วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อคิดจากงานศพ

๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

ค่ำคืนวานวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๗ ณ ศาลาจารุมิลินท วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี ผมได้มีโอกาสมาร่วมงานฟังสวดพระอภิธรรมศพ “คุณแม่เซียมลั้ง แซ่จึง” มารดาของ “นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์”

นับเป็นอีกวันหนึ่งที่น่ายินดียิ่งนักเมื่อได้รับฟังคำสอนของพระภิกษุรูปหนึ่งที่เทศนาสอนธรรมให้แก่ผู้มาร่วมงาน ทุกครั้งที่ผมมาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมศพที่วัดแห่งนี้ ก็มักจะได้รับข้อคิดจากพระคุณเจ้าด้วยการเทศนาสอนด้วยภาษาไทยแบบสด ๆ ก่อนที่จะสวดพระธรรม ๗ บท ทำให้ผู้ฟังได้รับความรู้และแง่คิดติดตัวกลับไปด้วยเสมอ

นี้เป็นความแตกต่างจากวัดอื่น ๆ ที่ริเริ่มโดย “หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ” ซึ่งไม่ได้สวดพระอภิธรรมศพด้วยภาษาบาลีเพียงอย่างเดียว ทำให้มีน้อยคนนักที่จะเข้าใจต่อบทสวดที่ได้รับฟัง

ในค่ำคืนนี้พระคุณเจ้าได้เทศนาชี้ให้เห็น “สัจธรรม” ของชีวิตมนุษย์ประการหนึ่ง โดยเริ่มต้นว่า “คนเราไม่สามารถเรียงคิวกันตายได้ ไม่แน่นอนเสมอไปที่คนเกิดก่อนจะต้องตายก่อน”

โดยได้ยกตัวอย่างที่ชัดเจนให้ญาติโยมที่มานั่งฟังแน่นขนัดภายในศาลาให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า “ในคืนหนึ่งที่วัดแห่งนี้ มีการสวดศพพร้อมกัน ๓ ศาลา ศาลาแรกตั้งสวดศพที่มีอายุขัย ๑๐๘ ปี ศาลาถัดไปเป็นศพที่มีอายุ ๒๑ ปี และอีกศาลาหนึ่งที่เยื้องไปตั้งศพของเด็กวัย ๘ ขวบเท่านั้น”

“ดังนั้นคนเราจึงเลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายไม่ได้ แต่คนเราเลือกที่จะทำได้” เป็นบทเทศนาท่อนหนึ่งที่พระคุณเจ้าสรุป ก่อนที่จะเทศนาต่อ

“มีคำอยู่ ๒ คำที่เกี่ยวข้องกับงานในวันนี้ คือ คำว่าอยู่ กับคำว่าจาก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มนุษย์เราจะอยู่อย่างไรให้มีคุณค่า”

พระคุณเจ้าได้อธิบายคุณลักษณะ ๓ ประการ ในการ “อยู่อย่างมีคุณค่า” ว่าประกอบด้วย

ประการที่หนึ่ง ต้องสงบเย็นและเป็นประโยชน์ ซึ่งหมายถึง การฝึกพัฒนาจิตใจตนเองให้มีความสงบเย็น สร้างสันติสุขและสันติภาพ ดำรงตนให้เป็นประโยชน์แก่ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ประการที่สอง ต้องเป็นคนที่ใคร ๆ ก็ใช้เราได้ เพราะคนใช้เรา เขาเห็นว่าเรามีประโยชน์ มีความไว้วางใจในตัวเรา จึงอย่าเบื่อและอย่าบ่นเมื่อถูกใช้ ขอให้คิดเสมอเมื่อมีคนมาใช้เราว่า “เขาเอาบุญมาให้เราอีกแล้ว”

