์จริง ในพระอิริยาบถนั่ง บนแท่นสูง และบนเพดานจะมีภาพวาดชื่อ "มังกรในม่านเมฆ" อยู่
เล่ากันว่าภาพมังกรในม่านเมฆนี้จิตรกรวาดขึ้นโดยใช้เท้าวาด จักรพรรดิไคดิงห์ทรงกริ้วมาก จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิต แต่ก็มีผู้ทูลทัดทานว่า “ถ้าไม่มีจิตรกรผู้นี้แล้ว คงยากที่จะหาผู้ที่มีความชำนาญในการวาดภาพให้งดงามขนาดนี้ได้อีก” อย่างไรก็ตามเหตุผลที่จิตรกรวาดภาพโดยใช้เท้านั้น บ้างก็อธิบายว่าเป็นเพราะความถนัดในการใช้เท้า บ้างก็ว่าเป็นการเลี่ยงที่จะเอาเท้าชี้ลงมาทางด้านล่าง เวลามีผู้เดินทางมาตรวจงาน
ส่วนพระบรมศพของพระองค์นั้น ถูกฝังอยู่ลึกลงไปใต้แท่นสูงในห้องนี้นั้นเอง
แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี สุสานแห่งนี้ก็ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ค่อนข้างมาก รอดพ้นจากการถูกทำลาย ไม่ว่าประเทศเวียดนามจะได้ผ่านศึกสงครามและกลียุค มาแล้วหลายครั้ง
หลังจากออกจากสุสานแห่งนี้แล้ว รถพาคณะของเราไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของราคาถูกที่ “ตลาดนัดดองบา” ที่เป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ของเมืองเว้ ที่อยู่ติดกับแม่น้ำหอม ซึ่งพ่อได้พบคนไทยหลายคนเดินซื้อของ เสียงแม่ค้าเชิญชวนให้ซื้อของด้วยภาษาไทยสำเนียงเวียดนามดังลั่นตลาด
สินค้าที่นี่ต้องต่อรองก่อนซื้อทั้งนั้น เพราะราคาจะบอกผ่านหมดทุกอย่าง บางอย่างก็บอกราคาสูง ข้อควรระวัง สินค้าส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เกรดของสินค้าจึงพอๆกับราคาที่จ่ายไป
หากพ่อจะเปรียบเทียบกับบ้านเรา ก็คือ ตลาดนัดจตุจักรขนาดย่อม ตรงกลางที่เป็นอาคารจะขายพวกเสื้อผ้า กระเป๋า และของฝาก รวมทั้งสินค้าจากประเทศจีน เช่น กระเป๋าเดินทาง ของเด็กเล่น เสื้อผ้าเด็ก ฯลฯ ส่วนด้านข้างและด้านหลังจะเป็นพื้นที่ขายผักขายปลา และอาหารแห้ง ปลาหมึก กุ้งแห้ง เต็มไปหมด
คณะของเราใช้เวลาในตลาดกว่า ๒ ชั่วโมง จนสมใจอยากและเป็นที่ถูกใจแก่คณะของเรามาก แต่ละคนต่างหิ้วของกันเต็มมือกันเกือบทุกราย อ้อ !! ลืมบอกลูกไปว่าที่นี้สามารถจ่ายเป็นเงินบาทได้เลย
พ่อพาพี่ที่ไปด้วยไปต่อรองซื้อเสื้อฝากทางบ้าน “ต่อกันมันมาก ลดลงไปกว่า ๖๐ %” สำหรับพ่อได้เสื้อกันหนาวมา ๑ ตัว ราคาแค่เพียง ๒๐๐ บาทเท่านั้น
บริเวณที่จอดรถจะมีลานกว้างซึ่งมีร้านขายของเต็มไปหมด พวกกลุ่มผู้ชายขณะนั่งรอก็ฆ่าเวลาด้วยเบียร์ “ฮูดา” เบียร์เวียดนาม ๕ กระป๋อง ๑๐๐ บาท “หมดกันไปเป็นโหล”
มีเรื่องสนุกก็คือ ก่อนที่รถจะออกจะมีแม่ค้านำสินค้ามาขายข้างรถ ซึ่งสามารถต่อราคาได้ถูกกว่าซื้อในตลาดอีก จึงทำให้คณะของเราอดไม่ได้ที่จะจ่ายเงินซื้อกันเพิ่มอีก ซึ่งเป็นที่สนุกสนานมากมาย
หลังจากนั้นก่อนไปกินอาหารเย็น ชาวคณะได้แวะไป “ล่องเรือมังกรแม่น้ำหอม” ชมการแสดงและความบันเทิงตามแบบของราชวงค์ในสมัยก่อน
ในคืนวันเสาร์นี้คณะของเราเข้าพักที่โรงแรม MIDTOWN HOTEL เป็นโรงแรมระดับ ๔ ดาว ซึ่งพ่อประทับใจมาก เพราะมีไวไฟที่แรงมาก ทำให้พ่อได้เข้าไปติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่ประเทศไทยได้อย่างใกล้ชิด
เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ คณะของเราตื่นแต่ตีสีครึ่ง และออกจากโรงแรมตั้งแต่ ๐๖.๓๐ น. เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยแวะไปชมอุโมงค์หวิงห์ม็อกที่ย้ายโปรแกรมจากวันแรกมา