ประการที่สาม ต้องทำตนให้หมดขี้ ขี้ในที่นี้ หมายรวมถึงทั้งขี้นอกและขี้ใน โดยขี้นอกก็คือ ขี้ที่เราเห็นตามร่างกายภายนอก เช่น ขี้ไคล ขี้หู ขี้ตา ขี้มูก ในขณะที่ขี้ใน หมายถึง ขี้เกลียด ขี้โกรธ ขี้โกง และขี้น้อยใจ ขี้เหล่านี้ต้องทำให้หมดไปจากตัวเรา เพราะ “ความชั่วเป็นขี้ ความดีเป็นแก้ว”

ผมนั่งฟังพระเทศนาธรรมไป ใจก็อดคิดย้อนหลังไปถึงเรื่องเล่าจากอดีตอธิบดีกรมอนามัย (นายแพทย์ธัชชัย มุ่งการดี) ที่เล่าให้ฟังในงานเลี้ยงเกษียณอายุให้กับข้าราชการกรมอนามัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า

มีพระภิกษุรูปหนึ่งบอกรับกิจนิมนต์จากศิษย์รักคนหนึ่งให้ไปฉันเพลที่บ้านในต่างจังหวัด ในวันนัดหมาย พระรูปนั้นได้ว่าจ้างแท็กซี่ขับรถไปส่งยังบ้านงาน แต่ด้วยนิสัยของคนขับแท็กซี่เป็นคนชอบขับรถเร็ว จึงเกิดอุบัติเหตุขับไปชนเสาสะพานข้างทาง เสียชีวิตทั้งคู่

วิญญาณของพระและคนขับแท็กซี่ลอยออกจากร่าง เดินทางสู่ดินแดนนรกสวรรค์เพื่อไปรายงานตัวกับยมบาลเพื่อตัดสินว่าจะลงนรกหรือขึ้นสวรรค์

จากการตรวจสอบรายชื่อของพระรูปนั้น มีข้อสรุปว่า ดวงวิญญาณจะต้องตกนรก ในขณะที่ดวงวิญญาณของคนขับแท็กซี่ได้ขึ้นสวรรค์

พระรูปนั้นเอ่ยปากถามถึงเหตุผล คำตอบที่ได้รับก็คือ

ในช่วงที่อยู่ในโลกมนุษย์ พระรูปนั้นแม้จะเป็นพระสงฆ์มีหน้าที่เทศนาสอนธรรมะให้กับญาติโยม แต่พระรูปนั้นก็เทศนาด้วยภาษาบาลี ญาติโยมต่างไม่เข้าใจ นั่งหลับสัปหงก จึงเสมือนไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับสังคมเลย ซึ่งต่างจากคนขับแท็กซี่ที่แม้จะเป็นคนขับรถที่เร็ว แต่การขับรถเร็วนั้นก็ทำให้คนที่โดยสารมาด้วยนึกถึงคุณพระคุณเจ้า มีการควบคุมสติไปชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ที่มีผลประโยชน์ต่อสังคม

นับเป็นเรื่องเล่าที่ติดอยู่ในความทรงจำผมตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

ดังนั้นค่ำคืนนี้จึงถือเป็นกำไรชีวิต เพราะนอกจากจะได้แสดงความเสียใจต่อญาติของผู้เสียชีวิต ได้พบเจอผู้ใหญ่และเพื่อน ๆ ร่วมงานที่หลากหลาย ยังได้รับข้อคิดดี ๆ จากพระคุณเจ้าในค่ำคืนนี้พร้อมกันไปด้วย

อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจัดทำพิมพ์เขียวเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยกันอยู่ จึงขอเสนอต่อสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มีการเปิดประชุมครั้งแรกในวันนี้ ให้มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูประบบศาสนาควบคู่ไปด้วยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการพัฒนาให้เกิดกลไกหรือวิธีการต่างๆที่จะทำให้ประชาชนหรือญาติโยมทั้งหลายสามารถเข้าใจหลักธรรมคำสอนในศาสนาต่าง ๆ ด้วยภาษาง่าย ๆ และสามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวันโดยทันที ถือได้ว่านี้เป็นการยกระดับทางจิตใจรูปแบบหนึ่งที่ดีทีเดียว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น