อุโมงค์แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว ๖๕ กิโลเมตร นับเป็นอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีเพื่อหลบภัย จากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในสมัยสงครามเวียดนาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพากันอพยพไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนกว่า ๓๐๐ คน ที่ยังอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์คนรูแห่งนี้เป็นเวลากว่า ๕ ปี นับจากปี ๒๕๐๙ – ๒๕๑๔
ภายในเครือข่ายอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า ๒,๐๐๐ เมตร เมตรนี้ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น มีทางเข้าออกทั้งหมด ๑๓ ทาง แต่ละชั้นจะมีการสร้างเป็นห้องต่างๆ ทางซ้ายและขวา โดยชั้นแรกมีจุดเด่นน่าชมอยู่ที่ห้องที่ใช้คลอดเด็กทารก และชั้นที่สองเป็นส่วนที่ใช้ในการประชุมในสมัยสงคราม จากนั้นจะมีทางเดินลงสู่ชั้นที่ ๓ ของอุโมงค์
ลูกชายคงจำได้ที่ครอบครัวเราจับมือกันเดินตามกันไปตามทางเดินภายในอุโมงค์เมื่อ ๓ ปีก่อนได้นะครับ
หลังจากออกจากอุโมงค์คณะของเราก็มุ่งหน้ากลับประเทศไทย โดยใช้ถนนหมายเลข ๙ เส้นเดิมกลับเหมือนตอนขามา
อ่านจดหมายมาถึงตอนนี้ น้องวินคงเริ่มทำหน้าเบื่อและคงนึกในใจ “จดหมายฉบับนี้ พ่อโตเขียนมาเสียยืดยาวเลย” แต่พ่อคิดว่าเรื่องที่พ่อเล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของลูกได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะจากการที่พ่อได้เที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เมืองเว้ครั้งนี้ ทำให้พ่อคิดไปถึงเรื่อง “รากเหง้า” ของมนุษย์ ว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ย่อมมีที่มาที่ไปเสมอ และ “รากเหง้า” เหล่านี้แหละที่เป็นตัวเชื่อมมิติทางใจให้กับผู้คนโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ ณ ที่พื้นที่นั้นเข้าหากัน
ไม่ต่างจากที่ “บ้านท่าฬ่อ” ก็เป็น “รากเหง้า” ที่เป็นจุดกำเนิดให้กับพ่อ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้รากเหง้าที่เมืองเว้แห่งนี้ จึงทำให้พ่อกำลังใคร่ครวญว่าน่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อรักษา “รากเหง้า” ที่มีคุณค่านั้นไว้เพื่อให้ลูกหลานได้รำลึกถึงต่อไปอย่างยาวนาน
ฉบับหน้าพ่อจะเล่าเรื่องเราเกี่ยวกับ “เมืองดานัง” ที่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่พ่อได้มีโอกาสไปเที่ยวชมมาให้ลูกชายได้รับรู้ต่อไป
รักลูกเสมอ
“พ่อโต”
“น้องวิน” ลูกชายที่น่ารัก
ระหว่างที่พ่อเขียนจดหมายหาลูกฉบับนี้ พ่อได้กลับมาถึงประเทศไทยตั้งแต่คืนวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์แล้วครับ แต่ภาพของกระทงที่ลอยไปบนแม่น้ำหอม (Song Houng river) แม่น้ำแห่งสัญลักษณ์เมืองเว้ แม่น้ำที่ไม่ว่าใครๆก็ตามที่เดินทางมาถึงเมืองแห่งนี้ก็ต้องหาเวลามาล่องเรือชมแม่น้ำแห่งนี้ให้จงได้ ภายใต้ค่ำคืนที่ท้องฟ้าแต้มประดับด้วยหมู่ดาว ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพ่อมิเสื่อมคลาย
ระหว่างที่เรือมังกรสองหัว (Dragon Boat) ซึ่งเป็นเรือที่ใช้ในราชสำนักของเวียดนามเมื่อหลายร้อยปีก่อน กำลังล่องไปและมาหยุดกลางแม่น้ำหอม เสียงขับกล่อมบทเพลงอันเพราะพริ้งของนักร้องประจำชาติในชุด “อ๋าวหย่าย” พร้อมกับเสียงบรรเลงจากพิณน้ำเต้า และเครื่องดีดสีตีเป่าอื่นๆตามแบบฉบับของนาฎลีลาเก่าแก่ของเวียดนาม ก็ดังประสานขึ้นอย่างกลมกลืนไปกับการไหลของสายน้ำ โดยเฉพาะกับ “เพลงพระราชนิพนธ์สายฝน” ที่ได้รับเสียงปรบมือมากเป็นพิเศษ
มนต์สะกดของสายน้ำหอม และหญิงสาวเอวบางร่างน้อย เนื้อผ้าอันบางพลิ้วรัดรูปภายใต้แสงวิบวาววามของค่ำคืนแห่งท้องน้ำ ยิ่งฉายให้เห็นความงามในอีกมิติอย่างไม่ต้องสงสัย
มนต์เสน่ห์ของสายน้ำหอมจึงติดตามพ่อกลับมายังประเทศไทยและไหลรินอยู่ในดวงใจ ดั่งการไหลของสายน้ำหอมที่ไหลผ่านผืนดินและป่าเขามายาวไกล ผ่านเซาะแมกไม้ทั้งที่อยู่บนบกและใต้ผืนน้ำจำนวนมากจนแม่น้ำถูกปรุงแต่งด้วยสมุนไพรจนมีกลิ่นหอมไปโดยปริยาย และทำให้ชาวเมืองเว้พร้อมใจกันเรียกชื่อแม่น้ำสายนี้ว่า “แม่น้ำหอม” สืบมาจนปัจจุบัน
อีกทั้งสายน้ำหอมยังมีประวัติศาสตร์สัมพันธ์กับราชวงศ์เหงียนที่มีกษัตริย์ยาลองเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ ซึ่งได้สถาปนาเมืองเว้เป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ.๒๓๔๘ และสร้าง "พระราชวังไดนอย" (Dai Noi ) ขึ้นอย่างใหญ่โตริมฝั่งแม่น้ำหอมแห่งนี้อีกด้วย
ทำให้พ่ออดไม่ได้ที่จะต้องเล่าเรื่อง “มนต์ขลังเมืองเว้ เสน่ห์ประวัติศาสตร์อันตราตรึงใจ” ให้ลูกฟังในครั้งนี้
พ่อมานอนพักที่เมืองเว้ถึง ๒ คืน จึงได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่นี้ที่น่าเรียนรู้หลายด้าน โดยเฉพาะการสัญจรไปมาที่ยังใช้จักรยานเป็นพาหนะกันเต็มท้องถนน เสียงกระดิ่งดังลั่นเพื่อบอกสัญญาณขอทาง พ่อออกไปยืนดูบริเวณสี่แยกซึ่งไม่มีไฟแดงเหมือนกลับที่บ้านเรา แต่ก็น่าแปลกใจเป็นอย่างมากที่รถยนต์ จักรยานยนต์และจักรยานที่มากมาย ก็สามารถแล่นไปได้อย่างคล่องตัว ทำให้พ่ออดคิดไม่ได้ว่า “ถ้าเป็นบ้านเรา ป่านนี้คงชนกันระเนระนาดกันไปแล้ว”
อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นเมืองจักรยาน พ่อจึงไม่เห็นคนเวียดนามมีรูปร่างอ้วนเลย จึงอดคิดถึงมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเมื่อปีก่อนที่มีเรื่องการส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันว่า ถ้าเมืองไทยทำได้แบบที่เมืองเว้นี้คงจะดีไม่น้อย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนที่นั่นมีสุขภาพดี
พ่อขอย้อนเล่าประวัติศาสตร์ให้ลูกฟังในเบื้องต้นก่อนนะครับ
“เมืองเว้” เป็นเมืองเอกของจังหวัดเถื่อเทียน ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนาม ริมฝั่งแม่น้ำหอม ถัดเข้ามาในแผ่นดินจากริมฝั่งทะเลจีนใต้เพียง ๒ – ๓ ไมล์ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ประมาณ ๕๔๐ กิโลเมตร และห่างจากนครโฮจิมินห์ (เดิมชื่อเมืองไซ่ง่อน) ไปทางเหนือประมาณ ๖๔๔ กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ นอกจากนี้ยังเป็นเขตพื้นที่ป่าไม้สำคัญที่สุดของเวียดนาม
เคยเป็นเมืองหลวงเก่าในสมัย “ราชวงศ์เหงียน” ช่วงปี ๒๓๔๕ – ๒๔๘๘ “เมืองเว้” จึงมีชื่อเสียงจากโบราณสถานที่มีอยู่ทั่วเมือง และได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖
หลังจาก “อาณาจักรจามปา” ล่มสลายลง “เมืองเว้” เมืองเล็กๆที่อยู่ในความปกครองของ “ขุนนางเหงียนฮวาง” ในแผ่นดินของ “ราชวงศ์เล” แต่ “ราชวงศ์เล” ปกครองได้ไม่นานก็เกิดสงครามแบ่งแยกดินแดนขึ้น ทางตอนเหนือตกไปอยู่ในการปกครองของ “ขุนนางตริงห์” ทางตอนใต้ตกอยู่ในการปกครองของ “ขุนนางเหงียน”
ต่อมาได้ขัดแย้งกันและได้เกิดสงครามขึ้นมา พี่น้อง “ตระกูลเตยเซิน” ก่อกบฏขึ้นและยึดเวียดนามได้ทั้งหมด “เหงียนฉวาง” หรือที่คนไทยรู้จักพระองค์ในชื่อว่า “องเชียงสือ” ซึ่งเป็นผู้ปกครองเวียดนามใต้อยู่ในขณะนั้น จึงได้ลี้ภัยมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในรัชการที่ ๑ ของไทยเรานานถึง ๔ ปี แล้วจึงกลับไปปราบกบฏลงได้ ในปี ๒๓๔๕ และรวบรวมดินแดนทางตอนเหนือและตอนใต้เข้าไว้ด้วยกัน โดยเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “เวียดนาม” พร้อมกับสถาปนาตนเองเป็น “จักรพรรดิยาลอง” แห่ง “ราชวงศ์เหงียน” ขึ้นปกครอง และใช้เมืองเว้เป็นราชธานี
หลังจากที่ “จักรพรรดิยาลอง” ปกครองได้เพียง ๓๓ ปี ฝรั่งเศสก็บุกเข้าโจมตีเมืองเว้ ในช่วงระยะเวลานี้จักรพรรดิแต่ละองค์ต่างผลัดกันขึ้นสู้ชิงบัลลังก์ในช่วงสั้นๆ การเดินขบวนต่อต้านฝรั่งเศสและการต่อสู้กับลัทธิจักรพรรดินิยม รวมถึงเหตุการณ์ต่อมาคือ การยึดครองของญี่ปุ่นในมหาสงครามเอเชียบูรพาเมื่อปี ๒๔๘๘
เหตุการณ์ในปี ๒๔๘๘ ทำให้ “จักรพรรดิบาวได๋” ทรงตัดสินใจสละราชสมบัติ “เมืองเว้” เป็นจุดเริ่มต้นแห่ง “ราชวงค์เหงียน” จึงกลายเป็นราชธานีสุดท้ายของ “ราชวงศ์เหงียน” เช่นเดียวกัน
ต่อมาในปี ๒๔๙๒ “จักรพรรดิบาวได๋” ทรงได้รับการช่วยเหลือจากชาวฝรั่งเศสในอาณานิคม และทรงก่อตั้งเมืองหลวงใหม่ คือ ไซ่ง่อน ทางใต้ของประเทศ
ในช่วง “สงครามเวียดนาม” “เมืองเว้” อยู่ในอาณาเขตของเวียดนามใต้ซึ่งอยู่ใกล้กับเวียดนามเหนือ ผลของสงครามในปี ๒๕๑๑ จึงทำให้ตัวเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะโบราณสถานหลายแห่งที่ถูกยิงและถูกระเบิดจากกองทัพอเมริกัน
แม้หลังสงครามสงบลงแล้ว เหล่าโบราณสถานก็ยังไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้นำคอมมิวนิสต์และชาวเวียดนามบางส่วนมองว่า เป็นสัญลักษณ์ของระบอบศักดินาในอดีตแต่หลังจากที่แนวคิดทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป ก็เริ่มมีการบูรณะโบราณสถานบางส่วนมาจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่า “เมืองเว้” จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามรวมชาติเวียดนามไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้นักเดินทางได้เข้าไปเยี่ยมชม ตั้งแต่พระราชวัง สุสานจักรพรรดิที่สะท้อนความเจริญรุ่งเรืองในอดีต โบราณสถานอันงดงามและทรงคุณค่า วัฒนธรรมที่มีแบบฉบับของตนเอง
ในการเดินทางครั้งนี้พ่อได้มีโอกาสเข้าไปเที่ยวชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งเลยทีเดียว
“วัดเทียนมู่” เป็นวัดพุทธมหายาน สร้างขึ้นในปี ๒๑๔๔ ในสมัย “ขุนนางเหงียนฮวาง” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม เป็นอาคารทรงเจดีย์แปดเหลี่ยม ๗ ชั้น แต่ละชั้นเป็นตัวแทนของชาติภพต่างๆ ของพระพุทธเจ้า สูง ๒๑ เมตร ส่วนทางฝั่งซ้ายและขวาเป็นที่ตั้งของศิลาจารึกและระฆังสำริดขนาดใหญ่หนักถึง ๒,๐๐๐ กิโลกรัม ถัดมาทางด้านหลังของเจดีย์เป็นประตูทางเข้าสู่บริเวณภายในวัด มีรูปปั้นเทพเจ้า ๖ องค์ คอยยืนเฝ้าปกป้องไม่ให้ความชั่วร้ายเข้ามาเยือน
วัดแห่งนี้เองมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และการเมืองในช่วงยุคหลังของเวียดนาม เมื่อพระภิกษุ “ทิจ กวาง ดิ๊ก” เจ้าอาวาสของวัดเทียนมู่ได้ใช้รถออสตินสีฟ้าคันเล็กเป็นพาหนะไปเผาตัวเองที่กลางกรุงไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน ในช่วงสายของวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๐๖ เพื่อประท้วงรัฐบาลที่บังคับให้ประชาชนไปนับถือศาสนาคริสต์ และการฉ้อราษฎร์บังหลวงของรัฐบาล “โงดินห์เดียม” ที่เป็นคาทอลิก รวมทั้งใช้ความรุนแรงขัดขวางการฉลองวันวิสาขบูชาของประชาชนในประเทศ ปัจจุบันรถออสตินสีฟ้าคันนั้นได้ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ภายในวัดแห่งนี้
คณะของเราได้เดินทางต่อไปที่พระราชวังหลวงของกษัตริย์ “ราชวงศ์เหงียน” ที่อยู่ไม่ไกลจากวัดเทียนมู่ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่และงดงามของเมืองเว้ พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ๒๓๔๘ ใน “สมัยจักรพรรดิ์ยาลอง” แล้วเสร็จในปี ๒๓๗๕ ในสมัยจักรพรรดิมิงห์หม่าง รวมระยะเวลาก่อสร้าง ๒๗ ปี เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์เหงียน ๑๓ พระองค์
พระราชวังนี้สร้างตามแบบพระราชวังต้องห้ามของประเทศจีนแต่ได้ย่อส่วนลงมาจากต้นแบบ แม้ว่าจะถูกย่อส่วนแต่ก็ยังใหญ่โตไม่น้อย เช่น กำแพงวังมีความยาวถึง ๑๑ กม. (ด้านละประมาณ ๒.๕ กม.) มีความสูง ๖ เมตร หนา ๒ เมตร มี ๑๑ ประตู มี ๒๔ ป้อมปราการ พระราชวังนี้ได้ออกแบบให้มีกำแพงล้อมรอบถึง ๓ ชั้น แต่ละชั้นจะประกอบไปด้วยพระราชวังและตำหนักต่าง ๆ
พระราชวังแห่งนี้ถูกเผาจากฝรั่งเศสในปี ๒๔๘๘ ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นอันมาก จากนั้นก็กลายเป็นพระราชวังร้าง ครั้นถึงปี ๒๕๑๑ หรือสมัยสงครามเวียดนามก็ถูกเครื่องบินสหรัฐทิ้งระเบิด เนื่องจากเป็นที่ซ่องสุมของพวกคอมมิวนิสต์ เมื่อสงครามสงบ องค์การยูเนสโกจึงเข้ามาบูรณะและได้ขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ๒๕๓๖
จุดน่าสนใจของการเที่ยวชม หลังจากที่นักท่องเที่ยวข้ามสะพานเดินลองผ่านซุ้มประตูหรือกำแพงชั้นนอกเข้าไป จะได้พบกับ “ซุนทานกง” หรือ “ปืนใหญ่” ๙ เทพเจ้า ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ หมายถึงเทพ ๕ องค์ ตัวแทนของธาตุทั้งห้า คือ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีก ๔ องค์ เป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้ง ๔ ฤดู ใน ๑ ปี
ถัดมาเป็นกำแพงเหลือง ซึ่งเป็นกำแพงชั้นกลางที่ล้อมรอบนครของจักรพรรดิ พระราชวัง วัด และสวนดอกไม้เอาไว้ ในส่วนนี้มีประตูทางเข้าที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม ๔ ประตู ประตูที่สำคัญที่สุด คือ “โหงะโมน” หรือ “ประตูเที่ยงวัน” ที่สร้างขึ้นครั้งแรกด้วยหินแกรนิตในสมัยพระเจ้ามิงห์หม่าง
เมื่อพ่อเดินผ่านลอดประตูชั้นที่สองโดยข้ามสะพานน้ำทอง ซึ่งเคยถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิเท่านั้น จะเจอกับพระราชวังไทเฮา อันเป็นวังที่สำคัญที่สุดในนครจักรพรรดิ ใช้สำหรับต้อนรับเชื้อพระวงศ์ระดับสูง และนักการทูตต่างประเทศ นอกจากนั้นราชสำนักยังใช้เป็นที่จัดงานฉลองสำคัญต่างๆ เช่นกัน
ส่วนวัดวาอารามภายในกำแพงแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับขุนนางหลายคน วัดสำคัญคือ “วัดเถเหมียว” ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับผู้ปกครองในราชวงศ์เหงียน
ถัดมาส่วนในสุดของนครจักรพรรดิ คือ “ตือกามแทงห์” หรือนครต้องห้ามของจักรพรรดิ ที่ถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์นั้น
ในขณะที่พ่อเข้าไปเที่ยวชมในบริเวณราชวังครั้งนี้ซึ่งอยู่ระหว่างการปฏิสังขรณ์ จึงได้เห็นช่างหลายสิบคนมาทำงานกระจายอยู่ทั่วบริเวณราชวัง ซึ่งในบางจุดที่เสร็จแล้วดูสวยสดงดงามยิ่งนัก ซึ่งพ่อคิดว่าเมื่อบูรณะและทาสีใหม่เสร็จสิ้นแล้ว พระราชวังแห่งนี้คงกลับมาสวยงามเหมือนเมื่อครั้งอดีตเป็นแน่แท้
ในบ่ายวันเสาร์ที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ คณะของเรากลับมายังเมืองเว้อีกครั้งหนึ่ง โดยก่อนเข้าพักที่โรงแรมที่พัก ได้แวะเที่ยวชมสุสานของพระเจ้าไคดิงห์ (Tomb of Khai Dinh) ที่เป็นสุสานที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันออกร่วมกับสถาปัตยกรรมตะวันตก เป็นสถาปัตยกรรมสุดแปลกที่เกิดจากการผสมผสานแบบสุดขั้วระหว่างจีนและยุโรป
สุสานแห่งนี้ถูกสร้างในสมัย “จักรพรรดิไคดิงห์” เพื่อใช้เป็นสุสานของพระองค์ แต่แล้วสุสานไม่ทันสร้างเสร็จก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน ภารกิจสร้างสุสานแห่งนี้ต่อจึงตกเป็นของ “จักรพรรดิบาวได๋” ผู้เป็นพระราชโอรส สุสานแห่งนี้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง ๑๑ ปี
“จักรพรรดิไคดิงห์” ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์ที่ ๑๒ ของราชวงศ์เหงียน ขึ้นครองราชย์ในปี ๒๔๕๙ โดยการสนับสนุนจากฝรั่งเศส ทั้งนี้เป็นเพราะในช่วงนั้น เวียดนามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ฐานะจริง ๆ ขององค์ไคดิงห์ ก็คือ ผู้ปกครองอันนัม โดยทางฝรั่งเศส (ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม) ได้แบ่งเวียดนามออกเป็นสามส่วน มี “ตังเกี๋ย” ทางตอนบน “อันนัม” ในตอนกลาง และ “โคชินจีน” ทางตอนใต้
พระองค์ทรงให้ความร่วมมือกับทางเจ้าอาณานิคมในการต่อต้านขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชกลุ่มต่าง ๆ จนถูกกล่าวหาว่า “พระองค์นั้นขายชาติ” แม้แต่โฮจิมินห์ เองก็ยังเขียนบทละครขึ้นเพื่อล้อเลียนพระองค์ในทำนองว่า “แม้จะดูยิ่งใหญ่ มีชีวิตที่หรูหรา แต่ก็ไม่มีพลังอำนาจอันใด เพราะเป็นเพียงหุ่นเชิดของฝรั่งเศสเท่านั้น”
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีเรื่องที่เป็น “ขี้ปากชาวบ้าน” มาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ “รสนิยมทางเพศ” ของพระองค์ ไกด์ชาวเวียดนามถึงกับพูดว่า “พระองค์ไม่ทรงโปรดอิสตรี” จึงทำให้ไม่มีองค์รัชทายาท จึงต้องยกราชสมบัติให้กับ “จักรพรรดิบ๋าวได่” ซึ่งเป็นราชโอรสบุญธรรมของพระองค์
พ่อเดินเที่ยวชมไปตามทางเดินขึ้นสุสานที่ได้รับการตกแต่งเป็นบันไดมังกรอันโอ่อ่า ไปสู่ลานชั้นหนึ่ง จากนั้นมีบันไดต่อไปยังลานชั้นสองที่เรียงรายด้วยรูปปั้นหินของช้าง ม้า ข้าราชการทหารและพลเรือน กลางลานมีแผ่นจารึกเขียนด้วยอักษรจีน นิพนธ์โดย “จักรพรรดิบาวได๋” เพื่อรำลึกถึงพระบิดาของพระองค์
ส่วนด้านบนสุดเป็น “พระราชวังเทียนดิงห์” ภายในมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องสีปูพื้นจิตรกรรมฝาผนังภาพ มังกรในม่านเมฆขนาดใหญ่ที่วาดโดยใช้ศิลปินที่เขียนภาพด้วยเท้า ประดับอยู่บนเพดานกลางห้องโถง ส่วนทางซ้ายและขวาเป็นภาพอันเต็มไปด้วยสีสันที่ตกแต่งด้วยการฝังกระจก สีและกระเบื้องนับพันชิ้น แสดงถึงเรื่องราวมากมายของสัตว์ ต้นไม้ และดอกไม้
แต่ห้องที่สำคัญที่สุดจะเป็นห้องที่มีรูปหล่อสำริดปิดด้วยทองขนาดเท่าองค์จริง ในพระอิริยาบถนั่ง บนแท่นสูง และบนเพดานจะมีภาพวาดชื่อ "มังกรในม่านเมฆ" อยู่
เล่ากันว่าภาพมังกรในม่านเมฆนี้จิตรกรวาดขึ้นโดยใช้เท้าวาด จักรพรรดิไคดิงห์ทรงกริ้วมาก จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิต แต่ก็มีผู้ทูลทัดทานว่า “ถ้าไม่มีจิตรกรผู้นี้แล้ว คงยากที่จะหาผู้ที่มีความชำนาญในการวาดภาพให้งดงามขนาดนี้ได้อีก” อย่างไรก็ตามเหตุผลที่จิตรกรวาดภาพโดยใช้เท้านั้น บ้างก็อธิบายว่าเป็นเพราะความถนัดในการใช้เท้า บ้างก็ว่าเป็นการเลี่ยงที่จะเอาเท้าชี้ลงมาทางด้านล่าง เวลามีผู้เดินทางมาตรวจงาน
ส่วนพระบรมศพของพระองค์นั้น ถูกฝังอยู่ลึกลงไปใต้แท่นสูงในห้องนี้นั้นเอง
แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี สุสานแห่งนี้ก็ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ค่อนข้างมาก รอดพ้นจากการถูกทำลาย ไม่ว่าประเทศเวียดนามจะได้ผ่านศึกสงครามและกลียุค มาแล้วหลายครั้ง
หลังจากออกจากสุสานแห่งนี้แล้ว รถพาคณะของเราไปจับจ่ายใช้สอยซื้อของราคาถูกที่ “ตลาดนัดดองบา” ที่เป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ของเมืองเว้ ที่อยู่ติดกับแม่น้ำหอม ซึ่งพ่อได้พบคนไทยหลายคนเดินซื้อของ เสียงแม่ค้าเชิญชวนให้ซื้อของด้วยภาษาไทยสำเนียงเวียดนามดังลั่นตลาด
สินค้าที่นี่ต้องต่อรองก่อนซื้อทั้งนั้น เพราะราคาจะบอกผ่านหมดทุกอย่าง บางอย่างก็บอกราคาสูง ข้อควรระวัง สินค้าส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋าเดินทาง เกรดของสินค้าจึงพอๆกับราคาที่จ่ายไป
หากพ่อจะเปรียบเทียบกับบ้านเรา ก็คือ ตลาดนัดจตุจักรขนาดย่อม ตรงกลางที่เป็นอาคารจะขายพวกเสื้อผ้า กระเป๋า และของฝาก รวมทั้งสินค้าจากประเทศจีน เช่น กระเป๋าเดินทาง ของเด็กเล่น เสื้อผ้าเด็ก ฯลฯ ส่วนด้านข้างและด้านหลังจะเป็นพื้นที่ขายผักขายปลา และอาหารแห้ง ปลาหมึก กุ้งแห้ง เต็มไปหมด
คณะของเราใช้เวลาในตลาดกว่า ๒ ชั่วโมง จนสมใจอยากและเป็นที่ถูกใจแก่คณะของเรามาก แต่ละคนต่างหิ้วของกันเต็มมือกันเกือบทุกราย อ้อ !! ลืมบอกลูกไปว่าที่นี้สามารถจ่ายเป็นเงินบาทได้เลย
พ่อพาพี่ที่ไปด้วยไปต่อรองซื้อเสื้อฝากทางบ้าน “ต่อกันมันมาก ลดลงไปกว่า ๖๐ %” สำหรับพ่อได้เสื้อกันหนาวมา ๑ ตัว ราคาแค่เพียง ๒๐๐ บาทเท่านั้น
บริเวณที่จอดรถจะมีลานกว้างซึ่งมีร้านขายของเต็มไปหมด พวกกลุ่มผู้ชายขณะนั่งรอก็ฆ่าเวลาด้วยเบียร์ “ฮูดา” เบียร์เวียดนาม ๕ กระป๋อง ๑๐๐ บาท “หมดกันไปเป็นโหล”
มีเรื่องสนุกก็คือ ก่อนที่รถจะออกจะมีแม่ค้านำสินค้ามาขายข้างรถ ซึ่งสามารถต่อราคาได้ถูกกว่าซื้อในตลาดอีก จึงทำให้คณะของเราอดไม่ได้ที่จะจ่ายเงินซื้อกันเพิ่มอีก ซึ่งเป็นที่สนุกสนานมากมาย
หลังจากนั้นก่อนไปกินอาหารเย็น ชาวคณะได้แวะไป “ล่องเรือมังกรแม่น้ำหอม” ชมการแสดงและความบันเทิงตามแบบของราชวงค์ในสมัยก่อน
ในคืนวันเสาร์นี้คณะของเราเข้าพักที่โรงแรม MIDTOWN HOTEL เป็นโรงแรมระดับ ๔ ดาว ซึ่งพ่อประทับใจมาก เพราะมีไวไฟที่แรงมาก ทำให้พ่อได้เข้าไปติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่ประเทศไทยได้อย่างใกล้ชิด
เช้าวันอาทิตย์ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ คณะของเราตื่นแต่ตีสีครึ่ง และออกจากโรงแรมตั้งแต่ ๐๖.๓๐ น. เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยแวะไปชมอุโมงค์หวิงห์ม็อกที่ย้ายโปรแกรมจากวันแรกมา
อุโมงค์แห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเว้มาทางทิศเหนือราว ๖๕ กิโลเมตร นับเป็นอุโมงค์ใต้ดินที่คนทั้งหมู่บ้านอาศัยอยู่เป็นเวลาหลายปีเพื่อหลบภัย จากการทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่องในสมัยสงครามเวียดนาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะพากันอพยพไปอยู่ในส่วนอื่นๆ ของประเทศ แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนกว่า ๓๐๐ คน ที่ยังอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์คนรูแห่งนี้เป็นเวลากว่า ๕ ปี นับจากปี ๒๕๐๙ – ๒๕๑๔
ภายในเครือข่ายอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า ๒,๐๐๐ เมตร เมตรนี้ แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น มีทางเข้าออกทั้งหมด ๑๓ ทาง แต่ละชั้นจะมีการสร้างเป็นห้องต่างๆ ทางซ้ายและขวา โดยชั้นแรกมีจุดเด่นน่าชมอยู่ที่ห้องที่ใช้คลอดเด็กทารก และชั้นที่สองเป็นส่วนที่ใช้ในการประชุมในสมัยสงคราม จากนั้นจะมีทางเดินลงสู่ชั้นที่ ๓ ของอุโมงค์
ลูกชายคงจำได้ที่ครอบครัวเราจับมือกันเดินตามกันไปตามทางเดินภายในอุโมงค์เมื่อ ๓ ปีก่อนได้นะครับ
หลังจากออกจากอุโมงค์คณะของเราก็มุ่งหน้ากลับประเทศไทย โดยใช้ถนนหมายเลข ๙ เส้นเดิมกลับเหมือนตอนขามา
อ่านจดหมายมาถึงตอนนี้ น้องวินคงเริ่มทำหน้าเบื่อและคงนึกในใจ “จดหมายฉบับนี้ พ่อโตเขียนมาเสียยืดยาวเลย” แต่พ่อคิดว่าเรื่องที่พ่อเล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ของลูกได้บ้างไม่มากก็น้อย เพราะจากการที่พ่อได้เที่ยวชมสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เมืองเว้ครั้งนี้ ทำให้พ่อคิดไปถึงเรื่อง “รากเหง้า” ของมนุษย์ ว่ากว่าจะมีวันนี้ได้ย่อมมีที่มาที่ไปเสมอ และ “รากเหง้า” เหล่านี้แหละที่เป็นตัวเชื่อมมิติทางใจให้กับผู้คนโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ ณ ที่พื้นที่นั้นเข้าหากัน
ไม่ต่างจากที่ “บ้านท่าฬ่อ” ก็เป็น “รากเหง้า” ที่เป็นจุดกำเนิดให้กับพ่อ ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้รากเหง้าที่เมืองเว้แห่งนี้ จึงทำให้พ่อกำลังใคร่ครวญว่าน่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อรักษา “รากเหง้า” ที่มีคุณค่านั้นไว้เพื่อให้ลูกหลานได้รำลึกถึงต่อไปอย่างยาวนาน
ฉบับหน้าพ่อจะเล่าเรื่องเราเกี่ยวกับ “เมืองดานัง” ที่เป็นอีกเมืองหนึ่งที่พ่อได้มีโอกาสไปเที่ยวชมมาให้ลูกชายได้รับรู้ต่อไป
รักลูกเสมอ
“พ่อโต”
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)